ยังมีเวลาอีกสองวันกว่าจะถึงการคัดเลือกเข้าเหล่าคนใน
ด้วยความเร็วปกติของหลงเฉิน เวลาเพียงแค่สองวันนั้นไม่เพียงพอที่จะฝึกทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นสูงได้อย่างสมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ตาม เมื่อหลิงซีเป็นเจ้าของทักษะยุทธ์นี้และมีประสบการณ์ในการฝึกฝนมาก่อน เขาจึงสามารถฝึกฝนจนสมบูรณ์แบบด้วยความถนัดตามธรรมชาติของเขาเองและด้วยคำแนะนำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนของนาง
“ทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นสูง [ดัชนีกระบี่วิญญาณอสูร] …”
พลังของกระบวนท่านี้ย่อมเหนือกว่า [หมัดอสูรสุริยันผลาญฟ้า] อย่างแน่นอน และมันคือการโจมตีที่ทรงพลังที่สุดของหลงเฉินในเวลานี้
มันคือทักษะดัชนีเช่นเดียวกับทักษะกระบี่ หลงเฉินเคยฝึกฝน [ปีศาจวายุเก้าดัชนี] มาก่อน และยังเคยเห็น [ดัชนีสวรรค์ทมิฬ] ของตระกูลไป๋ อย่างไรก็ตาม ทักษะดัชนีทั้งสองย่อมมิอาจเทียบกับ [ดัชนีกระบี่วิญญาณอสูร] ได้
ทักษะนี้จำต้องใช้การผสมผสานทักษะกระบี่ที่ทรงพลังและทักษะดัชนีซึ่งต้องใช้นิ้วมือ แม้ว่าจะทำให้พลังของทักษะกระบี่ลดลงไปบ้าง ทว่าพลังที่จะระเบิดออกมานั้นรุนแรงมากอย่างแน่นอน
แม้ว่าเขาจะไม่เคยใช้มันมาก่อน เพียงแค่การโคจรของพลังปราณขณะที่เขาฝึกฝนก็ทำให้หลงเฉินรู้ว่า [ดัชนีกระบี่วิญญาณอสูร] คือทักษะที่ล้ำเลิศ ไม่แปลกใจเลยที่มันเป็นถึงทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นสูง
และยังเป็นทักษะการต่อสู้ระดับลึกล้ำขั้นสูงทักษะแรกของหลงเฉินอีกด้วย!
หลังจากเขาเข้าใจ [ดัชนีกระบี่วิญญาณอสูร] อย่างถ่องแท้ หลิงซีก็กลับเข้าไปในกระบี่หลิงซีเพื่อฝึกวิชาของตนเองต่อ ระหว่างนั้น หลงเฉินก็ออกไปข้างนอกและดื่มด่ำกับแสงดาวสุกสว่างเพียงลำพัง
“เวลานี้ข้าก็บรรลุถึงระดับแก่นปฐพีแล้ว พลังปราณของข้าเทียบได้กับระดับแก่นปฐพีขั้นต้นหลังจากแปลงร่างวิญญาณมังกร แม้แต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในการคัดเลือกเข้าเหล่าคนใน จินเฉิงเอิน ก็บรรลุเพียงระดับแก่นปฐพีขั้นต้นเท่านั้น ในแง่ของพลังปราณแล้วนับว่าไม่แตกต่างกันมากนัก...”
ขณะที่จมอยู่ในห้วงความคิดพลางเฝ้ามองท้องฟ้าดาราพราย หลงเฉินก็หัวเราะออกมา
“[กายาเพลิงอัสนีขั้นสอง] เทียบเท่าได้กับทักษะการบ่มเพาะร่างกายระดับลึกล้ำขั้นสูง มันจะพ่ายแพ้ให้ [กายาเคลือบทอง] หรือไม่นะ? ยิ่งไปกว่านั้น ข้าก็มีทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นสูง [ดัชนีกระบี่วิญญาณอสูร] ฉู่ยวิ๋นซี จินเฉิงเอิน หากต้องการให้ข้าคุกเข่าต่อหน้าพวกเจ้าหรือสังหารข้าในการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในนักละก็ รอดูเอาเถอะ...”
เขายืดเหยียดร่างกายขณะที่สายลมยามรัตติกาลพัดผ่าน หลงเฉินรู้สึกผ่อนคลายอย่างมาก
“ความแข็งแกร่งของข้าเพิ่มขึ้นมากมายถึงเพียงนี้ ข้าจะทำให้พวกที่ดูถูกข้าจะต้องได้รับบทเรียน และจากนั้น...”
เมื่อนึกถึงรูปร่างเพรียวบางของหลิวหลาน หลงเฉินถึงกับระเบิดหัวเราะออกมา
“อยากรู้นักว่านางยังจำคำพูดของตนเองได้หรือไม่? ตราบใดที่ข้าผ่านการคัดเลือกเข้าเหล่าคนได้ละก็...”
ท่ามกลางสายลมยามรัตติกาล หลงเฉินรู้สึกมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า........
และแล้วก็มาถึงวันที่หนึ่ง เดือนสิบเอ็ด
มันเป็นวันที่เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกและความตื่นเต้น และเป็นวันที่มีกิจกรรมซึ่งหาชมได้ยากนัก
ตระกูลหลิงอู่แบ่งเป็นเหล่าคนในและเหล่าคนนอก เหล่าคนในมีอำนาจเหนือกว่าเหล่าคนนอก และเหล่าคนนอกก็จำต้องพึ่งพาพวกเขาเพื่อการดำรงอยู่
ทุกคนต่างรู้ดีว่าหัวใจสำคัญของตระกูลหลิงอู่คือเหล่าคนใน
เหล่ายอดอัจฉริยะจากเหล่าคนนอกก็ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อได้เข้าเหล่าคนใน ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ก็คือการเข้าร่วมการคัดเลือกเข้าเหล่าคนใน และวันนี้ก็เป็นวันแรกของเดือนสิบเอ็ดซึ่งการคัดเลือกถูกจัดขึ้น
ในบรรดาเหล่าเมล็ดพันธุ์ชั้นยอดที่เข้าร่วมการคัดเลือก มีเพียงสองคนเท่านั้นที่จะผ่านเข้าสู่เหล่าคนในอันเกรียงไกรแห่งตระกูลหลิงอู่
วันนี้หลงเฉินออกจากที่พักตั้งแต่เช้าตรู่
มีคนมากมายเฝ้ารออยู่ด้านนอก พวกเขาต่างเป็นผู้มีชื่อเสียงในสำนักสุริยันมรกต และผู้ที่อยู่ด้านหน้าสุดก็คือหลิวเยวี๋ยนที่บรรลุระดับแก่นสวรรค์ ด้านข้างคือเหล่าผู้คุมกฎและเหล่าผู้อาวุโสที่บรรลุระดับแก่นปฐพี เช่นเดียวกับเหล่าผู้ติดตามจำนวนมากที่บรรลุระดับแก่นปฐพี
พวกเขาต่างเป็นกำลังสำคัญของสำนักสุริยันมรกต
เมื่อครั้งที่เขาเพิ่งเข้ามาในตระกูลหลิงอู่ หลงเฉินอาจจะรู้สึกเกรงกลัวกับพลังระดับนี้ ทว่าเวลานี้เขากลับได้รับการต้อนรับโดยผู้คนมากมายและไม่ได้รับแรงกดดันเช่นที่ผ่านมาก เห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของเขาพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าการเข้าเหล่าคนในจะเป็นเรื่องยากสำหรับหลงเฉิน แต่เขาก็เป็นความภาคภูมิใจของสำนักสุริยันมรกตที่มีคุณสมบัติพอและเข้าร่วมการคัดเลือก
หากว่ากันตามตรง เมื่อไม่นับเฟิงอู่เทียนที่เป็นลูกหลานของใครสักคนในเหล่าคนใน หลงเฉินคือคนที่สองที่มีคุณสมบัติ คนแรกคือหลิวหลาน
เพียงเท่านี้ก็พิสูจน์ความสามารถของหลงเฉินได้มากเกินพอ
เขาอาจจะไม่มีโอกาสเข้าเหล่าคนใน แต่หลิวเยวี๋ยนก็รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก เขาเฝ้ามองหลงเฉินที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและหัวเราะอย่างร่าเริง
“หลงเฉิน วันนี้เป็นวันสำคัญของเจ้า ในเหล่าคนนอก มีเพียงคนยี่สิบคนจากยอดฝีมือนับพันที่มีคุณสมบัติในการเข้าร่วมการคัดเลือกเข้าเหล่าคนใน!”
เมื่อเห็นว่าชายชราผู้นี้ไม่ถือโทษโกรธเคืองใด ๆ หลงเฉินจึงตระหนักได้ว่าหลิวหลานไม่ได้บอกเขาเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณมังกรมนตราสีม่วงที่เขาขายไปแล้ว
ด้วยเหตุนี้เขาจึงมองไปที่หลิวหลานซึ่งยืนเงียบ ๆ อยู่เคียงข้างหลิวเยวี๋ยน และกำลังถูกจับตามองเพราะความสง่าและงดงามชวนตะลึงของนาง
เมื่อสัมผัสถึงสายตาของหลงเฉินนางจึงหันมามอง เห็นได้ชัดว่านางยังคงรู้สึกไม่พอใจและผิดหวังในตัวเขา แต่ก็ยังเก็บงำเรื่องการขายวิญญาณอสูรนั้นไว้ลึกสุดใจ
“ไปกันเถอะ เจ้าไม่ควรจะไปสาย ข้าจะพาเจ้าไปพบผู้อาวุโสสูงสุดของเหล่ามรกตที่สำนักจักรพรรดิมรกต!”
มันเป็นวันสำคัญของสำนักสุริยันมรกต เวลานี้หลิวเยวี๋ยนเริ่มมีความสำคัญขึ้นมาในบรรดาผู้อาวุโสใหญ่คนอื่น ๆ เรียกได้ว่ากำลังเฉิดฉายทีเดียว
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสใหญ่!”
“หลงเฉิน โชคดีนะ! จงนำมาซึ่งความรุ่งโรจน์แห่งสำนักสุริยันมรกตของพวกเรา ต่อให้เจ้าไม่สามารถเข้าเหล่าคนในได้ เจ้าก็ต้องอดทนและผ่านด่านแรกไปให้ได้!”
“ใช่แล้ว ตราบใดที่เจ้าหลักแหลมกว่าและหลบเลี่ยงคู่ต่อสู้ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เจ้าก็จะมีโอกาสรอดในด่านนี้”
ผู้ที่ตามหลงเฉินไปยังสถานที่ต่อสู้ในการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในมีเพียงหลิวเยวี๋ยนและหลิวหลานเท่านั้น
ทั้งบิดาและบุตรสาวล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรา หลิวหลานใส่ใจในรูปลักษณ์ของนางอย่างเต็มที่ กระโปรงที่พลิ้วไปตามสายลม ผมรวบขึ้นอย่างประณีต แววตาสดใสเป็นประกาย ช่างน่าหลงใหลยิ่งนัก
‘นางแต่งตัวมาถึงเพียงนี้ หรือว่านางจะพยายามส่งสัญญาณให้ข้ากันแน่?’
หลงเฉินบอกลาคนอื่น ๆ ในสำนักสุริยันมรกต ด้วยการนำที่กระตือรือร้นของหลิวเยวี๋ยน พวกเขาจึงรีบออกจากสำนักสุริยันมรกต
หลังจากที่หลงเฉินจากไป ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ และผู้คุมกฎจึงหยุดโบกมือและมองหน้ากัน
“พวกท่านคิดว่าหลงเฉินจะสร้างปาฏิหาริย์ได้หรือไม่?”
เมื่อนึกถึงความแข็งแกร่งของผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ พวกเขาต่างส่ายศีรษะ
“เพียงแค่เขามีคุณสมบัติพอที่จะเข้าร่วมการคัดเลือกได้ก็ถือเป็นเกียรติมากพอแล้ว ข้าแค่หวังให้เขาอดทนและไม่พ่ายแพ้อย่างน่าเวทนาจนเกินไป เช่นนั้นแล้วการฟูมฟักของท่านผู้อาวุโสใหญ่ก็จะไม่เสียเปล่า...”
“จะว่าไป... หลงเฉิน เจ้าดูดกลืนวิญญาณสัตว์อสูรนั่นไปแล้วใช่หรือไม่?”
ไม่นานหลังจากออกมาจากสำนักสุริยันมรกต หลิวเยวี๋ยนที่หนวดเคลาปลิวไปตามลมเอ่ยถามขึ้นในที่สุด
หลงเฉินประหลาดใจและมองไปที่หลิวหลานซึ่งมีท่าทีเย็นชา เขาเอ่ยตอบ
“ไม่ต้องห่วง ท่านผู้อาวุโสใหญ่ ข้าจะทำให้ท่านผิดหวังได้อย่างไรกัน?”
จากคำพูดของหลงเฉิน มันหมายความว่าเขาได้ดูดกลืนวิญญาณสัตว์อสูรไปแล้ว หากเป็นเช่นนั้น ถึงแม้ว่าหลงเฉินจะไม่มีโอกาสได้เข้าเหล่าคนใน ทว่าตราบใดที่เขาสามารถแสดงฝีมือได้อย่างยอดเยี่ยมและนำมาซึ่งชื่อเสียงให้กับหลิวเยวี๋ยน หลิวเยวี๋ยนก็รู้สึกพอใจแล้ว
หลงเฉินโกหกหลิวเยวี๋ยนซึ่ง ๆ หน้า หลิวหลานรู้สึกว่าพฤติกรรมของเขาช่างน่าละอายนัก
‘จะโกหกบิดาข้าให้ได้อะไรขึ้นมา? เมื่อถูกโจมตีเจ้าก็ไม่สามารถใช้ร่างอสูรของเจ้าได้อยู่ดี หลงเฉิน เจ้าจะทำให้ตนเองต้องอับอายมากเพียงใดกัน?’
หลิงเฉินไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลงเฉินที่เคยทำให้นางตกตะลึงถึงต้องโกหกเพื่อรักษาไว้ซึ่งชื่อเสียงของตนในฐานะยอดอัจฉริยะ
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลิวหลานที่เดินนำหน้าหลงเฉินก็มีรอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนใบหน้า
“เช่นนั้นรึ? แปลว่าเจ้าจัดการมันเรียบร้อยแล้วสินะ? หลงเฉิน ไยเจ้าไม่ลองแปลงร่างตอนนี้ดูล่ะ? ข้าอยากชื่นชมร่างอสูรของมังกรมนตราสีม่วงว่ามันเป็นเช่นไร”
หลงเฉินหัวเราะด้วยท่าทีกระดากอาย
“ท่านผู้อาวุโสใหญ่ ไม่จำเป็นหรอก ท่านเป็นคนยกวิญญาณสัตว์อสูรให้ข้า และหากข้าใช้มันในการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในและเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ ท่านจะต้องรู้สึกดียิ่งกว่านี้!”
เวลานี้หลงเฉินเป็นดั่งสมบัติล้ำค่าในใจของหลิวเยวี๋ยน ในเมื่อหลงเฉินพูดเช่นนั้น หลิวเยวี๋ยนก็ไม่ต้องการเสียกิริยาในฐานะผู้อาวุโสใหญ่เพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็นของตนเอง เขาจึงโบกมืออย่างสง่างาม
“ทำตามที่เจ้าเห็นควรก็แล้วกัน!”
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสใหญ่”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลิวหลานที่เดินอยู่ด้านหน้าทำได้เพียงนิ่งเงียบ
ในขณะที่นางต้องการหันกลับมาและดุด่าหลงเฉิน ทว่านางต้องสะกดกลั้นมันเอาไว้และตระหนักไว้ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น
‘ในเมื่อเขาเป็นคนเช่นนี้ ก็ปล่อยให้เขาตายไปทั้งอย่างนี้นั่นแหละ จะไปสนใจเขาด้วยเหตุใดกัน?’
หลิวหลานส่ายศีรษะและยังมีท่าทีเยือกเย็น
ด้านหลังนาง หลงเฉินเฝ้ามองนางขณะส่ายสะโพกไปมาเวลาเดิน เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่านางคิดสิ่งใดอยู่?
‘เมื่อเวลานั้นมาถึง ข้าจะทำให้ผู้หญิงโง่เง่าอย่างนางต้องประหลาดใจ กล้าดีอย่างไรมาหลอกใช้ข้า คงไม่สมกับเป็นข้าแน่หากไม่สั่งสอนนางให้รู้สำนึก!’
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลงเฉินจึงเยาะเย้ยอยู่ในใจและเอ่ยถามหลิวเยวี๋ยนที่อยู่ข้าง ๆ
“ท่านผู้อาวุโสใหญ่ พหุมรรคาคืออะไรหรือ?”
“ข้ากำลังจะบอกเจ้าเกี่ยวกับการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในอยู่พอดี กลายเป็นว่าเจ้าเป็นฝ่ายถามขึ้นมาก่อนเสียนี่ ไม่ต้องกังวลไป ข้าจะค่อย ๆ อธิบายให้เจ้าฟัง”
หลิวเยวี๋ยนกระแอมให้คอโล่ง
“การคัดเลือกเข้าเหล่าคนในไม่ได้แตกต่างจากก่อนหน้านี้ มีทั้งหมดสองด่านด้วยกัน ซึ่งก็คือ ‘พหุมรรคา’ และ ‘รังเป็นตาย’”
“พหุมรรคา… รังเป็นตาย...?”
“ถูกต้อง การคัดเลือกเข้าเหล่าคนในจะจัดขึ้นในเมืองหลิงอู่หาใช่ในมิติห้วงนภา ซึ่งก็คือชายขอบทางตะวันตกของนครหยวนหลิงในเขาเก้าปีศาจ หรือที่เจาะจงมากกว่านั้นคือ ‘เขาปีศาจเป็นตาย’ ที่อยู่ภายในภูเขาเก้าปีศาจอย่างไรล่ะ”
“เช่นนั้นก็ไม่ได้อยู่ในนครหยวนหลิงมิใช่หรือ?”
หลงเฉินประหลาดใจเมื่อรู้ว่าการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในนั้นยิ่งใหญ่อลังการจนต้องจัดขึ้นภายในภูเขาเก้าปีศาจซึ่งอยู่บริเวณชายขอบของนครหยวนหลิง
“เขาปีศาจเป็นตายมีความสูงกว่ายี่สิบลี้และกว้างใหญ่ไพศาล ความสูงเสียดฟ้าที่ไม่ธรรมดาเช่นนี้ทำให้บนยอดเขาเป็นที่ตั้งของรังปีศาจนับไม่ถ้วน จึงได้เรียกขานกันว่า ‘รังเป็นตาย’ ในฐานะสถานที่ฝึกฝนสุดหฤโหดที่จะได้เผชิญกับประสบการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ไม่เพียงแต่จะเต็มไปสัตว์อสูรที่ดุร้าย ภูมิประเทศของที่นั่นก็ไม่ปลอดภัย ด้วยเหตุนี้การคัดเลือกเข้าเหล่าคนในจึงถูกจัดขึ้นที่นี่”
ยอดเขาที่สูงกว่ายี่สิบลี้! หลงเฉินไม่เคยได้ยินชื่อของมันมาก่อน แสดงให้เห็นว่าตระกูลหลิงอู่นั่นแข็งแกร่งเพียงใด
ราวกับว่าการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในต้องการให้ผู้ที่หมายมั่นไปยังสถานที่แห่งนั้นเกิดความหวาดหวั่นพรั่นพรึงด้วยชื่อของมัน
“เอาล่ะ... ข้าจะอธิบายเกี่ยวกับทั้งสองด่านให้ฟัง เริ่มที่ด่านพหุมรรคา!”
หลิวเยวี๋ยนมีสีหน้าเคร่งขรึม และด้วยท่าทีเช่นนี้ของเขา อาจเป็นเพราะต้องหารให้หลงเฉินจริงจังกับการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในมากขึ้น
*************************
ราคาถูกว่า ประหยัดเงินกว่า !
หากนักอ่านท่านใดที่ชื่นชอบหรือสนใจนิยายเรื่องนี้ ท่านสามารถย้ายมาอ่านต่อได้ที่ https://novelkingdom.co/ (ลิงก์เว็บเราครับ)
ราคาถูกว่า เพียงตอนละ 2.5 เหรียญ ทั้งเรื่อง!!

! ราคาถูกว่า ประหยัดเงินกว่า !
หากนักอ่านท่านใดที่ชื่นชอบหรือสนใจนิยายเรื่องนี้ ท่านสามารถย้ายมาอ่านต่อได้ที่ https://novelkingdom.co/ (ลิงก์เว็บเราครับ)
ราคาถูกว่า เพียงตอนละ 2.5 เหรียญ ทั้งเรื่อง!!