ตกลงปลงรัก

    บทที่ 32

            เธอก้าวเท้าเดินไปที่ประตูแต่ในใจก็แอบสงสัยว่าจะเป็นการกดผิดแบบเมื่อกี้นี้อีกหรือเปล่าเธอหยุดเท้าไม่เดินต่อ ยืนนิ่งๆ เพื่อรอฟังว่าจะมีเสียงกริ่งดังอีกไหมถ้าหากว่ามีคนมาหาเธอจริงๆ กดครั้งแรกไม่เห็นคนออกไป ก็คงต้องกดรอบที่สองใช่ไหมแต่ถ้าเป็นคนมากดผิดเพื่อเจตนามากดเพื่อแกล้งก่อกวน พอกดแล้วก็คงต้องรีบหนีหรือหลบไปซ่อนตัวคงไม่มีการกดซ้ำเป็นครั้งที่สองเพื่อรอให้เธอออกไปเจอหน้าแน่นอน

            มุกจันทร์ยืนรอเสียงกริ่งครั้งที่สองแล้วก็เป็นอย่างที่คิด ไม่มีเสียงกริ่งครั้งที่สองตามมาแสดงว่าคนที่มากดกริ่งไม่ได้อยู่รอเธอเดินออกไปด้วยซ้ำ เธอรู้สึกดีที่คาดเดาถูกแต่พอคิดว่ามีคนกำลังจงใจก่อกวนเธอ ความไม่สบายใจก็เริ่มคืบคลานเข้ามา

            เธอเริ่มคิดไตร่ตรองคนที่มาปากระจกห้องครัวบ้านเธอแตกกับคนที่มากดกริ่งก่อกวนเธอจะเป็นพวกเดียวกันไหมเธอไม่เคยมีเรื่องมีราวอะไรกับใครสักหน่อย ทำไมถึงจะมีคนมาก่อกวนเธอล่ะ

            ขณะที่มุกจันทร์คิดใคร่ครวญอยู่เสียงกริ่งหน้าประตูบ้านก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง

            มุกจันทร์ได้ยินเสียงกริ่งก็ตกใจไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมากดกริ่งเพื่อก่อกวนอีกในเวลาใกล้ๆ กันแบบนี้ ปกติแล้วทุกช่วงเวลาในชีวิตของเธอมักจะมีแม่อยู่ด้วยเสมอไม่ว่าจะเจอกับปัญหาอะไรเธอจะมีแม่อยู่ใกล้ๆ ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยและมั่นคง

            ตอนนี้เธออยู่บ้านคนเดียวจะว่าไปแล้วก็ออกจะเงียบเหงาอยู่บ้างแต่ก็พอทนได้ พอมาโดนคุกคามก่อกวนแบบนี้ เธอก็เริ่มจะทำอะไรไม่ถูกจริงๆเธอเพิ่งรู้ว่าเพราะอะไรแม่ของเธอถึงได้เป็นห่วงและอยากให้เธอแต่งงานเพื่อให้มีคนคอยดูแลและอยู่กับเธอ

            ถึงจะเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีกับสถานการณ์ตรงหน้าแต่มุกจันทร์ยังคงมีสติเธอรอให้มีเสียงกริ่งอีกครั้งโดยใช้เหตุผลเดิมคือถ้าคนที่มากดกริ่งมาหาเธอจริงๆก็คงจะรอและกดกริ่งอีกครั้งเพื่อให้เธอออกไป เธอรอเสียงกริ่งครั้งที่สองด้วยความตื่นเต้น

            เวลาแต่ละวินาทีในการรอคอยเหมือนจะผ่านไปอย่างช้าๆมุกจันทร์มองไปที่ประตูด้วยใจจดจ่อ และแล้วเสียงกริ่งก็ดังขึ้นอีกครั้ง

            แม้เสียงกริ่งครั้งที่สองจะดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าน่าจะมีคนมาหาเธอจริงๆแต่ก็ไม่ได้ทำให้มุกจันทร์รู้สึกปลอดภัยขึ้นมากนัก เธอมองไปรอบๆห้องเพื่อหาอะไรสักอย่างมาถือไว้เพื่อป้องกันตัว

            เธอเคยดูหนังเวลามีคนมาเคาะประตูแบบนี้แล้วนางเอกไม่มั่นใจในความปลอดภัย นางเอกจะถือของบางอย่างไปด้วยเพื่อใช้ป้องกันตัวยามฉุกเฉินอย่างเช่นไม้เบสบอล แต่ให้ตายเถอะ บ้านเธอจะไปมีไม้เบสบอลได้ยังไงกันล่ะ เอาเถอะเดี๋ยวเธอต้องไปหาซื้อไม้เบสบอลติดบ้านไว้สักหน่อย

            ไม่สิตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องไม้เบสบอลอะไรนั้น ตอนนี้เธอต้องไปเปิดประตูต่างหากล่ะมุกจันทร์มองไปรอบๆ บ้านก็ไม่เห็นอะไรที่น่าจะเอามาเป็นอาวุธได้ เดี๋ยวสิในครัวมีมีดนี่นา เธอเดินไปหยิบมีดปลายแหลมมาถือไว้แล้วเดินตรงไปที่ประตู

            แต่ละก้าวที่เดินเข้าใกล้ประตูใจของมุกจันทร์ก็เริ่มเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ หวังว่าคนที่มาจะไม่ใช่คนร้าย เธอเปิดประตูออกมองไปที่ประตูรั้วบ้าน มีคนยืนอยู่จริงๆ แต่เธอมองเห็นไม่เห็นหน้าตาเพราะบางส่วนของประตูรั้วบังอยู่

            เธอเดินออกมาเปิดประตูรั้วในใจก็คิดปลอบใจตัวเองว่าคนร้ายคงไม่กล้ามายืนรอที่หน้าประตูตอนกลางวันแสกๆแบบนี้หรอก

            “คุณดิน”เธอค่อนข้างแปลกใจที่คนที่เธอระแวงว่าจะเป็นคนร้ายจนต้องถือมีดมาด้วยเพื่อป้องกันตัวที่ไหนได้กลับกลายเป็นไตรภพ “มาทำอะไรคะ”

            “แม่คุณบอกให้ซื้ออาหารเย็นมาให้คุณหน่อย”เขาพูดพร้อมชูมือยกของที่ซื้อมาให้เธอดูจากนั้นเขาก็เลื่อนสายตาไปที่มือของมุกจันทร์ที่ตอนนี้ถือมีดไว้เขามองมุกจันทร์เป็นเชิงถาม “แล้วคุณ.. เอ่อ” นี่เธอเกลียดเขาถึงกับถือมีดมาต้อนรับเลยหรือ

            มุกจันทร์กระแอมเบาๆแก้เขิน “มุกกำลังจะทำมื้อเย็นน่ะค่ะ ลืมตัวเลยถือมืดมาด้วย”พูดจบก็ยิ้มกลบเกลื่อน

            “เข้ามาก่อนค่ะ”ไหนๆ เขาก็มาแล้ว แถมยังซื้ออาหารเย็นมาด้วยเธอจะรับแค่อาหารมาแล้วไล่เขากลับได้ยังไงกัน อย่างน้อยก็ต้องเชิญเขาเข้าบ้านสักหน่อยตามมารยาท

            มุกจันทร์เดินนำเขาเข้าบ้านเหมือนว่าเธอจะลืมไปแล้วว่าสภาพบ้านของเธอในตอนนี้เป็นอย่างไร “ตามสบายนะคะ”

            พอเข้ามาบ้านมาแล้วไตรภพก็มองหาห้องครัวเพื่อจะไปแกะอาหารใส่จาน “ห้องครัวอยู่ตรงไหนครับ”

            “ห้องครัว...”พอพูดถึงห้องครัว มุกจันทร์ก็นึกได้แล้วว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น  เธอชำเลืองมองไปทางห้องครัวอย่างไม่ได้ตั้งใจ ตอนนี้พื้นห้องครัวของเธออุดมไปด้วยเศษกระจกแตกเธอจะให้เขาเข้าไปเห็นได้ยังไง "เอ่อ ... เอามาเถอะค่ะ เดี๋ยวมุกไปจัดการเอง"เธอยื่นมือไปรับของในมือเขา

            “ไม่เป็นไรครับไม่ต้องเกรงใจ ผมช่วยดีกว่า” เขาพูดพร้อมเดินไปยังทิศทางที่เธอชำเลืองมองเมื่อครู่พอพูดถึงห้องครัวเธอก็ชำเลืองมองไปทางนั้น เป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติแสดงว่าห้องครัวก็ต้องอยู่ทางนั้นสินะ

            มุกจันทร์เห็นเขาเดินไปทางห้องครัวก็รีบสาวเท้าเดินตามไปเพื่อห้ามไม่ให้เขาเข้าไปในนั้น

            “นี่คือ...”เขาหยุดอยู่ที่หน้าห้องครัว มองเข้าไปในห้องเห็นเศษกระจกแตกกระจายไปทั่วพื้น

            มุกจันทร์ถอนหายใจในเมื่อปิดไม่ได้แล้วก็บอกไปตรงๆ แล้วกัน “เมื่อกี้มีคนขว้างก้อนหินในกระจกห้องครัวน่ะค่ะน่าจะเป็นพวกวัยรุ่นคึกคะนอง มุกกำลังจะแจ้งตำรวจพอดี”

             “แต่เมื่อกี้คุณบอกว่ากำลังทำมื้อเย็น”

            มุกจันทร์หมดคำจะพูดไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร “มุกกลัวคุณไปบอกแม่ เดี๋ยวแม่เป็นห่วงค่ะ”

            เธอยอมรับเสียงอ่อยในใจคิดว่าเขาคงตำหนิเธอแน่ๆ

            “งั้นกินข้าวกันก่อนเถอะครับ”

            ใครจะคิดว่าเวลานี้เขายังจะบอกให้เธอกินข้าวก่อนมุกจันทร์มองเขาอย่างประหลาดใจ

            “ได้เวลามื้อเย็นแล้วกินให้เรียบร้อยก่อน มีแรงแล้วค่อยมาคิดแก้ปัญหานี้กัน”

            ฟังดูก็ไม่มีอะไรไม่ถูกต้องเธอเองก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน ดังนั้นมุกจันทร์จึงทำตามที่เขาบอก สองคนช่วยกันแกะอาหารใส่จานแล้วนั่งกินกันเงียบๆ

            พอกินเสร็จเขาก็เริ่มเข้าเรื่อง“ก่อนนี้เคยมีอะไรแบบนี้รึเปล่า”

            “หือ?”มุกจันทร์ที่คิดอะไรเพลินๆ พอถูกถามกะทันหันก็ตามไม่ทัน

            “ก่อนนี้เคยมีคนมาขว้างอะไรใส่บ้านคุณรึเปล่า”

            “ไม่มีค่ะ”

            มุกจันทร์ตอบไม่ทันขาดคำก็ได้ยินเสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้นอีก เธอมองไปตามเสียงแล้วถอนหายใจ

            เขาเห็นว่าเธอไม่ขยับไม่มีทีท่าว่าจะไปเปิดประตูให้คนที่มากดกริ่ง “ไม่ไปเปิดประตูเหรอครับ”

            “รออีกหน่อยเถอะค่ะ”

            แม้ไตรภพไม่รู้ว่ารออะไรแต่เขาก็ไม่ได้ขัดเธอ ในเมื่อนี่เป็นบ้านของเธอก็ต้องตามใจเจ้าของบ้าน รออยู่สักพักหน้าประตูรั้วกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ อีก

            “มีคนมาก่อกวน?”เขาเอ่ยถามขึ้นมา

            “คุณรู้ได้ไงคะ”แทนที่มุกจันทร์จะตอบ แต่เธอกลับถามเขาแทน

            “เมื่อกี้ผมมากดกริ่งก็รออยู่สักพักกว่าคุณจะออกไป ตอนนี้คุณก็รออีก แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเสียงกริ่งที่ดังนั่นก็คือมีคนมากดแกล้ง ไม่ใช่เหรอ”

            มุกจันทร์คิดว่าเขาช่างฉลาดซะจริงสมแล้วที่เป็นเจ้าของกิจการ “ใช่ค่ะ มีคนมาขว้างกระจกห้องครัวแตกจากนั้นก็มีคนมากดกริ่ง มุกออกไปดูก็ไม่เจอใคร”

            “ตอนผมมาคุณเลยถือมีดไปด้วย?”

            “ใช่ค่ะ”

            “ถ้าเปิดไปแล้วเจอกับคนร้ายจริงๆคุณจะทำยังไง”

            “ไม่รู้สิคะไม่ทันคิด แค่ถือมีดไปก็อุ่นใจแล้ว”

            เขาพยักหน้ารับ“แล้วคุณจะทำยังไงต่อ แจ้งตำรวจไหม”

            “มุกว่าจะแจ้งค่ะ”

            “งั้นแจ้งเลยเถอะเดี๋ยวผมอยู่เป็นเพื่อน”

            มุกจันทร์เตรียมจะอ้าปากปฏิเสธเขาแต่พอคิดว่ามีคนอยู่เป็นเพื่อนก็ดีแล้วนี่ เดี๋ยวแจ้งแล้วตำรวจมาดูที่เกิดเหตุ เธออยู่คนเดียวคงไม่ค่อยดีเธอจึงไม่ได้ปฏิเสธและยอมให้เขาอยู่เป็นเพื่อน

            จากนั้นเธอก็โทรไปแจ้งตำรวจผ่านไปไม่นานตำรวจมาถึงที่บ้านดูสถานที่และซักถามเธอว่าไปทะเลาะหรือผิดใจกับใครบ้างไหม มุกจันทร์ตอบว่าเธอไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใครมาก่อนเรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นพวกเด็กวัยรุ่นคึกคะนองมาก่อกวนเล่นเท่านั้น

            ตำรวจจดบันทึกคำบอกเล่าของเธอถ่ายรูปที่เกิดเหตุ และรับปากว่าจะหาตัวคนทำให้ จากนั้นก็กลับไป

            มุกจันทร์มองสภาพห้องครัวที่เต็มไปด้วยเศษกระจกแล้วถอนหายใจเธอเดินไปหยิบไม้กวาดมาและเริ่มทำความสะอาด ไตรภพเข้ามาช่วยเธอ

            “คุณไปนั่งเถอะค่ะเดี๋ยวมุกทำเอง”

            เห็นเธอปฏิเสธเขาจึงไม่ได้ขัดเธอไปนั่งรอที่ห้องนั่งเล่น ปล่อยให้เธอทำงานของเธอไป

            ไม่นานมุกจันทร์ก็เดินกลับมาที่ห้องนั่งเล่น

            “เอากาแฟหน่อยไหมคะเดี๋ยวมุกชงให้”

            “ก็ดีครับ”

            มุกจันทร์เดินเข้าไปในครัวไม่นานเขาก็ได้กลิ่นกาแฟลอยมา เขามองไปรอบๆ ห้องเห็นรูปของเธอสมัยเรียนใส่กรอบตั้งอยู่บนชั้นหนังสือจึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ

            มุกจันทร์ออกมาพร้อมกาแฟสองถ้วยในมือเธอเห็นเขาถือรูปของเธอและกำลังพิจารณาดูอย่างตั้งใจ แม้จะบอกว่าตั้งใจแต่ใบหน้ากลับไม่แสดงความรู้สึกใดๆออกมา “รูปสมัยเรียนน่ะค่ะ นานหลายปีแล้ว”

            เขาหันมามองเธอวางรูปลงที่เดิมและเดินมานั่งที่โซฟาตรงข้ามกับเธอ

            “ขอบคุณครับ”เขายกกาแฟขึ้นจิบและทำท่าพอใจ “รสชาติไม่เลว”

            รสชาติไม่เลวสำหรับเขาก็คือรสชาติดี

            “คุณคิดจะทำยังไงต่อ”

            “หืม?”มุกจันทร์งงกับคำถามของเขา เธอก็แจ้งความแล้วนี่นา ตำรวจก็มาแล้ว ยังต้องทำยังไงต่ออีกเหรอ

            “คืนนี้คุณจะนอนที่นี่เหรอถ้าพวกนั้นมาก่อกวนอีกล่ะ” เขาพูดเข้าประเด็น

            จริงด้วยสิเธอลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเลยถ้าคืนนี้พวกนั้นมาก่อกวนหรือขว้างอะไรใส่บ้านเธออีกจะทำยังไง ถึงจะคิดแบบนั้นแต่ปากกลับบอกเขาว่า“คงไม่มีอะไรแล้วมั้งคะ” ที่นี่เป็นบ้านของเธอเธอไม่นอนที่นี่แล้วจะไปนอนที่ไหนล่ะ

            เขามองเธอนิ่งๆอยู่นาน มองแล้วก็ไม่พูดอะไร พอถูกมองนานเข้ามุกจันทร์ก็เริ่มรู้สึกอึดอัดกำลังจะชวนคุยเพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลาย แต่เขากลับเอ่ยขึ้นมาก่อน “ถ้าคุณจะนอนที่นี่งั้นเดี๋ยวผมอยู่เป็นเพื่อน”

            “คุณจะค้างที่นี่เหรอ”

            “อืม”