15
ดาวนำโชค
“ที่ปาร์ตี้ ผมเห็นไดม่อนแฟนคุณด้วยนะ” คีย์เกริ่นด้วยใบหน้ากระเซ้าขณะแกะกุ้งมาวางไว้ในจานผม
“ผมนี่ดีจริง ๆ หนีมาเที่ยว ให้คนอื่นแกะกุ้งให้เฉยสงสัยต้องไลน์ไปง้อแฟนแล้ว” ผมตอบกลับหน้านิ่งแล้วคว้าเอาโทรศัพท์ขึ้นมาคีย์รีบกดมือผมลง แล้วหรี่ตามอง “คิดว่าผมกับเค้ายังคุยกันอยู่ป้ะ?” ผมแกล้งถามต่อ
“ก็คุยได้ มีไลน์กันแล้วจะส่งข้อความหากันก็ไม่แปลก” เค้าตอบกลับ
“ไม่... เอ่อ ไม่รู้สึกอะไร...เหรอ?”
“หึง อะนะ” เค้าพูดคำที่ผมกำลังอ้ำๆ อึ้ง ๆ
โอ้ย! ทั้งที่อยากถามให้เค้าเขิน แต่ดันไม่กล้าซะเอง “ก็...ประมาณนั้น”
คีย์ส่ายหน้า “ผมไว้ใจ” เค้าตอบ “ผมไม่งี่เง่าใส่คนที่ผมเลือกหรอก” พร้อมแกะกุ้งมาวางให้ผมเพิ่มอีก“ถึงคุณจะคุย ผมก็ไม่ว่าหรอก”
“ทั้งที่มันกำลังเป็การนอกใจ? ไม่สิ ๆ” ผมสั่นหน้า “หมายถึงสำหรับคู่ที่คบกันแล้วถ้าทำแบบนี้ก็เป็สัญญาณเตือนการนอกใจนะ” ผมว่าต่อ
“ผมบังคับใจใครไม่ได้อยู่แล้ว คนเราถ้าอยากจะมีคนใหม่ หลบซ่อนยังไงเค้าก็คุยกันได้อยู่ดี”คีย์อธิบายตอบ พร้อมหยุดมือจากทุกสิ่งตรงหน้า “ฉะนั้น... แค่คุณทำอะไรแล้วมีความสุขคุยกับใครแล้วมีความสุข ต่อให้คนนั้นไม่ใช่ผม เดี๋ยวผมก็จะจัดการตัวเองออกไปเอง” ดวงตาคมกริบจ้องมาที่ผมน้ำเสียงเค้าราบเรียบแต่จริงจัง
ผมขนลุกเฉยเลย ขอแค่คนที่ตัวเองรักมีความสุข ก็รับได้หมดจบที่ตัวเค้าเอง แล้วถ้าคนที่เค้ารักเป็คนไม่ดีล่ะ? ทำไมเค้าถึงแมนได้ทั้งกายและใจขนาดนี้นะ...
“เผื่อจะเป็ข้อมูลให้คุณ” คีย์เกริ่นขึ้นมาระหว่างที่กำลังขับรถกลับบ้าน “มายด์จูบกับไดม่อนที่ปาร์ตี้เมื่อคืน”
แน่นอน ผมใกับข้อมูล แต่ไม่ใช่เพราะหึงหวงไดม่อนหรอกนะ แต่เป็ในส่วนของมายด์ที่ผมกำลังงงตาแตก“แล้วมายด์เค้าไม่ได้ชอบคุณรึไง?” ผมหันไปถาม
“ไม่รู้สิ ผมว่าแปลก ๆ” คีย์ครุ่นคิด “มายด์อาจจะเมาหรือไม่ก็เป็คนเ้าชู้ก็ได้”
“ส่วนไดม่อนนั่น... ก็ไม่ได้จะพิศวาสผมจริง ๆ...” ผมพึมพำ “สองคนนี้กำลังวางแผนอะไรอยู่รึเปล่า?” ผมร้องถามด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“เราน่าจะต้องจับตาดูสองคนนี้ไว้ด้วย” คีย์คิดตาม “จริงสิอีกสองวันมีปาร์ตี้วันเกิดมายด์ เค้าชวนผมไว้แล้ว”
“ผมไปด้วย!” ผมรีบร้องขอ
“แน่นอน” คีย์พยักหน้า “เดี๋ยวผมจัดการให้ เราไปดูกัน เผื่อจะได้เห็นอะไรต่ออะไรในวันนั้นอีก”เค้าหรี่ตาลงพร้อมบอกอย่างตื่นเต้น
ที่โรงพยาบาล แม่มองผมกับคีย์สลับกันไปมากว่าชั่วโมงแล้วเหมือนจะพูดอะไรก็ไม่พูด แต่ผมดูออกว่าแม่จะพูดอะไร ก็เลยทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้
“ตัวติดกันดีนะ” และไม่ใช่แม่ แต่เป็พี่วิน ที่จู่ ๆ ก็แซวออกมาตอนผมกับคีย์ช่วยกันแกะถุงขนมที่แม่ซื้อมาเยี่ยมพี่วิน ซึ่งเราไม่ได้จะเตรียมให้คนป่วยแต่จะเอามากินเอง เพราะพี่-วินบอกว่าหมอให้งดของหวาน ฉะนั้นมันจึงเสร็จพวกเรา
“นั่นล่ะ ๆ แม่จะพูด” แม่รีบร้องเสริม “เห็นเหมือนกันใช่มั้ยล่ะวิน!” ราวกับอัดอั้น แม่พูดเหมือนจะพ่นไฟเหมือนความคิดในหัวรอวันประทุออกมาเป็ถ้อยคำ
“ตอนนี้เห็นไวน์ ก็ต้องเห็นคีย์ด้วย” พี่วินยังไม่หยุดแม่ยิ่งตบเข่าฉาด “สองคนนี้เค้าไปไหนไปกันนะแม่วิ่งรถไปกลับฉะเชิงเทราสองสามรอบก็ไปกันสองคนนี่แหละ”
คราวนี้ผมชักจะมันเขี้ยวพี่วินซะแล้วสิ
แม่หรี่ตามองเราสองคน “เกิดปีมะเส็งสินะ” จู่ ๆ แม่ก็ถาม“ใช่มั้ยคีย์”
คนตัวสูงที่กำลังตักครองแครงกะทิเข้าปาก พยักหน้าแล้ววางช้อนลง“ใช่ครับ ๆ ผมเกิดปีมะเส็งครับคุณน้า”
แม่ทำจิ๊จ๊ะ “เรียกแม่ค่ะ คุณน้งคุณน้าอะไรกันล่ะลูก”พร้อมลากเสียงยาวเหยียดอย่างหงุดหงิดใจ
“อ่อ ครับ คุณแม่...” และเค้าก็ดูว่าง่ายซะจนผมหงุดหงิดขึ้นมาบ้าง
“ปีมะเส็งแล้วยังไงต่อแม่?” พี่วินถาม ติดช่างสงสัยซะแล้ว
“ก็เสริมดวงไง” แม่โพล่งอย่างถูกใจในคำถาม “หมอดูบอกให้เราอยู่ใกล้คนปีมะเส็งจะได้แก้เคล็ดเื่ไม่ดี” แม่อธิบาย พี่วินผงกหัวฟังด้วยใบหน้าเหลือจะเชื่อ“ถึงว่าสิ...” แล้วหันมามองผมกับคีย์อีกสายตาของหญิงอวบใบหน้ากลมกลึงหรี่ลงอย่างเ้าเล่ห์ “สมรสเท่าเทียมนี้แม่คงได้จัดงานแต่งให้น้องชายแก”
ตอนนั้นผมเผลอปัดไปโดนถ้วยขนมจนมันหกเต็มโต๊ะ “เอ้า ๆ เลอะเทอะกว่าขนมก็แม่นี่ล่ะโว้ย!” ผมแกล้งร้องคีย์รีบคว้ากระดาษทิชชูมาช่วยทำความสะอาด ผมรับมาจัดการเองแต่เค้าก็แย่งไปทำให้อยู่ดี
“นั่นไง ๆ ดูแลกันทุกมิติ” แม่จิ๊ปากอีกครั้ง“ยังมาหาว่าแม่เลอะเทอะอีก”
“ดีแล้วนะ ที่มีคีย์อยู่ด้วย” เสียงของคนบนเตียงแทรก “ทำให้วินไม่ต้องคอยกังวลเื่น้อง...”พี่วินหยุดนิดหนึ่ง “กับเื่ที่เกิดขึ้นในบ้านเราวินคงดูแลน้องด้วยตัวเองไม่ไหวแน่ ๆ”
“ไวน์มันโตแล้ว วินไม่ต้องคิดมาก แถมตอนนี้น้องก็ไม่ต้องดูแลแล้วเพราะมีคนมาช่วยแม่กับวินดูแลเพิ่มอีกคน” น้ำเสียงของแม่ทะเล้นจนผมอยากหยิกพูดกันขนาดนี้ ผมไม่เขินก็คงไปเกิดเป็ก้อนหินแล้วะเิออกมาเป็ซุนหงอคง
“เหมือนเป็ดาวนำโชค ของดาวนำโชคของผมอีกที...” พี่วินบอกแม่หัวเราะเอิ้กใหญ่ถูกอกถูกใจเชียวล่ะ “อยู่ดูแลน้องชายพี่ไปนาน ๆ นะ คีย์”
ผมหันไปเห็นคนถูกฝากฝังยิ้มเขิน หน้าเค้าแดงแล้วก็ดูเก้ ๆ กัง ๆผมว่าผมเองก็คงไม่ต่างกัน หน้ามันร้อนผ่าว ๆ เล่นรุมกันแซวขนาดนี้
“อย่าเพิ่งท้องล่ะ รอแต่งงานก่อนนะลูก”แม่ร้องแซวพร้อมกับหัวเราะชอบใจตัวเองอยู่อย่างนั้น
แม่กลายเป็มัมหมีของเราทั้งคู่ซะแล้ว ถ้าเกิดมีด้อมขึ้นมาในโอเพ่นแชตไลน์ผมจะเดาทันทีว่าเป็แม่
“แต่หมอดูบอกว่า คนเกิดปีฉลู จะนำภัยมาให้เรา” แล้วแม่ก็ว่าต่อ“วินรู้มั้ย ใครเกิดปีฉลูบ้าง รอบ ๆ ตัวเรา”
พี่วินนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วเม้มริมฝีปาก “ไม่น่าจะรอบตัวเรา... แต่เป็รอบตัววิน...” เค้าตอบ
“แล้วใครล่ะ?” แม่ลุกถามอย่างร้อนรนผมกับคีย์ก็รอฟังอยู่ด้วย
“คุณบุษบาบรรณ์... เกิดปีฉลู”
“นั่นยังไงเล่า!” แม่ตบเข่าฉาด สีหน้าออกรสออกชาติ
ผมเองก็เริ่มจะทึ่ง ๆกับเื่ดวงพวกนี้บ้างแล้ว...
พักนี้เรามักจะติดวาร์ปไปโน่นไปนี่บ่อย ๆ ที่นี่ก็เช่นกันไม่กี่วันถัดมาเราก็มาอยู่ที่บ้านของมายด์มันเป็เหมือนงานปาร์ตี้วันเกิดผสมกับงานอวดบ้านใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ของครอบครัวเธอ
คีย์อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสวมทับด้วยเบลเซอร์สีกรมกับกางเกงสแล็กสีครีมอ่อนและผ้าใบสีขาวส่วนผมเป็เสื้อคอกลมไหมพรมสีขาวแขนยาวกับกางเกงขากระบอกสีน้ำเงินเข้มในรองเท้าผ้าใบสีขาวเช่นกันมายด์แจ้งเดรสโค้ดมาเป็โทนนั้น
บ้านใหม่ของมายด์ใหญ่โตโอ่อ่า สมกับที่บุพการีเป็นักธุรกิจร้อยล้านเป็บ้านสไตล์โมเดิร์นสีเทาอ่อนสูงราวสามชั้นและแยกย่อยแตกแขนงออกด้านข้างอีกหลายหลังที่แน่ ๆ เธอพราวลี่พรีเซนต์บริเวณลานโล่งที่มีสระว่ายน้ำอยู่ใจกลาง
“นี่มันบ้านในละคร” ไม่ใช่ผม แต่เป็คีย์ที่ยืนพึมพำ“ย้ายทั้งทีก็ต้องจัดเต็มแบบนี้ล่ะนะ” เค้าว่า
“ดูก็รู้ว่ามาด้วยกัน” เสียงมายด์โพล่งแทรกขึ้นมาเราสองคนจึงหมุนตัวกลับไป พบว่าเ้าของงานอยู่ในชุดเดรสสีขาวหรูหราของชาแนลมีโบสีดำผูกน่ารัก ๆ บริเวณคอยาวลงมา ผมดัดลอนคลื่นพอให้ได้ลุคสวยหวาน
ผมโบกมือพร้อมยิ้มทัก แต่อีกฝ่ายพยักหน้ารับส่ง ๆ“พี่คีย์เอ่ยปากขอโควต้าให้แกมางานนี้ด้วยตัวเอง จะปฏิเสธฉันก็ไม่กล้า” เธอว่ามองผมอย่างคนที่ไม่ได้เต็มใจจะต้อนรับนัก
เบาไว้... ไอ้ไวน์ หายใจเข้าลึก ๆ และผมเลือกที่จะยิ้มตอบกลับไปสาวหวานในชุด-เดรสชาแนลทำท่าทางขนลุกอย่างดัดจริต
“ตามสบายแล้วกันนะคะพี่คีย์ วันนี้คงอยู่คุยได้ไม่นาน”เธอหันไปหาร่างสูงข้างผม “แขกมาเยอะค่ะ” บอกพร้อมทำกระซิบกระซาบ“เดี๋ยวต้องเทคแคร์ดาราจีนอีกสองคน ยังไงขอตัวตรงนี้เลยนะคะ”
ผมมองปิศาจขิงดุ๊กดิ๊กจากไปแล้วรู้สึกโล่งแต่ก็อย่างที่เธอว่า คนมางานมากหน้าหลายตา มีทั้งกลุ่มนักศึกษา และผู้หลักผู้ใหญ่เน็ตไอดอล อินฟลูเอนเซอร์ ดาราที่เราพอคุ้นหน้าคุ้นตาก็มากัน
“คงหมดเงินไปเยอะมาก” คีย์ประเมิน“กว่าครึ่งที่ต้องใช้เงินจ้างมาเพื่อทำคอนเทนต์”
“ต้องช่วยกันจับตามองว่ามีใครน่าสงสัยบ้าง” ผมว่า
เราเดินเข้าไปโซนข้างในมากขึ้นพร้อมหาอะไรกินกันไปพลาง และนั่น ผมเห็นใครบางคน ทำลับ ๆ ล่อ ๆอยู่แถวเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ “พี่ไดม่อน!” ผมะโเรียกเ้าตัวสะดุ้งแล้วหันมา
“น้องไวน์!” อีกฝ่ายทักกลับด้วยหน้าแหย ๆ “มาด้วยกันอีกแล้ว”พลางหันไปมองคีย์ที่ยืนอยู่กับผมอย่างเซ็ง ๆ
แสดงว่าไดม่อนกับมายด์มีซัมติงกันจริง ๆ สินะ ไม่งั้นคงมาเจ๋อ เด๋อด๋าในงานนี้ไม่ได้หรอก“พี่ไดม่อนรู้จักมายด์ด้วยเหรอครับ?” ผมแกล้งถาม
คนถูกถามออกอาการเลิกลั่ก“เป็เพื่อนรุ่นน้องน่ะรู้จักผ่านรุ่นพี่ของรุ่นพี่ที่เป็เพื่อนกับรุ่นน้องซึ่งเป็เพื่อนของมายด์ที่เป็เพื่อนพี่อีกที”อธิบายพร้อมยิ้มแฉ่ง
รู้จักกันได้อิรุงตุงนังดีนะ วันนี้สีผมของเค้าเฉดเดียวกับบ้านมายด์เลย
“ไวน์อยากกินเค้กกับพี่อีกอะเดี๋ยวนัดรอบนี้ ไวน์เลี้ยงเอง” ผมแกล้งชวน
“เอาเลย ๆ พี่ไม่ค่อยชอบกินของหวาน”ไดม่อนปฏิเสธพร้อมยิ้มแห้ง
“กินข้าวก็ได้เอ้าเดี๋ยวไวน์ไลน์ไปนัดนะ” ผมยังไม่ลดละ พร้อมชี้ไปที่โทรศัพท์
“เดี๋ยวแฟนน้องว่าเอา”คนผมสีเดียวกับสีบ้านพยายามบ่ายเบี่ยง
“พี่ตามสบายเลยครับผมเป็แค่รุ่นพี่ ไม่ใช่แฟน” คีย์แทรกเข้ามา
“อ๋อเหรอรุ่นพี่รุ่นน้องแบบเดินจับมือกันอะนะ” เหยื่อไม่ตกหลุมพลางแฮะ “พี่เห็นหรอกน่า...จับมือควงกันออกจากร้านวันนั้น”เค้าว่าต่อพร้อมเบะปากราวหมันไส้เราสองคนซะเต็มประดาแล้ว
ผมกับคีย์เราปรึกษากันว่าจะต้องหลอกล่อไม่สิ เรียกพบไดม่อนอีกครั้ง เพื่อถามความสัมพันธ์ระหว่างเค้ากับมายด์ อีกอย่างทำไมถึงต้องมาทำเป็จะดีลผมด้วยมีแผนการอะไรซ่อนอยู่กันแน่ อย่างหลังนี่แหละ ให้อภัยไม่ได้!
“ถ้าอย่างนั้น ไหน ๆพี่ก็ดูพวกเราออกแล้ว” คีย์ว่าต่อ “เอาเป็ว่าเราสองคนขอนัดเลี้ยงข้าวพี่เพื่อเป็การขอโทษเื่วันนั้นก็แล้วกันนะครับ”พร้อมใช้น้ำเสียงที่เป็มิตร
คนถูกชักชวนมีท่าทีอ่อนลงเค้าถอนหายใจ “เมื่อไหร่ก็ให้น้องไวน์ไลน์มาแล้วกัน” เค้าว่า
“แล้วอย่าคิดจะบล็อกไลน์ผมเชียวนะ”ผมร้องอย่างรู้ทัน ไดม่อนโบกไม้โบกมือแล้วจึงหมุนตัวเดินจากไป
ตอนนั้นบรรยากาศภายในงานดำเนินไปอย่างเรียบๆ มีศิลปินที่บรรรเลงบทเพลงด้วยเครื่องสีอย่างดับเบิลเบสขับกล่อมให้งานดูขรึมและลึกลับยิ่งขึ้น มีเสียงไวโอลินและเชลโลสอดประสานรับกัน ผู้คนในงานจับกลุ่มสนทนากลุ่มละสามถึงสี่คน มีบริกรเดินบริการเครื่องดื่มอยู่รอบ ๆดูไปแล้วก็เหมือนงานเลี้ยงยุค 90’sผมเห็นคนบางส่วนหันมามองผมด้วย พวกเค้ากระซิบกระซาบกัน ดูจากสายตาก็เดาออกว่าไม่น่าพูดถึงในทางที่ดีเท่าไร
“คนมันดังไม่ใช่ทุกคนที่จะมีคนรู้จักและติดตามนะ” คีย์ว่า เหมือนจะมองเห็นสายตาพวกนั้นและรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรเค้าพยายามทำให้ไม่คิดมากกับคนเ่าั้
ผมส่ายหน้า “ผมเลิกสนใจไปนานแล้ว”ผมตอบกลับพร้อมหันหน้าไปหาเค้า “มีตาไว้มอง มีหูไว้ฟัง มีปากก็ต้องพูด...”
ร่างสูงที่ยืนด้วยกันยกมือขึ้นมาจะลูบหัวผมแต่ก็ต้องหยุดแล้วเอามือลงเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเราไม่ได้อยู่กันตามลำพัง “ดูซิผมเอ็นดูคุณขนาดไหน” เค้ากระซิบบอกยิ้ม ๆ ด้วยท่าทีเขิน ๆ
“แต่ผมได้ดูเอ็นคุณด้วยนะ”ผมบอกยิ้ม ๆ เช่นกัน ด้วยท่าทีเย้าแหย่
คนฟังกลืนน้ำลายลงคอแล้วกัดริมฝีปาก“ดูต่อคืนนี้มั้ยล่ะ?” แล้วโน้มลงมากระซิบด้วยน้ำเสียงพร่า “รึตอนนี้เลยดี”
ผมหยิกพุงเรียกสติเค้าไปทีจนคนตัวสูงสะดุ้ง แม้ผมจะอยากจูงเค้าหายไปที่มุมลับ ๆ ซักมุมหนึ่งในบ้านนี้ก็ตาม
แต่แล้วคนบริเวณนั้นก็แตกวงออกแยกเป็ทางเดินให้ผู้มาใหม่ ผมที่ยืนอยู่ไกล ๆ หันมองอย่างสนใจมีการ์ดในชุดสูทสีดำ มากรุยทางก่อนหนึ่งคนก่อนจะตามมาด้วยร่างของคนที่ผมคุ้นตาในชุดแบรนด์เนมสีขาวบริสุทธิ์ที่กำลังก้าวเดินอย่างมาดมั่นไม่สนสายตาใครพร้อมกับการ์ดชายชุดสูทสีดำอีกสองคนประกบตามด้านหลัง...
“มาเฟียหญิงเหรอนั่น!” คีย์ร้องบอกอย่างสนใจ “โคตรเท่”
“มาเฟียจริง ๆ เลยล่ะคนนี้”ผมกล่าวต่อ
“คุณรู้จักเหรอ?” คนข้าง ๆ หันมาถาม
“ก็นั่นน่ะ...คือคุณบุษบาบรรณ์ไงล่ะ” ผมตอบ พลางอ้าปากค้างจ้องการเคลื่อนไหวของเธอราวกับถูกสะกด