หลินเฟิง พูดขึ้น “มียอดเขาสิบแห่งถัดจากยอดเขาหลักของนิกาย เ้าสามารถเลือกได้ตามใจชอบ”
“ต่อจากนี้ไปให้ที่นั่นใช้นามว่ายอดเขาซวนหยวนซึ่งถือเป็อาณาเขตของเ้า ทรัพยากรทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การควบคุมของเ้า”
“นับแต่นี้ไปเ้าจะกลายเป็ผู้ฝึกสอนวิชากระบี่ของนิกายเทพกระบี่อย่างเป็ทางการ”
“นอกจากนี้เ้าสามารถรับศิษย์ได้ตามอัธยาศัย แน่นอนว่าข้าจะไม่ไปก้าวก่ายเงื่อนไขกฎเกณฑ์ในการรับศิษย์ของเ้า”
เมื่อได้ยินหลินเฟิงเอ่ยเช่นนี้ ซวนหยวนชิงเทียนก็ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
เ้านิกายผู้นี้จะใจกว้างเกินไปรึเปล่า? หรือว่าจะวางแผนอะไรบางอย่างกับข้า?
ซวนหยวนชิงเทียนอดไม่ได้ที่จะกังวลเกี่ยวกับมัน
แต่ไม่ช้านางก็คิดขึ้นมาได้ว่าคงไม่มีทางเป็เช่นนั้น ดังนั้นนางจึงสลัดความคิดฟุ้งซ่านทุกอย่างทิ้งไป พร้อมกับที่แสดงความจริงใจออกมา “ท่านเ้านิกาย ขอบคุณสำหรับของขวัญ ซวนหยวนชิงเทียนผู้นี้จะขอจารึกไว้ในใจ”
จากนี้ไปซวนหยวนชิงเทียนจะยอมรับว่าที่นี่คือบ้านหลังใหม่ของนาง
เมื่อเห็นท่าทีที่ปราศจากการเสแสร้งของนาง หลินเฟิงก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ จากนั้นเขาก็กลายเป็ภาพเลือนลางก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
........................
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากที่เย่เสวียนเดินชมสถานที่ต่าง ๆ ภายในนิกาย ในที่สุดเขาก็ได้มาถึงสถานที่ฝึกฝนของศิษย์ฝึกหัด
ทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา เขาก็เห็นร่างที่เปรียบเสมือนกับปราการเหล็กทมิฬซึ่งกำลังฝึกฝนกระบวนท่า
บุคคลผู้นี้ปราศจากความผันผวนของพลังิญญาที่ปล่อยออกมาจากร่างเลยแม้แต่น้อย ดูไปแล้วช่างธรรมดายิ่งนัก
แม้แต่วิชาที่เขาฝึกฝนก็ดูงุ่มง่ามสะเปะสะปะไปหมด การออกหมัดของเขาเชื่องช้าราวกับเต่าคลาน อ่อนปวกเปียกอย่างกับปุยนุ่น ไร้ซึ่งพละกำลังหรือความน่าเกรงขามเลยแม้แต่เศษเสี้ยว
เห็นได้ชัดว่าคงหนีไม่พ้นหนึ่งในท่ารำมวยที่ฝึกฝนเพื่อออกกำลังเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตามเมื่อเขาเพ่งพินิจดี ๆ แล้ว เขากลับพบว่าสิ่งที่เขาฝึกฝนอยู่นั้นมีปริศนาบางอย่างที่จับต้องไม่ได้ราวกับอยู่ท่ามกลางม่านหมอก
เพียงแต่เขาไม่สามารถบอกได้ว่าปริศนานั้นมันคืออะไรกันแน่
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจคือ ไม่ควรประมาทชายคนนี้เด็ดขาด
“ท่านคงเป็ศิษย์พี่ใหญ่?”
“ท่านช่างมีร่างกายใหญ่โตสมส่วน อีกทั้งยังมีจิตใจแห่งการต่อสู้เต็มเปี่ยม”
“เกรงว่าอีกไม่นาน ท่านจะต้องเปล่งประกายไปทั่วหล้า”
เย่เสวียนแอบซ้อมบทพูดอยู่ในใจ จากนั้นก็ได้เดินเข้าไปหาเย่จิงอวิ๋นและะโขึ้น “ศิษย์พี่ใหญ่!!”
เมื่อได้ยินเสียงดังขึ้น เย่จิงอวิ๋นก็หันกลับมาด้วยท่าทางที่สงสัย “เ้าเป็ใคร?”
เย่เสวียน ยิ้มขึ้น “ข้าเย่เสวียน เป็ศิษย์ฝึกหัดที่ท่านเ้านิกายเพิ่งรับเข้ามา ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย หวังว่าศิษย์พี่ใหญ่จะช่วยดูแลในอนาคต”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เย่จิงอวิ๋นจึงเอยรอยยิ้ม “ข้ามีนามว่า เย่จิงอวิ๋น ยินดีต้อนรับเข้าสู่นิกายเทพกระบี่ มาเถิด ข้าจะพาเ้าไปเยี่ยมชมนิกาย”
เย่เสวียน พยักหน้ารับ “รบกวนศิษย์พี่ใหญ่แล้ว”
เขาที่กำลังจะเอ่ยปากขอ แต่อีกฝ่ายกลับชักชวนขึ้นมาก่อนอย่างกระตือรือร้น
เย่เสวียนจึงคิดในใจ ‘ศิษย์พี่ไม่เลวเลย ท่านเ้านิกายช่างมีสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก’
.......................
ในขณะเดียวกันนั้น
ยอดเขาซวนหยวน ณ ห้องฝึกลับของาุโ
นางนั่งด้วยท่าไขว่ห้างสีหน้าเคร่งขรึม
เบื้องหน้านางมีวัตถุสองชิ้นที่ปลดปล่อยกลิ่นอายอันบริสุทธิ์ออกมา
ภาพเบื้องหน้าเกิดจากสมบัติล้ำค่าทั้งสองที่ปลดปล่อยออกมาเอง
“ภูมิหลังของเ้านิกายช่างล้ำลึกยิ่ง”
“กระทั่งมอบสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ให้โดยไม่คิดหวงแหน”
“ไม่ว่าเขาจะมีวัตถุประสงค์อะไรก็ตาม แต่เป็ความจริงที่เขาช่วยเหลือข้า ดูเหมือนหลังจากนี้ข้าคงต้องช่วยเขาให้ประสบความสำเร็จในอนาคตแล้ว”
ซวนหยวนชิงเทียน ได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่
นางได้ยกมือขึ้นและชี้ไปยังดอกบัวศักดิ์สิทธิ์เก้าหยินหยาง พริบตาดอกบัวก็ส่องประกายเต็มไปด้วยแสงระยิบระยับ
ทันใดนั้นพลังงานที่ราวกับกระแสวังวนก็ปะทุขึ้นและไหลเข้าสู่ร่างของนาง ปราณิญญานับไม่ถ้วนเริ่มหลอมรวมเข้าไปในดวงจิต
ปัจจุบันนางไม่คิดที่จะปล่อยผ่านแม้เพียงชั่วพริบตา ดวงตาทั้งสองจ้องมองอย่างมั่นคงพร้อมกับเริ่มผสานพลังเข้ามาในร่างิญญาอย่างต่อเนื่อง
หากมีใครอยู่ที่นี่ จะได้เห็นว่ารอบตัวนางนั้นมีแสงที่เหมือนกับหิ่งห้อยรายล้อมอยู่
เมื่อเวลาผ่านไป แสงสว่างรอบตัวค่อย ๆ จางลง ขณะที่ร่างิญญาของนางเริ่มแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่มีใครมาแตะร่างของนาง เกรงว่าคงไม่มีทางรู้ว่าร่างนี้ไม่ใช่กายเนื้อ
ดอกบัวศักดิ์สิทธิ์เก้าหยินหยาง คู่ควรกับคำว่าสมบัติในตำนานยิ่ง ไม่เพียงแต่ทำให้ร่างิญญาของซวนหยวนชิงเทียนแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังเริ่มปรับเปลี่ยนร่างกายของนางโดยตรงอีกด้วย
เมล็ดบัวคือหัวใจ รากบัวคือกระดูก สายบัวคือเส้นผม ดอกบัวคือใบหน้า ฉับพลันรากบัวนับไม่ถ้วนก็ค่อย ๆ หลอมรวมเข้าด้วยกันจนก่อเนิดเป็ร่างกาย
ต่อมารากบัวก็ค่อย ๆ คืบคลานเข้าหาร่างิญญาของซวนหยวนชิงเทียน และผสานเข้าไปจนเริ่มเปลี่ยนรูปลักษณ์ิญญาให้เป็กายเนื้อ
หลังจากผ่านไปหลายชั่วยาม ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มกลับคืนสู่ความเงียบสงบ
ซวนหยวนชิงเทียน ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น วินาทีนี้แววตาของนางไม่สามารถเก็บซ่อนความปีติที่เอ่อล้นออกมาได้
ดอกบัวศักดิ์สิทธิ์เก้าหยินหยางได้เปลี่ยนร่างกายของนางจนสมบูรณ์
เวลานี้นางมีกายเนื้อโดยสมบูรณ์ และดูแข็งแกร่งกว่าก่อนหน้านี้อย่างชัดเจน
ผิวพรรณของนางขาวนวลดุจเกล็ดหิมะ สดใสราวกับผลึกแก้ว ราวกับเป็การนำเนื้อหนังมาหุ้มกระดูกหยกก็ไม่ปาน
รูปร่างดูสมบูรณ์แบบ ส่วนเว้าดุจนาฬิกาทรายราวกับผลงานชิ้นเอกที่์รังสรรค์ขึ้น
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ที่หว่างคิ้วของนางได้ปรากฏสัญลักษณ์รูปกระบี่สีทองเล็ก ๆ ซึ่งดูลึกลับ และน่าเกรงขามเป็อย่างยิ่ง
“อ๊ะ!!”
นางทำได้เพียงแค่อุทานออกมาด้วยความตกตะลึงเท่านั้น
นางที่เพิ่งได้รับกายเนื้อมานั้น จึงอยู่ในชุดแรกเกิดซึ่งไม่ได้สวมใส่สิ่งใดเอาไว้ ทำให้ร่างกายัักับอากาศโดยตรง
ด้วยความตื่นตระหนก นางรีบหันซ้ายหันขวาและคว้าชุดสีขาวมาสวมใส่อย่างรวดเร็ว
“โชคดีที่ไม่มีคนอยู่ที่นี่”
บนใบหน้าอันเ็าของนางปรากฏสีแดงระเรื่อผุดขึ้น พร้อมกับความเขินอายในดวงตาที่ไม่สามารถปกปิดได้
แม้ว่านางจะเป็เทวะชนและเป็ยอดฝีมือไร้ผู้ต่อกรก่อนที่จะจบชีวิต แต่นางก็ยังเป็สตรีอยู่วันยังค่ำ ไม่แปลกที่เวลาเปลื้องผ้าในสถานที่ที่ไม่คุ้นชินจะเกิดความเขินอายขึ้นมา
แต่ไม่ช้าความประหลาดใจก็ได้เข้ามาแทนที่จนหมดสิ้น เพราะเวลานี้ร่างกายของนางได้รับการฟื้นฟูจนความแข็งแกร่งมาอยู่ในขั้นเซียนมรรตัย
แม้ว่าจะเทียบกับจุดสูงสุดที่นางเคยอยู่ไม่ได้ก็ตาม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็ได้บรรลุผ่านพ้นไปด้วยดี เหลือเพียงแค่ต้องใช้เวลากลับไปยังระดับที่เคยอยู่เท่านั้น
แต่อย่างไรก็ตาม จิติญญาของนางในตอนนี้ถือว่าเปราะบางเป็อย่างมาก ยังจำเป็ต้องได้รับการหล่อเลี้ยงจากหยกแห่งหายนะเพื่อฟื้นฟู
นางไม่รอช้ารีบคว้าหยกแห่งหายนะมาห้อยไว้ที่คออันขาวนวลโดยพลัน ส่งผลให้นางยิ่งดูงดงามและลึกลับมากขึ้นในเวลานี้
“ความเมตตาของเ้านิกายในวันนี้เห็นทีว่าคงมิอาจตอบแทนได้หมด ในอนาคตข้าต้องเป็กำลังให้เขาให้ได้มากที่สุด”
ซวนหยวนชิงเทียน บ่นพึมพำกับตัวเอง
.......................
อีกด้านหนึ่งของยอดเขาเทียม์ อารามเสวียนหวง
สิ่งที่ซวนหยวนชิงเทียนไม่รู้ก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดภายในห้องนั้น หลินเฟิงมองเห็นชัดเต็มสองตาผ่านทางระบบ
ซึ่งประจวบเหมาะพอดี ขณะหลินเฟิงกลับมาถึงอารามเสวียนหวง เขาก็เปิดระบบและจิ้มไปยังชื่อซวนหยวนชิงเทียน เพื่อจับตาดูการเคลื่อนไหว
พูดได้ไม่เต็มปากว่าเขาเป็คนที่มีนิสัยชอบถ้ำมอง เพียงแต่ว่าดอกบัวศักดิ์สิทธิ์เก้าหยินหยางนั้นเป็ถึงสมบัติในตำนาน และมีพลังที่ไร้ขีดจำกัด ทว่านางเป็เพียงเศษเสี้ยวจิติญญาเท่านั้น หากเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมาอาจจะกลายเป็การสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์
แต่สิ่งที่หลินเฟิงไม่คาดคิดก็คือ ซวนหยวนชิงเทียนนั้นแข็งแกร่งอย่างแท้จริง เพราะกระบวนการทุกอย่างดูราบรื่นไปหมด ไม่เพียงแต่ผสานกายเนื้อได้เท่านั้น แต่ยังก้าวเข้าสู่ขั้นเซียนได้ในคราวเดียว
ซ้ำร่างกายยัง...