บรรดาพืชวิญญาณเคลื่อนไปรอบๆ พร้อมก่อตัวเป็นด่านปิดล้อมทันใดนั้นดวงตาของเยี่ยชิงก็ฉายแววเย็นชา เขาอยู่ขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นเจ็ดซึ่งเป็นระดับสูงสุดในบรรดาคนทั้งเจ็ดณ ที่แห่งนี้ และเขาก็ยังเป็นศิษย์ที่โดดเด่นของสำนักเชียนเฉ่าอีกด้วย
ทว่าด้วยระดับความแข็งแกร่งที่สูงที่สุดต้นไม้วิญญาณจึงคอยจับตาเขาเป็นพิเศษ ทั้งยังพยายามทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้เขาเข้ามาใกล้
หวังต้งมองบ่อน้ำทิพย์อย่างโลภโมโทสันเขารู้สึกถึงพลังวิญญาณอันทรงพลังที่แทรกซึมอยู่ ณ บริเวณนั้น ซึ่งเป็นสิ่งวิเศษที่หาได้ยากสำหรับเหล่าจื๋อซิว
ไม่เพียงแต่สามารถหล่อเลี้ยงร่างกายเสริมเลือดลม และเสริมความแข็งแรงเท่านั้น มันยังช่วยให้ผ่านเข้าสู่ขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นเจ็ดได้โดยตรง
แม้ภายในสำนักร้อยบุปผาจะมีทรัพยากรอย่างบ่อน้ำทิพย์อยู่ทว่าพวกเขาก็ไม่เคยเปิดให้ศิษย์ฝ่ายในเข้าใช้ ดังนั้น มันจึงเป็นทรัพยากรที่หาได้ยากและถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้พบบ่อน้ำทิพย์ที่นี่
หนิงเทียนเองก็สนใจบ่อน้ำทิพย์เช่นกันแผนที่จิตวิญญาณในเส้นลมปราณแรกของเขาหิวกระหายอย่างมาก จนเขาอยากจะกลืนกินมันลงไปทั้งบ่อ
ยามนี้ต้นไม้วิญญาณยังคงมีพละกำลังแข็งแกร่งการบุกฝ่าเข้าไปจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ทำได้เพียงเอาชนะพวกมันเท่านั้น
หลี่ซือฟาดพลังฝ่ามือผสานกับสายอัสนีซึ่งเป็นทักษะการต่อสู้ที่ทรงพลังของสำนักร้อยบุปผา
หนิงเทียนปล่อยหมัดทะลวงพันชั้นรวมเข้ากับยุทธศาสตร์ครองสวรรค์เพื่อต้านทานการโจมตีของหลี่ซือแรงพลังที่ปะทะกันนั้นยากที่จะบอกความแตกต่างระหว่างพลังของทั้งสองฝ่าย
หลังจากการฟาดฟันอันดุเดือดผ่านไปครึ่งชั่วยามการต่อสู้ของหนิงเทียนก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด การควบคุมพลังและประสิทธิภาพของทักษะต่างๆล้วนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ไปตายเสีย!”
“ย้าก!”
หลี่ซือและหนิงเทียนคำรามขึ้นพร้อมกันการปะทะในครั้งนี้ไม่ต่างจากดาวตกพุ่งชนกัน มวลพลังทั้งสองกลืนภูผาธารา เลือดลมพลุ่งพล่านจนเกิดการสั่นสะเทือนและเสียงสนั่นไปทั่วบริเวณ
หนิงเทียนถอยหลังไปสามก้าว เลือดไหลออกมาจากมุมปากของเขาเล็กน้อยดอกบัวเขียวภายนอกร่างดูดซับพลังวิญญาณอย่างบ้าคลั่ง ทั้งยังค่อยๆ ฟื้นฟูอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บพร้อมช่วยเติมเต็มพลังวิญญาณที่เขาสูญเสียไป
ทางด้านหลี่ซือก็ถอยไปด้านหลังเช่นกันเขากระเด็นไปไกลกว่าสามจั้งถึงตั้งหลักได้ แขนเสื้อของเขาขาดวิ่น ปากและจมูกเลือดไหลทะลักสภาพของเขาสาหัสยิ่งกว่าหนิงเทียนเสียอีก
เจตนาสังหารแวบเข้ามาในดวงตาของหวังต้งเขาพุ่งโจมตีหนิงเทียนอย่างรวดเร็ว โดยหารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายสังเกตเห็นและเตรียมรับมือล่วงหน้าแล้ว
เยี่ยชิงรีบนำบรรดาศิษย์น้องสำนักเชียนเฉ่าไปยังบ่อน้ำทิพย์ซึ่งดึงดูดความสนใจของต้นไม้วิญญาณทั้งหลาย
ส่วนหนิงเทียนก็เคลื่อนไปรอบๆอย่างว่องไวเพื่อรอโอกาสอันดี ภายในใจล้วนนึกถึงมาตรการตอบโต้
...
“ข้าจะจับตาดูเขาเอง เจ้าก็รอหาโอกาสโจมตีแล้วกัน”
หลี่ซือมีสัญชาตญาณอย่างรุนแรงว่าหนิงเทียนเป็นภัยคุกคามต่อตนเองและต้องกำจัดเขาโดยเร็วที่สุด
“ได้” หวังต้งแสร้งให้ความร่วมมือทว่าในใจกำลังนึกถึงสิ่งอื่น
ปล่อยให้หลี่ซือตามรังควานเจ้าเด็กบ้านั่นไปและระหว่างที่สำนักเชียนเฉ่ากำลังเรียกความสนใจของต้นไม้วิญญาณ ตนก็จะสามารถฉวยโอกาสจากจังหวะนี้
ตราบใดที่ยังสามารถเร่งฝีเท้าไปยังบ่อน้ำทิพย์หวังต้งก็มั่นใจอย่างยิ่งว่าตนสามารถปลูกฝังบ่อน้ำทิพย์เข้าสู่ร่างกายได้ในระยะเวลาอันสั้น
ทันใดนั้นกลิ่นอายอันทรงพลังก็เข้าปกคลุมพื้นที่
“อาวุธวิญญาณจื๋อซิว!”
ใบหน้าของหวังต้งเปลี่ยนสีเขาหันไปมองเยี่ยชิงก่อนจะเห็นใบหญ้าสีเขียวในมือของอีกฝ่าย บนพื้นผิวมีร่องรอยคล้ายกระบี่ที่สอดประสานกันไปมา
เยี่ยชิงคำรามอย่างดุดันเพื่อปลุกเร้าใบหญ้าเขียวขจีพลังวิญญาณเดือดพล่านและหลั่งไหลเข้าสู่ใบหญ้าอย่างบ้าคลั่ง พลังบนปลายหญ้าพวยพุ่งออกมาก่อนจะกลายเป็นปราณกระบี่ฟ้าดินถูกกระชากขาดด้วยเสียงกรรโชก พร้อมเข้าโจมตีต้นไม้วิญญาณตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
หนิงเทียนรับรู้ได้ทันทีว่าน้ำเต้าเจ็ดสีในเส้นลมปราณแรกค่อยๆเคลื่อนไหวคล้ายถูกปลุกให้ตื่น
ดวงตาของหลี่ซือร้อนวูบ เขาผละจากหนิงเทียนและรีบพุ่งไปยังบ่อน้ำทิพย์
ปราณกระบี่สีเขียวไร้เทียมทานต้นไม้วิญญาณกรีดร้องแต่ละต้นถูกตัดทิ้ง ก่อนจะเกิดช่องว่างเป็นเส้นทางไปสู่บ่อน้ำทิพย์
“ยุทธศาสตร์ครองสวรรค์!” หนิงเทียนตาลุกเป็นไฟเขาใช้ทักษะยุทธศาสตร์ครองสวรรค์อย่างเต็มกำลัง ดอกบัวเขียวพุ่งเร็วปานสายฟ้าก่อนจะหยั่งรากลงใต้ดินคลื่นแห่งความก้าวร้าวหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเหล่าพืชวิญญาณก่อให้เกิดการแทรกแซงและการควบคุมในช่วงเวลาสั้นๆ
หวังต้งและหลี่ซือต่างรุดไปข้างหน้าด้วยพละกำลังทั้งหมดที่พวกเขามีทว่าก็ถูกบรรดาพืชวิญญาณขัดขวางเอาไว้
การโจมตีอันทรงพลังของเยี่ยชิงมีเพียงหนิงเทียนเท่านั้นที่สามารถต้านรับได้ เขาอาศัยการข่มเหงของยุทธศาสตร์ครองสวรรค์แล้ววิ่งเข้าหาบ่อน้ำทิพย์อย่างรวดเร็วราวกับเงาปีศาจ
บ่อน้ำทิพย์นี้ประกอบด้วยพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งซึ่งแตกต่างจากถ้ำวิญญาณและบ่อน้ำวิญญาณค่อนข้างมาก
ทรัพยากรวิญญาณเหล่านั้นล้วนกักเก็บพลังวิญญาณเอาไว้แต่บ่อน้ำทิพย์เป็นสิ่งเดียวที่มีจิตสำนึก ทั้งยังสามารถปลูกฝังเข้าสู่ร่างของผู้บำเพ็ญได้
หนิงเทียนโจมตีอย่างสุดกำลังแผนที่จิตวิญญาณในร่างสั่นสะเทือน ดอกบัวเขียวด้านนอกเริ่มทำงานเขากระชากเส้นทางให้เปิดออกแล้วรีบเร่งไปยังบ่อน้ำทิพย์ทันที
ยามนั้นปราณกระบี่อันไร้ซึ่งการตรวจจับเล็งไปที่กลางหว่างคิ้วของหนิงเทียนกล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตในร่างของเขาสั่นเทา ในใจสัมผัสได้ถึงวิกฤตอย่างรุนแรง
หนิงเทียนงอเข่าและบิดลำตัวเลือดสีแดงฉานไหลออกมาเล็กน้อย เขาเกือบถูกแทงตรงหว่างคิ้ว ทว่ากลับหลีกเลี่ยงการโจมตีได้อย่างลึกลับ
ใกล้บ่อน้ำทิพย์มีหญ้าที่ไม่สะดุดตาขึ้นประปรายซึ่งสูงไม่เกินหนึ่งชุ่นและมีสีเขียวใส
มันคือผู้โจมตีอย่างเด็ดเดี่ยวเมื่อครู่นี้
“ทุกสิ่งมีวิญญาณสถิตอยู่เช่นนี้เห็นทีจะป้องกันยากนัก!”
หนิงเทียนหวาดกลัวจนเหงื่อแตกพลั่กก่อนจะตัดสินใจกระโจนลงไปในบ่อน้ำทิพย์ขนาดสามจั้ง
บ่อน้ำทิพย์นี้เต็มไปด้วยพลังวิญญาณอันมหาศาลซึ่งช่วยฟื้นฟูร่างกายของหนิงเทียน
เขาจมลงใต้น้ำอย่างสมบูรณ์ เมื่อได้แช่ตัวในบ่อน้ำทิพย์และอ้าปากดื่มพลันความรู้สึกโล่งสบายก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง
ดอกบัวเขียวพยายามหยั่งรากลงในบ่อน้ำทิพย์เหง้าของมันบุกเจาะเข้าไปภายในบ่อ ก่อนจะพบกับการต่อต้านครั้งใหญ่
บ่อน้ำทิพย์ปกป้องตัวเองจากการรุกรานของพลังภายนอกทว่าดอกบัวเขียวยังคงแกว่งไกวและเผยให้เห็นความลึกลับซึ่งประกอบด้วยกระบวนท่าทั้งเก้าทันใดนั้นมันก็ทะลวงการป้องกันของบ่อน้ำทิพย์และฝังรากได้สำเร็จ พร้อมผสานรวมกับเส้นลมปราณแรกของหนิงเทียน
ในขณะนั้นเองน้ำเต้าเจ็ดสีที่ลอยเหนือแผนที่จิตวิญญาณก็เริ่มเคลื่อนตัวอย่างเงียบๆ และกลืนกินต้นกำเนิดแห่งจิตวิญญาณในบ่อน้ำทิพย์เพื่อบำรุงพละกำลัง
แผนที่จิตวิญญาณฟื้นตัวและหลอมละลายบ่อน้ำทิพย์เข้ากับร่างกายอย่างคาดเดาไม่ได้
หนิงเทียนมองเข้าไปข้างในอย่างตั้งใจซึ่งเปรียบเสมือนรากวิญญาณเล็กๆที่หมุนวนและเต้นรำอยู่ในแผนที่จิตวิญญาณ ปลายด้านหนึ่งเชื่อมกับน้ำเต้าเจ็ดสี ส่วนปลายอีกด้านก็หยั่งลงไปในแผนที่จิตวิญญาณที่แผ่พลังออกมาตลอดเวลาซึ่งช่วยหล่อเลี้ยงเส้นลมปราณและร่างกายของเขา
หลังจากบ่อน้ำทิพย์เข้าสู่ร่างกายความแข็งแกร่งของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก กระดูกทั่วทั้งร่างได้รับการซ่อมแซม คราบดำจำนวนมากถูกขับออกจากร่างกายทำให้เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าเป็นอย่างยิ่ง
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น
หลังจากเยี่ยชิงจัดการเสี้ยนหนามทั้งหมดด้วยกระบี่เล่มเดียวแล้วเขาก็รีบเร่งมายังบ่อน้ำทิพย์ทันที ทว่ากลับพบกับความผันผวนที่แปลกประหลาดในความว่างเปล่าจนเขาต้องแผดเสียงคำรามออกมา
“เจ้าคนต่ำช้า ข้าจะฆ่าเจ้า!”
หวังต้งและหลี่ซือก็สังเกตเห็นความผันผวนเช่นกันเมื่อพวกเขาเห็นหนิงเทียนผุดขึ้นมาจากบ่อน้ำ ดวงตาของทั้งคู่ก็เบิกกว้างด้วยความโกรธ
“เป็นเจ้าเองหรือ?บ้าเอ๊ย!”
การสลายตัวของบ่อน้ำทิพย์ ทำให้ประสิทธิภาพการต่อสู้ของเหล่าพืชวิญญาณโดยรอบลดลงไปอย่างมาก
หวังต้งพุ่งเข้าหาหนิงเทียนเป็นคนแรกพร้อมปล่อยหมัดออกมาด้วยแรงอาฆาต
นั่นเป็นทรัพยากรที่ดีที่สุดในการเข้าสู่ขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นเจ็ดแต่กลับถูกหนิงเทียนพรากไป
“เจ้าสมควรตาย!” หนิงเทียนไม่ได้หวาดเกรงทั้งยังปล่อยหมัดตั้งรับทันใดนั้นหมัดทั้งสองก็เปล่งแสงสว่างราวกับฝนโปรยปราย และตามมาด้วยแรงกระแทกของคลื่นอากาศ
ตูม!
หนิงเทียนลอยไปด้านหลังพร้อมเสียงดังสนั่นแล้วกระแสเลือดในอกของเขาก็เดือดพล่านอย่างรุนแรง
หลี่ซือโจมตีด้วยฝ่ามืออย่างกะทันหันหนิงเทียนไม่อาจหลบเลี่ยงได้ จึงต้องตั้งรับด้วยหมัดอีกครั้ง
ตุบ!ตุบ! ตุบ!
เมื่อหมัดและฝ่ามือกระทบกันหนิงเทียนก็ถอยหลังกลับไป
ร่างของหลี่ซือก็ลอยออกไปเช่นกัน ทั้งยังบาดเจ็บสาหัสจนอาเจียนออกมาเป็นเลือด
หลังจากผสานพลังเข้ากับบ่อน้ำทิพย์ประสิทธิภาพการต่อสู้ของหนิงเทียนก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้ตอนนี้จะยังไม่สามารถเอาชนะหวังต้งได้แต่เขาก็ปราบปรามหลี่ซือได้สำเร็จ
“ยะ...แย่แล้ว!” ปราณกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวพุ่งเข้าใส่ราวสายฟ้าฟาด ซึ่งนั่นคือกระบี่ใบพฤกษาขจีอาวุธวิญญาณจื๋อซิวของเยี่ยชิง
“เคลื่อนย้าย!” หนิงเทียนร้องคำรามจากนั้นร่างของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นเงาที่บิดเบี้ยว และเคลื่อนตัวหนีไปในช่วงวิกฤต
เสียงกัมปนาทดังสนั่นจนแผ่นดินแตกร้าวปราณกระบี่อันรุนแรงทิ้งรอยลึกไว้บนพื้น ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปทุกหนทุกแห่ง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงครวญครางของเหล่าพืชวิญญาณหนิงเทียนจึงอาศัยจังหวะนี้ควบหนีไปอย่างรวดเร็ว
ความแข็งแกร่งของเขาในยามนี้ยังไม่อาจเทียบกับขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นหกหรือเจ็ดได้ยิ่งไปกว่านั้น เยี่ยชิงยังมีอาวุธวิญญาณเพื่อปกป้องร่างอีกด้วย
“หนิงเทียน! แม้เจ้าจะหนีไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว ข้าก็จะตามไปฆ่าเจ้า!”
หวังต้งตะโกนอย่างโกรธเคืองและรีบไล่ตามไปทันทีโดยไม่สนใจหลี่ซือเลยแม้แต่น้อย
สีหน้าของเยี่ยชิงซีดลง แม้เขาจะแข็งแกร่งที่สุดแต่กลับถูกหนิงเทียนฉกฉวยผลประโยชน์ไปเช่นนี้จะให้เขาทำใจปล่อยหนิงเทียนไปได้อย่างไร?
ในป่าบนภูเขา หนิงเทียนวิ่งวนหลบหนีและสร้างรัศมีเป็นวงกว้างก่อนจะกลับไปยังตีนเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของบ่อน้ำทิพย์อีกครา
“หญ้า! มันถูกปล้นไปแล้ว!”
ก่อนหน้านี้ลูกศิษย์สำนักเชียนเฉ่าจำนวนมากเสียชีวิตที่นี่ดังนั้น ที่แห่งนี้จึงมีเพียงซากศพ หินวิญญาณและแหวนมิติล้วนไม่เหลือแล้ว
แม้ยอดเขาลูกนี้จะไม่ได้สะดุดตานักแต่กล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตก็มีสัมผัสที่ว่องไว ซึ่งทำให้หนิงเทียนรับรู้ได้ว่าบนภูเขานี้ยังมีของดีซ่อนอยู่
ดอกไม้ ต้นไม้และเถาวัลย์บนภูเขาเป็นพืชวิญญาณทั้งหมด คนส่วนใหญ่จึงไม่กล้าเข้าใกล้
เท่าที่หนิงเทียนทราบมาทุกสิ่งในดินแดนหยวนซิงล้วนมีวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ก็ล้วนก่อเกิดจิตอสูรได้ทั้งสิ้นและภัยพิบัติจากทัณฑ์สวรรค์จะเกิดขึ้นเมื่อสิ่งเหล่านั้นบรรลุถึงสภาวะสมบูรณ์
ผู้คนจำแนกจิตอสูรตามจำนวนความทุกข์ยากจากทัณฑ์สวรรค์หากยังไม่เคยรับทัณฑ์สวรรค์จะนับเป็นจิตอสูรระดับแรก ถ้ารอดจากทัณฑ์สวรรค์หนึ่งครั้งจะเรียกว่าจิตอสูรระดับสองรอดสองครั้งเรียกว่าจิตอสูรระดับสาม และเรียงเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
จิตอสูรระดับแรกเทียบเท่ากับขอบเขตรวบรวมของมนุษย์ระดับสองเทียบเท่าขอบเขตจิตหยั่งลึก และระดับสามเทียบเท่าขอบเขตผนึกดารา
โดยพื้นฐานแล้ว ผู้บำเพ็ญขอบเขตจิตหยั่งลึกจะปลูกจิตอสูรระดับแรกและระดับสองและขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัดว่ามีการปลูกจิตอสูรระดับสามหรือไม่
หนิงเทียนก้าวเท้าขึ้นไปบนภูเขาดอกบัวเขียวพลิ้วไหวไปพร้อมกับเขา เงาบ่อน้ำทิพย์ปรากฏขึ้นบนใบบัวทำให้เหล่าพฤกษาและอสูรร้ายบนภูเขาที่กำลังจะเคลื่อนตัวยอมสงบลงในทันใด
“ไม่คิดเลยว่าบ่อน้ำทิพย์จะน่าอัศจรรย์เช่นนี้ยอดเยี่ยมเหลือเกิน!”
หนิงเทียนมีความสุขมากเขาเดินเหยียบห้วงอากาศตามที่ดอกบัวเขียวนำทาง โดยไม่ปล่อยให้เท้าแตะฝุ่นดินแม้แต่น้อย
ภายในป่าสลัวหนิงเทียนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของรากบ่มเพาะ
“สิ่งนี้อาจนำไปแลกเป็นหินวิญญาณในสำนักได้”
หนิงเทียนใช้ยุทธศาสตร์ครองสวรรค์ดอกบัวเขียวตรงหน้าเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็วราวกับเงา และดักจับรากบ่มเพาะมาได้เจ็ดชิ้นในเวลาเพียงหนึ่งเค่อ
“ระดับสุวรรณขั้นกลางหรือ?ชิ! แดนลับนี้เทียบเขาเฮยเสวียนไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”
หนิงเทียนหมดความสนใจและรีบขึ้นไปบนภูเขาโดยเร็วที่สุด
ใกล้ยอดเขามีต้นไม้เก่าแก่ขนาดใหญ่ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางกว่าสามจั้งบนผิวเปลือกไม้มีร่องรอยสายฟ้าฟาด และบริเวณร้อยจั้งรอบลำต้นก็ปราศจากการเติบโตของต้นหญ้า
กล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตมีปฏิกิริยาต่อต้นไม้นี้ซึ่งทำให้หนิงเทียนสงสัยมากยิ่งขึ้น
ต้นไม้แห้งที่ปราศจากกิ่งก้านสาขาไร้พลังชีวิต และมีเพียงลำต้นโล่งเตียนสูงห้าจั้งจะสามารถดึงดูดความสนใจของกล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตได้อย่างไร?
สถานที่แห่งนี้น่าสงสัยเหลือเกินต้นไม้ต้นนี้คงจะประสบทัณฑ์สวรรค์ครั้งใหญ่ในครานั้น ทุกชีวิตในรัศมีร้อยจั้งจึงสูญพันธุ์มาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อสังเกตอย่างละเอียด ต้นไม้ต้นนี้ค่อนข้างหนาและใหญ่กว่าต้นไม้วิญญาณต้นอื่นบนภูเขาราวกับเป็นยักษ์ปักหลั่น ณ ที่แห่งนี้
หนิงเทียนเดินวนรอบลำต้นสามรอบก่อนจะสั่งให้ดอกบัวเขียวหยั่งรากบนลำต้น แต่เขากลับพบแรงต้านที่ไม่คาดคิด
“มีบางอย่างอยู่ในใจกลางของต้นไม้!” หนิงเทียนรู้สึกตื่นเต้นและรีบก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วทว่ากลับมีเสียงตวาดทะลุอากาศเข้ามา
“เจ้าหนู ถ้ายังไม่อยากตายจงออกไปเดี๋ยวนี้!” เสียงเย่อหยิ่งดังขึ้น ซึ่งบ่งบอกว่าอีกฝ่ายไม่ได้สนใจหนิงเทียนเลยแม้แต่น้อย