เธอก้าวเท้าเดินไปที่ประตูแต่ในใจก็แอบสงสัยว่าจะเป็นการกดผิดแบบเมื่อกี้นี้อีกหรือเปล่าเธอหยุดเท้าไม่เดินต่อ ยืนนิ่งๆ เพื่อรอฟังว่าจะมีเสียงกริ่งดังอีกไหมถ้าหากว่ามีคนมาหาเธอจริงๆ กดครั้งแรกไม่เห็นคนออกไป ก็คงต้องกดรอบที่สองใช่ไหมแต่ถ้าเป็นคนมากดผิดเพื่อเจตนามากดเพื่อแกล้งก่อกวน พอกดแล้วก็คงต้องรีบหนีหรือหลบไปซ่อนตัวคงไม่มีการกดซ้ำเป็นครั้งที่สองเพื่อรอให้เธอออกไปเจอหน้าแน่นอน
มุกจันทร์ยืนรอเสียงกริ่งครั้งที่สองแล้วก็เป็นอย่างที่คิด ไม่มีเสียงกริ่งครั้งที่สองตามมาแสดงว่าคนที่มากดกริ่งไม่ได้อยู่รอเธอเดินออกไปด้วยซ้ำ เธอรู้สึกดีที่คาดเดาถูกแต่พอคิดว่ามีคนกำลังจงใจก่อกวนเธอ ความไม่สบายใจก็เริ่มคืบคลานเข้ามา
เธอเริ่มคิดไตร่ตรองคนที่มาปากระจกห้องครัวบ้านเธอแตกกับคนที่มากดกริ่งก่อกวนเธอจะเป็นพวกเดียวกันไหมเธอไม่เคยมีเรื่องมีราวอะไรกับใครสักหน่อย ทำไมถึงจะมีคนมาก่อกวนเธอล่ะ
ขณะที่มุกจันทร์คิดใคร่ครวญอยู่เสียงกริ่งหน้าประตูบ้านก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
มุกจันทร์ได้ยินเสียงกริ่งก็ตกใจไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมากดกริ่งเพื่อก่อกวนอีกในเวลาใกล้ๆ กันแบบนี้ ปกติแล้วทุกช่วงเวลาในชีวิตของเธอมักจะมีแม่อยู่ด้วยเสมอไม่ว่าจะเจอกับปัญหาอะไรเธอจะมีแม่อยู่ใกล้ๆ ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยและมั่นคง
ตอนนี้เธออยู่บ้านคนเดียวจะว่าไปแล้วก็ออกจะเงียบเหงาอยู่บ้างแต่ก็พอทนได้ พอมาโดนคุกคามก่อกวนแบบนี้ เธอก็เริ่มจะทำอะไรไม่ถูกจริงๆเธอเพิ่งรู้ว่าเพราะอะไรแม่ของเธอถึงได้เป็นห่วงและอยากให้เธอแต่งงานเพื่อให้มีคนคอยดูแลและอยู่กับเธอ
ถึงจะเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีกับสถานการณ์ตรงหน้าแต่มุกจันทร์ยังคงมีสติเธอรอให้มีเสียงกริ่งอีกครั้งโดยใช้เหตุผลเดิมคือถ้าคนที่มากดกริ่งมาหาเธอจริงๆก็คงจะรอและกดกริ่งอีกครั้งเพื่อให้เธอออกไป เธอรอเสียงกริ่งครั้งที่สองด้วยความตื่นเต้น
เวลาแต่ละวินาทีในการรอคอยเหมือนจะผ่านไปอย่างช้าๆมุกจันทร์มองไปที่ประตูด้วยใจจดจ่อ และแล้วเสียงกริ่งก็ดังขึ้นอีกครั้ง
แม้เสียงกริ่งครั้งที่สองจะดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าน่าจะมีคนมาหาเธอจริงๆแต่ก็ไม่ได้ทำให้มุกจันทร์รู้สึกปลอดภัยขึ้นมากนัก เธอมองไปรอบๆห้องเพื่อหาอะไรสักอย่างมาถือไว้เพื่อป้องกันตัว
เธอเคยดูหนังเวลามีคนมาเคาะประตูแบบนี้แล้วนางเอกไม่มั่นใจในความปลอดภัย นางเอกจะถือของบางอย่างไปด้วยเพื่อใช้ป้องกันตัวยามฉุกเฉินอย่างเช่นไม้เบสบอล แต่ให้ตายเถอะ บ้านเธอจะไปมีไม้เบสบอลได้ยังไงกันล่ะ เอาเถอะเดี๋ยวเธอต้องไปหาซื้อไม้เบสบอลติดบ้านไว้สักหน่อย
ไม่สิตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องไม้เบสบอลอะไรนั้น ตอนนี้เธอต้องไปเปิดประตูต่างหากล่ะมุกจันทร์มองไปรอบๆ บ้านก็ไม่เห็นอะไรที่น่าจะเอามาเป็นอาวุธได้ เดี๋ยวสิในครัวมีมีดนี่นา เธอเดินไปหยิบมีดปลายแหลมมาถือไว้แล้วเดินตรงไปที่ประตู
แต่ละก้าวที่เดินเข้าใกล้ประตูใจของมุกจันทร์ก็เริ่มเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ หวังว่าคนที่มาจะไม่ใช่คนร้าย เธอเปิดประตูออกมองไปที่ประตูรั้วบ้าน มีคนยืนอยู่จริงๆ แต่เธอมองเห็นไม่เห็นหน้าตาเพราะบางส่วนของประตูรั้วบังอยู่
เธอเดินออกมาเปิดประตูรั้วในใจก็คิดปลอบใจตัวเองว่าคนร้ายคงไม่กล้ามายืนรอที่หน้าประตูตอนกลางวันแสกๆแบบนี้หรอก
“คุณดิน”เธอค่อนข้างแปลกใจที่คนที่เธอระแวงว่าจะเป็นคนร้ายจนต้องถือมีดมาด้วยเพื่อป้องกันตัวที่ไหนได้กลับกลายเป็นไตรภพ “มาทำอะไรคะ”
“แม่คุณบอกให้ซื้ออาหารเย็นมาให้คุณหน่อย”เขาพูดพร้อมชูมือยกของที่ซื้อมาให้เธอดูจากนั้นเขาก็เลื่อนสายตาไปที่มือของมุกจันทร์ที่ตอนนี้ถือมีดไว้เขามองมุกจันทร์เป็นเชิงถาม “แล้วคุณ.. เอ่อ” นี่เธอเกลียดเขาถึงกับถือมีดมาต้อนรับเลยหรือ
มุกจันทร์กระแอมเบาๆแก้เขิน “มุกกำลังจะทำมื้อเย็นน่ะค่ะ ลืมตัวเลยถือมืดมาด้วย”พูดจบก็ยิ้มกลบเกลื่อน
“เข้ามาก่อนค่ะ”ไหนๆ เขาก็มาแล้ว แถมยังซื้ออาหารเย็นมาด้วยเธอจะรับแค่อาหารมาแล้วไล่เขากลับได้ยังไงกัน อย่างน้อยก็ต้องเชิญเขาเข้าบ้านสักหน่อยตามมารยาท
มุกจันทร์เดินนำเขาเข้าบ้านเหมือนว่าเธอจะลืมไปแล้วว่าสภาพบ้านของเธอในตอนนี้เป็นอย่างไร “ตามสบายนะคะ”
พอเข้ามาบ้านมาแล้วไตรภพก็มองหาห้องครัวเพื่อจะไปแกะอาหารใส่จาน “ห้องครัวอยู่ตรงไหนครับ”
“ห้องครัว...”พอพูดถึงห้องครัว มุกจันทร์ก็นึกได้แล้วว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น เธอชำเลืองมองไปทางห้องครัวอย่างไม่ได้ตั้งใจ ตอนนี้พื้นห้องครัวของเธออุดมไปด้วยเศษกระจกแตกเธอจะให้เขาเข้าไปเห็นได้ยังไง "เอ่อ ... เอามาเถอะค่ะ เดี๋ยวมุกไปจัดการเอง"เธอยื่นมือไปรับของในมือเขา
“ไม่เป็นไรครับไม่ต้องเกรงใจ ผมช่วยดีกว่า” เขาพูดพร้อมเดินไปยังทิศทางที่เธอชำเลืองมองเมื่อครู่พอพูดถึงห้องครัวเธอก็ชำเลืองมองไปทางนั้น เป็นปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติแสดงว่าห้องครัวก็ต้องอยู่ทางนั้นสินะ
มุกจันทร์เห็นเขาเดินไปทางห้องครัวก็รีบสาวเท้าเดินตามไปเพื่อห้ามไม่ให้เขาเข้าไปในนั้น
“นี่คือ...”เขาหยุดอยู่ที่หน้าห้องครัว มองเข้าไปในห้องเห็นเศษกระจกแตกกระจายไปทั่วพื้น
มุกจันทร์ถอนหายใจในเมื่อปิดไม่ได้แล้วก็บอกไปตรงๆ แล้วกัน “เมื่อกี้มีคนขว้างก้อนหินในกระจกห้องครัวน่ะค่ะน่าจะเป็นพวกวัยรุ่นคึกคะนอง มุกกำลังจะแจ้งตำรวจพอดี”
“แต่เมื่อกี้คุณบอกว่ากำลังทำมื้อเย็น”
มุกจันทร์หมดคำจะพูดไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร “มุกกลัวคุณไปบอกแม่ เดี๋ยวแม่เป็นห่วงค่ะ”
เธอยอมรับเสียงอ่อยในใจคิดว่าเขาคงตำหนิเธอแน่ๆ
“งั้นกินข้าวกันก่อนเถอะครับ”
ใครจะคิดว่าเวลานี้เขายังจะบอกให้เธอกินข้าวก่อนมุกจันทร์มองเขาอย่างประหลาดใจ
“ได้เวลามื้อเย็นแล้วกินให้เรียบร้อยก่อน มีแรงแล้วค่อยมาคิดแก้ปัญหานี้กัน”
ฟังดูก็ไม่มีอะไรไม่ถูกต้องเธอเองก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน ดังนั้นมุกจันทร์จึงทำตามที่เขาบอก สองคนช่วยกันแกะอาหารใส่จานแล้วนั่งกินกันเงียบๆ
พอกินเสร็จเขาก็เริ่มเข้าเรื่อง“ก่อนนี้เคยมีอะไรแบบนี้รึเปล่า”
“หือ?”มุกจันทร์ที่คิดอะไรเพลินๆ พอถูกถามกะทันหันก็ตามไม่ทัน
“ก่อนนี้เคยมีคนมาขว้างอะไรใส่บ้านคุณรึเปล่า”
“ไม่มีค่ะ”
มุกจันทร์ตอบไม่ทันขาดคำก็ได้ยินเสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้นอีก เธอมองไปตามเสียงแล้วถอนหายใจ
เขาเห็นว่าเธอไม่ขยับไม่มีทีท่าว่าจะไปเปิดประตูให้คนที่มากดกริ่ง “ไม่ไปเปิดประตูเหรอครับ”
“รออีกหน่อยเถอะค่ะ”
แม้ไตรภพไม่รู้ว่ารออะไรแต่เขาก็ไม่ได้ขัดเธอ ในเมื่อนี่เป็นบ้านของเธอก็ต้องตามใจเจ้าของบ้าน รออยู่สักพักหน้าประตูรั้วกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ อีก
“มีคนมาก่อกวน?”เขาเอ่ยถามขึ้นมา
“คุณรู้ได้ไงคะ”แทนที่มุกจันทร์จะตอบ แต่เธอกลับถามเขาแทน
“เมื่อกี้ผมมากดกริ่งก็รออยู่สักพักกว่าคุณจะออกไป ตอนนี้คุณก็รออีก แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเสียงกริ่งที่ดังนั่นก็คือมีคนมากดแกล้ง ไม่ใช่เหรอ”
มุกจันทร์คิดว่าเขาช่างฉลาดซะจริงสมแล้วที่เป็นเจ้าของกิจการ “ใช่ค่ะ มีคนมาขว้างกระจกห้องครัวแตกจากนั้นก็มีคนมากดกริ่ง มุกออกไปดูก็ไม่เจอใคร”
“ตอนผมมาคุณเลยถือมีดไปด้วย?”
“ใช่ค่ะ”
“ถ้าเปิดไปแล้วเจอกับคนร้ายจริงๆคุณจะทำยังไง”
“ไม่รู้สิคะไม่ทันคิด แค่ถือมีดไปก็อุ่นใจแล้ว”
เขาพยักหน้ารับ“แล้วคุณจะทำยังไงต่อ แจ้งตำรวจไหม”
“มุกว่าจะแจ้งค่ะ”
“งั้นแจ้งเลยเถอะเดี๋ยวผมอยู่เป็นเพื่อน”
มุกจันทร์เตรียมจะอ้าปากปฏิเสธเขาแต่พอคิดว่ามีคนอยู่เป็นเพื่อนก็ดีแล้วนี่ เดี๋ยวแจ้งแล้วตำรวจมาดูที่เกิดเหตุ เธออยู่คนเดียวคงไม่ค่อยดีเธอจึงไม่ได้ปฏิเสธและยอมให้เขาอยู่เป็นเพื่อน
จากนั้นเธอก็โทรไปแจ้งตำรวจผ่านไปไม่นานตำรวจมาถึงที่บ้านดูสถานที่และซักถามเธอว่าไปทะเลาะหรือผิดใจกับใครบ้างไหม มุกจันทร์ตอบว่าเธอไม่เคยมีเรื่องมีราวกับใครมาก่อนเรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นพวกเด็กวัยรุ่นคึกคะนองมาก่อกวนเล่นเท่านั้น
ตำรวจจดบันทึกคำบอกเล่าของเธอถ่ายรูปที่เกิดเหตุ และรับปากว่าจะหาตัวคนทำให้ จากนั้นก็กลับไป
มุกจันทร์มองสภาพห้องครัวที่เต็มไปด้วยเศษกระจกแล้วถอนหายใจเธอเดินไปหยิบไม้กวาดมาและเริ่มทำความสะอาด ไตรภพเข้ามาช่วยเธอ
“คุณไปนั่งเถอะค่ะเดี๋ยวมุกทำเอง”
เห็นเธอปฏิเสธเขาจึงไม่ได้ขัดเธอไปนั่งรอที่ห้องนั่งเล่น ปล่อยให้เธอทำงานของเธอไป
ไม่นานมุกจันทร์ก็เดินกลับมาที่ห้องนั่งเล่น
“เอากาแฟหน่อยไหมคะเดี๋ยวมุกชงให้”
“ก็ดีครับ”
มุกจันทร์เดินเข้าไปในครัวไม่นานเขาก็ได้กลิ่นกาแฟลอยมา เขามองไปรอบๆ ห้องเห็นรูปของเธอสมัยเรียนใส่กรอบตั้งอยู่บนชั้นหนังสือจึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
มุกจันทร์ออกมาพร้อมกาแฟสองถ้วยในมือเธอเห็นเขาถือรูปของเธอและกำลังพิจารณาดูอย่างตั้งใจ แม้จะบอกว่าตั้งใจแต่ใบหน้ากลับไม่แสดงความรู้สึกใดๆออกมา “รูปสมัยเรียนน่ะค่ะ นานหลายปีแล้ว”
เขาหันมามองเธอวางรูปลงที่เดิมและเดินมานั่งที่โซฟาตรงข้ามกับเธอ
“ขอบคุณครับ”เขายกกาแฟขึ้นจิบและทำท่าพอใจ “รสชาติไม่เลว”
รสชาติไม่เลวสำหรับเขาก็คือรสชาติดี
“คุณคิดจะทำยังไงต่อ”
“หืม?”มุกจันทร์งงกับคำถามของเขา เธอก็แจ้งความแล้วนี่นา ตำรวจก็มาแล้ว ยังต้องทำยังไงต่ออีกเหรอ
“คืนนี้คุณจะนอนที่นี่เหรอถ้าพวกนั้นมาก่อกวนอีกล่ะ” เขาพูดเข้าประเด็น
จริงด้วยสิเธอลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเลยถ้าคืนนี้พวกนั้นมาก่อกวนหรือขว้างอะไรใส่บ้านเธออีกจะทำยังไง ถึงจะคิดแบบนั้นแต่ปากกลับบอกเขาว่า“คงไม่มีอะไรแล้วมั้งคะ” ที่นี่เป็นบ้านของเธอเธอไม่นอนที่นี่แล้วจะไปนอนที่ไหนล่ะ
เขามองเธอนิ่งๆอยู่นาน มองแล้วก็ไม่พูดอะไร พอถูกมองนานเข้ามุกจันทร์ก็เริ่มรู้สึกอึดอัดกำลังจะชวนคุยเพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลาย แต่เขากลับเอ่ยขึ้นมาก่อน “ถ้าคุณจะนอนที่นี่งั้นเดี๋ยวผมอยู่เป็นเพื่อน”
“คุณจะค้างที่นี่เหรอ”
“อืม”