“คัท เลิกกอง ทุกคนเก่งมาก” ฉากแรกของวันผ่านพ้นไปด้วยดี ทุกคนต่างแยกย้ายเคลียร์สถานที่เตรียมถ่ายฉากต่อไปในวันพรุ่งนี้
“น้องกันต์มีเกร็งบ้างแต่ถือว่าทำได้ดีทีเดียวสำหรับเรื่องแรก” พี่บัวเอ่ยปากชมน้องใหม่ของวงการอย่างภู่กันต์ที่เริ่มต้นการแสดงไปในทางที่ดี
“วันนี้ก็พอแค่นี้เนอะ พรุ่งนี้เจอกันแต่เช้า” เมื่อพูดคุยกับเหล่านักแสดงเสร็จพี่บัวก็หันไปคุยงานกับผู้กำกับต่อ ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปพักเพราะเหน็ดเหนื่อยทั้งจากการเดินทางมายังโรงแรมแห่งนี้และการถ่ายทำตั้งแต่เช้าจรดเย็น
เวลาเย็น ดวงอาทิตย์กำลังอัศดง เหลือเพียงแสงสีส้มทองทอประกายสะท้อนกับทะเลสาบและท้องฟ้า ณ.จุด สูงสุดของทุ่งหญ้าตามคำแนะนำของพนักงานโรงแรม จุดนี้ เหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ตกดิน และดื่มด่ำกับธรรมชาติเป็นที่สุด ชายร่างสูงโปร่งยืนกอดอกอิงต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งตระง่านอยู่บนเนิน เมเปิ้ลสีแดงถูกลมหนาวพัดโชยต้องใบร่วงลงสู่พื้น เสียงสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ ปลดปล่อยความเหนื่อยล้า ขณะที่ธันวาหลับตาพริ้มสูดรับออกซิเจนเข้าเต็มปอด ปล่อยสมองให้ว่างเปล่า สถานที่เช่นนี้หาไม่ได้ในเมืองหลวงธรรมชาติช่วยจรรโลงใจจริงๆ เขาปล่อยความคิดล่องลอยไปกับสายลม แล้วเวลาแห่งความสุขก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาสัมผัสได้กับไออุ่นที่แผ่กระจายทั่วตัวและไม่นานนักก็เกิดแรงกระแทกเบาๆเหมือนอะไรแข็งๆมาประทะกับแผ่นหลัง คนที่กำลังผ่อนคลายอยู่เกิดตกใจเอี้ยวตัวกลับไปหมายจะดูว่าเป็นใคร แต่ยังไม่ทันได้เห็นหน้าคาดตากันชัดเจนเลย การยืนที่ประชิดตัวจนธันวาต้องถอยหลังเพื่อเพิ่มระยะห่างจนลืมไปว่าพ้นจากต้นไม้นี่ก็เป็นทางลงเนิน แขนเรียวยาวทั้งสองข้างคว้าหมับเข้าที่คอของคนที่ยืนอยู่ ใจของธันวาตกไปอยู่ที่ตาตุ่มหากเขาล้มกลิ้งลงเนินไปคงไปหยุดที่ริมทะเลสาบแน่ๆ ลำตัวที่เอนไปทางลงเนินถูกแขนที่แน่นไปด้วยกล้ามเนื้อรัดเอวแล้วดึงกลับเข้าชิดตัวของคนที่มาเยือนจนใบหน้าห่างกันไม่ถึงสิบเซนต์ แม้ธันวาจะเบือนหน้าหนีและใช้มือป้องใบหน้านั้นออกก็ตาม
“อุบัติเหตุระหว่างฉันกับนาย มันชักจะบ่อยเกินไปนะ” ออกแรงผลักก็แล้วธันวาเองก็เป็นผู้ชายอกสามศอกแต่แรงที่มีไม่ถึงครึ่งของอีกฝ่าย การที่จะหลุดจากวงแขนของภู่กันต์ที่นิยมออกกำลังกายเล่นกล้ามอยู่ประจำนั้นมันไม่ง่ายเลย
“อุบัติเหตุ!...งั้นหรอ?” จะว่าหน้ากวน....ก็ว่าได้ทั้งสีหน้าแววตาท่าทางของภู่กันต์ตอนนี้เรียกได้ว่ากวนประสาทสุดๆ
“แล้วนายคิดว่าไง?”
“ก็อุบัติเหตุไง จะเป็นอะไรไปได้” ภู่กันต์ยังคงทำหน้ากวนประสาทต่อเนื่อง
“ปล่อยได้ยัง เมื่อยแล้วนะ” จะยืนคุยท่านี้นานานๆมีหวังเหน็บกินแน่ๆ ภู่กันต์ค่อยๆคลายวงแขนออกแล้วปล่อยธันวาให้เป็นอิสระ
“แต่ครั้งนี้นายจงใจมายืนข้างหลังฉัน” แน่นอนว่าข้อนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ให้ยืนมีออกเยอะแยะ
“ก็อยากพิงต้นไม้มั่งนี่”
“ข้างโน้นก็มีไหมต้นไม้ออกจะใหญ่”
“ก็อยากพิงข้างนี้” ทำทีเอาหน้าเข้าซบที่ต้นไม้ น้ำเสียงออดอ้อนอย่างกับเด็ก ท้ายสุดธันวาต้องเดินเบี่ยงออกมาเพราะคร้านจะเถียงต่อด้วยอาการใจชื้นนิดๆนึกตลกการกระทำของคนตัวใหญ่ ตะวันลับขอบฟ้าไปไม่นานดวงจันทร์ประกายสีนวลก็เด่นชัดขึ้นที่อีกฝาก ดวงดาวพราวระยิบประดับเต็มผืนฟ้าสีดำ ธันวาสาวเท้าช้าๆด้วยความไม่ชินทางทั้งสองฝากที่เขาเดินผ่านเป็นทุ่งดอกหญ้าสลับกับดอกยิปโซดอกไม้แห่งรักแรกพบ
...คืนที่ดาวเต็มฟ้าฉันจินตนาการถึงหน้าเธอ ละเมอไปไกล มองไม่เห็นดาว จันทร์ที่ดูสดใสนั้นเป็นดั่งใจเธอหรือเปล่า หากมันเป็นจริงจะเก็บเอาจันทร์มาใส่ใจ...
เสียงเพลงดังไล่หลังมาติดๆบรรยากาศช่างโรแมนติกอะไรอย่างนี้ ถ้าเป็นไปได้เวลานี้อยากจะนั่งอิงไหล่ใครบางคนฟังเพลงซึ้งกินใจด้วยกัน ‘หากบอกความในใจกับคนนั้นให้รับรู้ถึงความรูสึกจะเป็นยังไงนะ’ ลมหนาวพัดเอาไอเย็นมากระทบกับใบหน้าปลุกธันวาให้ตื่นจากภวังค์ ก่อนที่ความคิดจะเลยเถิดไปมากกว่านี้ เพียงแค่นึกถึงผลที่จะตามมาแววตาที่เปล่งประกายความสุขก็พลันเศร้าหมองเปลี่ยนเป็นความเฉยชา รอยประทับยิ้มที่มุมปากกลายเป็นเผยอยิ้มเย้ยหยันตัวเอง จะนานปีจะกี่วันก็ไม่เคยหยุดรักเขา โง่จริง!
“พอได้แล้วมั้ง นี่เพลงที่ห้าแล้วนะ จะแหกปากให้คนตื่นทั้งโรงแรมเลยหรือไง” แรกๆก็อินอยู่หรอกแต่พอนานเข้าชักจะรำคาญแล้วล่ะ ชายทั้งสองเดินตามกันมาจนถึงหน้าห้องที่ทางกองได้จัดไว้ให้ ธันวาเอ็ดคนที่ส่งเสียง ร้องเพลงแล้วเพลงเล่าไม่มีทีท่าว่าจะหยุด กลัวแต่จะมีใครมาปาหัวให้แม้จะเสียงเพราะแค่ไหนก็เถอะ
“เสียงดีขนาดนี้สาวคนไหนได้ฟังก็กรี๊ดสลบ มีแต่มู๋ธันแหล่ะ หูเพี้ยนป่ะเนี่ย”
“แล้วทำไมต้องมานอนห้องเดียวกับฉันด้วย” ธันวาบ่นอุบขณะเดินเข้าห้องพัก ทั้งที่ทางกองเตรียมห้องพักให้แล้วแต่คนเจ้าปัญหากลับหาเรื่องให้ต้องวุ่นวายใจ
“ไปอาบน้ำเถอะ” เพราะรู้แก่ใจดีว่าถึงอย่างไรก็ไม่สามารถยับยั้งภู่กันต์ได้ เมื่อทั้งคู่เข้าห้องภู่กันต์ยังไม่ทันได้พักก็ถูกธันวาไล่ให้ไปอาบน้ำ ซึ่งคนที่ชอบก่อเรื่องก็ยินยอนทำตามแต่โดยดี
“มีเรื่องอะไรให้ยินดีนักหนา” เพียงแค่บ่นคนเดียวเบาๆไม่คิดว่าคนที่กำลังเปล่งเสียงร้องเพลงในห้องน้ำจะได้ยิน
“แน่นอนว่าผมมีเรื่องน่ายินดี” เสียงจากห้องน้ำก็สวนกลับมาทันควัน
ไฟในห้องถูกดับลงเหลือเพียงแสงสลัวจากโคมไฟที่หัวเตียง
“เอ๊ะ อะไรอีกจะมานอนเบียดทำไม ไม่ไปนอนอีกเตียงละ”
“นอนด้วยกันทุกวันจะโวยวายอะไรนักหนา ทำอย่างกับไม่เคย” ยังพูดได้หน้าตาเฉยไม่สะทกสะท้านกับการกระทำของตัวเอง
“มือๆๆ อยู่นิ่งๆไม่ได้ไง?” นอกจากมาแย่งที่นอนล่ะยังอยู่ไม่สุขอีก
“โว๊ะ ก็กำลังจัดแจงผ้าห่มอยู่ เตียงมันก็แคบมากด้วยบอกให้เลือกห้องสวีทแต่แรกมู๋ธันก็ไม่ยอม”
“ฉันไม่ได้มาฮันนีมูนกับนายนะ คนอื่นมองแบบผิดๆจะทำไง”
“ก็เรื่องของเขา” ไร้สัญญาณตอบโต้จากอีกฝ่าย ธันวาเบื่อที่จะต่อล้อต่อเถียง ต้องทำใจนอนให้หลับ ต้องเก็บแรงเพื่อลุยงานต่อแต่เช้าไหนจะต้องเดินทางกลับอีกแค่คิดก็เหนื่อยจนผล็อยหลับไป
ตกเย็นของอีกวัน หลังจากที่ทำงานกันเสร็จแล้ว
“เดินทางปลอดภัยนะทุกคน แล้ววันจันทร์เจอกันที่กองนะ” พี่บัวล่ำลาทุกคนเสร็จก็ออกเดินทางไปก่อนเพราะมีงานต้องเคลียร์ต่อ เนื่องจากเป็นการถ่ายทำที่ต่างจังหวัดนักแสดงส่วนใหญ่จึงเดินทางมากับรถตู้ของทางกองถ่ายรวมถึงธันวาและภู่กันต์ด้วย
“จะคุยกันอีกนานไหม” ภู่กันต์ยืนหน้านิ่วพิงรถรอธันวาที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะเลิกคุยกับนิรมนตร์และมารียา
“น้องกันต์ พรุ่งนี้อย่าลืมงานถ่ายแบบนะ ต้องถึงสตูก่อนแปดโมงเช้านะคะ” พี่ลูกแก้วที่นั่งรอในรถยื่นหน้าออกมาพูดคุยเชิงสั่งงานกับภู่กันต์ที่กำลังก้มหน้าเขี่ยโทรศัพท์ในมือแบบหัวเสียอยู่ เขารู้สึกขัดใจทุกครั้งที่ทั้งคู่ดูสนิทสนมกันเกินเหตุ ไม่ใช่ว่าถ่านไฟเก่ากำลังจะคุใช่ไหม ไม่นานนักธันวาก็เดินมุ่งหน้ามาทางเขา ภู่กันต์เบี่ยงตัวเล็กน้อยเพื่อให้ธันวาขึ้นรถไปนั่งข้างพี่ลูกแก้ว แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเก้าขึ้นรถสาวสวยทั้งสองก็ตามมาติดๆนำโดยมารียา ตามมาด้วยนิรมนตร์ ภู่กันต์ถอยเท้าออกห่างประตูเพื่อหลบให้ห่างจากมารียา
“อ้าว! กลับคันเดียวกันหรอจ๊ะ” พี่ลูกแก้วเอ่ยทักทั้งสองสาวที่ขึ้นมานั่งที่เบาะรองจากเบาะแรก
“ค่ะ” นิรมนต์เอ่ยตอบพี่ลูกแก้วพร้อมรอยยิ้มแสนหวานที่หากพี่ลูกแก้วเป็นชายชาตรีนี้คงตกหลุมรักนางเข้าเต็มเปาแน่ๆ แต่โชคดีที่ไม่ใช่
ตึ้ง! เสียงปิดประตูรถดังจนทุกคนต้องมองมาเป็นตาเดียวกัน ภู่กันต์นิ่งเฉยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เลื่อนเบาๆก็ได้ลูก ประตูมัดปิดอัตโนมัติไม่ต้องออกแรงเยอะ” เป็นพี่ลูกแก้วที่ทำลายความเงียบและสถานการณ์ก็กลับมาเป็นปกติในลักษณะที่ทุกคนทั้งพี่ลูกแก้ว มิ้งค์ น้ำขิง คุยกันสนุกสนานตามประสาสาวๆ ภู่กันต์ที่ตอนแรกก็ไม่พอใจอยู่แล้วตอนนี้ก็ยังไม่พอใจเหมือนเดินเพิ่มเติมคือรำคาญ แต่ทำได้เพียงเอนเบาะเล็กน้อยนอนใช้ผ้าปิดหน้าหันไปทางประตูรถ
“กันต์คะ มิ้นค์รู้นะว่ายังไม่หลับเรากลับมาคุยกันเหมือนเดิมไม่ได้หรอ อาการเพิกเฉยแบบนี้มันทำให้มิ้งค์เจ็บ มิ้งค์รู้ว่าทำผิดแต่เราก็เป็นเพื่อนกันได้นิ ใช่ไหม?” มารียาอยากพูดแบบนี้มาตลอดแม้ที่ผ่านมาอาจจะพูดจาไม่ดีบ้างเมื่อครั้งที่ยังรักกันภู่กันต์จะเป็นฝ่ายง้อเสมอ แต่ลืมไปว่าสถานะระหว่างเขาและเธอมันเปลี่ยนไปแล้ว ภู่กันต์จากเคยใช้ถอยคำที่ถนอมน้ำใจเธอมาตลอดแต่หลังจากเหตุการณ์วันนั้นก็เห็นได้ชัดว่าเขาเปลี่ยนไปเป็นคนล่ะคน แต่เธอก็ยังหน้าด้านขอให้เขากลับไปเป็นไอ้คนโง่เง่าที่เทิดทูนความรักไม่ลืมหูลืมตา
“จากอดีตสามีลดสถานะไปเป็นเพื่อน ต้องทำยังไงหรอ?” ใช่มันต้องทำยังไงใครรู้ช่วยบอกที จะว่าจบไม่สวยมันก็ใช่ แม้จะไม่เคยได้เข้าพิธีแต่งงานแต่คนเคยร่วมหลับนอนกันก็นับว่าเป็นสามีภรรยา วันนี้จะมาขอเป็นเพื่อนต้องไร้ความรู้สึกขนาดไหนถึงจะทำได้ ชาตินี้ทั้งชาติเขาคิดว่าไม่จำเป็นต้องเจอกันอีก แต่เมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็ไม่ควรมายุ่งเกี่ยวเกินความจำเป็น ‘ต้องทำยังไง’เป็นคำถามที่มารียาเองก็ไม่มีคำตอบให้ เธอไม่รู้จะบอกยังไงในใจก็ยังรู้สึกรักแต่ที่ทำไปเพราะเจอคนใหม่ที่คิดว่าดีกว่าคนเก่าเลยหลงระเริงกับรักครั้งใหม่ เธอไม่คิดว่าภู่กันต์จะตัดบัวไม่เหลือใยตัดใจไม่เหลือรักขนาด หลงคิดว่าตัวเองสำคัญ คิดว่าเขาจะรอเธอกลับมา คิดว่าเขาจะให้อภัยง่ายๆ
“พี่มิ้งค์ไม่เข้าห้องน้ำหรอคะ” เพราะเห็นว่าทุกคนลงไปทำธุระกันหมดเหลือแต่มารียาและภู่กันต์สาวน้อยเลยเอ่ยถาม มารียาเพียงแค่ยิ้มเจื่อนๆแทนคำตอบ ส่วนอีกคนที่นอนเอาผ้าคลุมหน้าอยู่ก็ดีดตัวลุกเพื่อให้หลบให้ธันวาและพี่ลูกแก้วเข้าที่นั่ง ทันทีที่ธันวาเห็นหน้าคนที่ทำทีเหมือนนอนพึ่งตื่นก็รู้ได้ทันทีว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นในรถ คงมีเพียงเขาเท่านั้นที่สังเกตได้ ธันวาจึงปลอบใจด้วยการยื่นน้ำเย็นๆให้แม้ว่าอีกคนจะรับมันไปแต่ก็ยังไม่ยอมหันมาสบตาด้วย
“ทำธุระเรียบร้อยกันหมดทุกคนแล้วใช่ไหมครับ เราจะวิ่งเข้ากรุงเทพเลยไม่แวะปั้มอีกแล้วนะ”โชเฟอร์หันมาถามผู้ร่วมเดินทางเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนออกรถ
การเดินทางเริ่มขึ้นอีกครั้งขบวนรถของกองถ่ายกำลังมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงอันศรีวิไลและวุ่นวาย บรรยากาศภายในรถเริ่มเข้าสู่ความสงบผู้โดยสารบนรถเริ่มหลับใหล มีแค่ภู่กันต์ที่ยังตื่นอยู่อารมณ์ที่ครุกรุ่นเต็มไปด้วยความโทสะแม้เวลาจะผ่านมาได้สักพักแต่สมองยังคงทำงานต่อเนื่องความคิดร้อยแปดพันเก้าไหลเวียนเข้ามาทั้งที่สามารถไปให้ไกล ทั้งทีเลือกที่จะไม่ต้องมาเกี่ยวข้องอีกได้ แต่ก็ยังเลือกที่จะมาพัวพันกับผู้หญิงคนนี้อยู่อีกเมื่อเลือกทำงานในวงการมันก็ยากจะเลี่ยงที่จะไม่เจอกันอยู่แล้ว เพราะอะไรกัน
เอ๊ะ! ใบหน้าหล่อของธันวาที่หลับตาพริ้มคงจะเพราะความเหนื่อยล้ากำลังค่อยๆเอียงมาทางเขา ก่อนที่หน้าของอีกคนจะฟุบลงบนตักก็ถูกมือใหญ่รับไว้ทัน ภู่กันต์จึงปรับเบาะเพื่อธันวาจะได้อิงไหลเขาได้ถนัด บนรถเงียบสงบไร้เสียงใดๆมีเพียงลมหายใจแผ่วเบาอยู่ข้างๆหู ภู่กันต์กุมมือของคนที่หลับใหลอย่างเบามือสายตาไปหยุดนิ่งที่มือที่เขากุมไว้ก่อนจะเอียงแก้มอิงหัวคนที่ซบอยู่ที่ไหล่โดยที่สายตายังคงจ้องมองไปที่มือเรียวที่เขากุมไว้ไม่วาง ‘นี่ไงเหตุผลที่เขายังคงอยู่จุดนี้เพราะคนๆนี้ไง’ จังหวะที่รถเข้าโค้งด้วยแรงเหวี่ยงทำให้พี่ลูกแก้วกลิ้งตัวมาเบียดธันวา เจ้าตัวรู้สึกถึงมวลน้ำหนักขนาดกลางที่เทมาทับ ทำให้ต้องขยับตัวเพื่อปรับท่านอนใหม่เป็นเหตุให้ภู่กันต์ดึงมือกลับเข้าหาตัวแล้วทำเนียนเสมือนกำลังหลับอยู่