คุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    ตอนที่ 91 :เพราะรัก

    ตอนที่ 91 :เพราะรัก

     

            ความจริงแล้วไม่ใช่แค่ชาวเน็ตในห้องถ่ายทอดสดเท่านั้น หลังจากเห็นกวีบทนี้ เหล่าสหายในวงการวรรณกรรมบางคนก็เริ่มส่งข้อความแสดงความสนใจในกวีบทนี้อีกด้วย

             

            เกาจัวหัวหน้าบรรณาธิการแผนกหนังสือเด็กของสำนักพิมพ์อี้ฮัว “นักเขียนเซียเยว่ นอกจากจะแต่งนิทานเด็กได้ยอดเยี่ยมแล้วคาดไม่ถึงเลยว่าเซียเยว่จะสามารถเขียนกวีเจ็ดอักษรที่เต็มไปด้วยความรู้สึกรักอันลึกซึ้งเช่นนี้ได้เป็นที่น่าชื่นชมจริง ๆ ! ”

             

            เหลียงชิวผิงผู้เชี่ยวชาญด้านอารมณ์ชื่อดัง: “ท่อน ‘หนอนไหมสิ้นจึงสิ้นสายใย เปลวเทียนมอดดับน้ำตาเหือดแห้ง’นั้นแสดงความรู้สึกเกลียดที่ต้องพรากจาก รวมทั้งความเจ็บปวดจากไข้ใจได้ถึงขีดสุด นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความภักดีอย่างแน่วแน่ต่อความรักของผู้เขียนอีกด้วยล่ะ! ”

             

            แน่นอนว่าเมื่อมีคนชื่นชม ก็ย่อมมีคนออกมาหักหน้า

             

            ตัวอย่างเช่นเหอปิซูที่ขาดทุนย่อยยับในชุดนิทานที่ออกใหม่เรื่อง ‘นิทานของแฮมสเตอร์’ ก็อัพเดทเวย์ป๋อวิจารณ์ว่า

                     

            “‘กวีไร้ชื่อ’ ไร้สาระสิ้นดี กวีเดี๋ยวนี้ใครเค้าไม่ตั้งชื่อบ้าง? แล้วหนอนไหมก็เกิดมาเพื่อสร้างไหม พวกมันจะสร้างไหมตลอดชีวิตเทียนก็ใช้จุดไฟ เอาพวกมันมาเขียนซะสูงส่ง ทำไมนายไม่ไปทำตัวไหมทำเทียนเองเลยล่ะ ?เป็นนักเขียนนิทานก็เขียนแค่นิทานไปเถอะ จะมาแต่งกวีเจ็ดอักษรอะไรกัน? ไร้สาระ ไร้สาระที่สุด ! ”

     

            โพสต์เวย์ป๋อของเหอปิซูสร้างความประหลาดใจให้ชาวเน็ตทันทีพวกเขาไม่คิดว่าอดีตนักเขียนนิทานที่โดดเด่นคนนี้จะต่อต้านกวีอย่างไร้เหตุผลถึงเพียงนี้

             

            กวีนี้แย่ขนาดนั้นเลยหรือ?

             

            ใครก็ตามที่พอมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมอยู่บ้างล้วนมองเห็นถึงความดีงามของกวีบทนี้

             

            เวลาต่อมาไม่นานนักเหอปิซูก็เหมือนถูกตบหน้าอีกครั้ง

             

            เพราะหลังจากที่เหอปิซูโพสต์เวย์ป๋อฮัวชุนเซิงรองประธานสมาคมนักเขียนจีนก็ได้ออกมาโพสต์เวย์ป๋อเช่นกัน

             

            “ผมเพิ่งกดเข้าดูเวย์ป๋อเมื่อครู่นี้แล้วผมก็ได้เห็นกวีเจ็ดอักษรเกี่ยวกับความรักเข้าหนึ่งบท ตอนแรกนึกว่าเป็นผู้อาวุโสในวงการแต่งขึ้นมาซะอีกแต่พอดูดี ๆ กลับเป็นนักเขียนนิทานหน้าใหม่ สหายน้อยเซียเยว่”

     

            “ก่อนหน้านี้ผมคิดว่าสหายน้อยเซียเยว่เป็นแค่นักเขียนนิทานที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่งแต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะสามารถสรรค์สร้างกวีเจ็ดอักษรได้ยอดเยี่ยมเพียงนี้!”

             

            “ผม ในฐานะรองประธานสมาคมนักเขียนจีนขอส่งคำเชิญให้สหายน้อยเซียเยว่ เพื่อเชิญสหายน้อยเซียเยว่เข้าร่วมสมาคมนักเขียนจีน! @เซียเยว่”

             

            ฮัวชุนเซิงไม่ใช่แค่รองประธานคนแรกของสมาคมนักเขียนจีนเท่านั้นแต่ยังเป็นประธานของสมาคมนักเขียนปักกิ่งอีกด้วย เขาย่อมมีคุณสมบัติที่จะตัดสินว่าใครมีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมสมาคมนักเขียน

             

            นอกจากนั้นด้วยยอดขายที่น่าเหลือเชื่อทั้งในประเทศและนอกประเทศของ ‘นิทานก่อนนอนของเยว่เยว่’ ของนักเขียน‘เซียเยว่’ นั้น ก็สามารถการันตีที่จะเข้าร่วมสมาคมนักเขียนได้แล้วอย่างมากก็เหลือแค่เวลาและประสบการณ์เท่านั้น

             

            ด้วยเหตุนี้เมื่อเวย์ป๋อของฮัวชุนเซิงถูกปล่อยออกมา มันจึงเป็นที่น่าสนใจของชาวเน็ตนับไม่ถ้วน

             

            “ว้าวประธานฮัว ไม่ได้เห็นประธานฮัวอัพเดทเวย์ป๋อมานานกว่าครึ่งปีแล้วใช่ไหม ? ”

             

            “ไปดูเร็วว้าว นี่คือการประกาศต้อนรับเข้าสมาคมนักเขียนของเซียเยว่ใช่ไหม ? ฉันจำได้ว่าเมื่อกี้เหอปิซูยังด่ากวีเจ็ดอักษรของเซียเยว่อยู่เลยนี่นา? ”

             

            “ฮ่าๆๆ น่าสนใจ คนใหญ่คนโตของวงการวรรณกรรมจีนเชิญนักเขียนหน้าใหม่ให้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมนักเขียนเท่ากับเยาะเย้ยนักเขียนนิทานหน้าเก่าคนนั้นเลยนะเนี่ย ! เหอปิซู นายหมดปัญญาแล้วรึเปล่า? ”

             

            และเหอปิซูสาเหตุที่เขาโพสต์เวย์ป๋อเช่นนั้นก็เพราะจิตใจที่เต็มไปด้วยความแค้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาเห็นแฟนๆ ของตนไปด่าเซียเยว่ สีหน้าของเขายิ่งเต็มไปด้วยความสุข

             

            “ไม่ว่ายังไงฉันก็ยังเป็นสมาชิกของสมาคมนักเขียนนักเขียนหน้าใหม่แบบแกยังคิดจะมาแข่งกับฉันอีกงั้นหรือ ? ”

             

            ขณะที่เหอปิซูกำลังพออกพอใจในตัวเองอยู่นั้นโพสต์เวย์ป๋อโพสต์หนึ่งก็ปรากฏขึ้น เมื่อเขาเห็นโพสต์เวย์ป๋ออันนี้ เขาก็รู้สึกเหมือนหน้าแก่ๆ ของตัวเองถูกตบเข้าฉาดใหญ่ เจ็บปวดยิ่งนัก

             

            “ฮัวชุนเซิงเซียเยว่ อย่าเหิมเกริมให้มากนัก ! ”

             

            ………………

             

            กลับไปที่ห้องถ่ายทอดสดตั้งแต่โจทย์ข้อแรกถูกตั้งจนถึงตอนนี้ก็เกือบจะ 5 นาทีแล้ว

             

            “หมาบ้าจินนี่ก็ใกล้จะหมดเวลาแล้วนะ กวีที่นายแต่งยังไม่เสร็จอีกหรือ ? ”

             

            “อย่าทำให้เราต้องดูถูกนายนะ! แพ้แล้วก็คือแพ้ อย่ามาเล่นตุกติก ! ”

             

            “นั่นสิถึงชื่อเสียงของนายจะฉาวโฉ่อยู่แล้ว แต่วันนี้มีคนมากมายที่มาร่วมเป็นพยาน จะบิดพลิ้วไม่ได้นะ! ”

             

            ชาวเน็ตเริ่มโวยวายเพราะนักเขียนเซียเยว่แต่งกวีเสร็จตั้งนานแล้ว ทำไมจินฉือถังยังไม่เริ่มอีกล่ะ ?

             

            “หึ บทกวีหนึ่งบทใช่ไหม? ” จินฉือถังเบะปาก ในขณะนั้นปากของเขาก็พูดไปด้วยและเริ่มลงมือพิมพ์ลงบนแป้นพิมพ์“บทกวีของผมมีชื่อว่า ‘รักออนไลน์’”

             

            “เมาส์ดั่งศรรักโลดแล่นอย่างอิสระบนอินเทอร์เน็ต

            ต่อกแต่กต่อกแต่กเคาะแป้นคีย์บอร์ด

            ตั้งตารอคนงามเกลียดนักเน็ตช้า

            เฝ้ารอเหมือนคนบ้าเพื่อความโรแมนติกบนโลกออนไลน์

            กินขนมปังกับมาม่าหมดสิ้นหนทาง

            โลกออนไลน์ช่างลึกลับพูดคำรักโดยไม่เห็นหน้า

            ใครจะรู้บ้างว่าจวนจวนและมี่เสว่เอ๋อร์ต่างเป็นผู้ชายทั้งคู่”

             

            “ไรวะนั่น? ไอ้ของแบบนี้มันคู่ควรเรียกว่าบทกวีด้วยหรือ ?”

             

            “โดยเฉพาะจวนจวน มี่เสว่เอ๋อร์… ไม่มีความเป็นวรรณกรรมเลยสักนิด”

             

            “ใครก็ได้เอาไอ้นี่ไปเก็บที อะไรของมันกันเนี่ย ? ”

             

            ทันทีที่จินฉือถังพูดจบเหล่าผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดก็พากันไม่พอใจ ของแบบนี้ไม่ใช่บทกวีที่พวกเขาจินตนาการไว้เลยกวีตลกขบขันก็ยังไม่ใช่ด้วยซ้ำ

             

            การแต่งเรื่องที่ตรงไปตรงมาไม่มีความเป็นวรรณกรรมแบบนี้ถ้าเอาไปเทียบกับ ‘กวีไร้ชื่อ’ ของเซียเยว่ก็เหมือนเป็นการดูถูกเขา ไม่ละอายแก่ใจบ้างหรือไง คนไร้ยางอายแบบนี้ก็มีด้วยหรือ

             

            “พวกคุณพูดแบบนี้ก็ไม่ถูก”

             

            เมื่อเจอกับคำด่าของชาวเน็ตแต่จินฉือถังกลับนิ่งสงบมาก เขาพูดว่า “การแข่งนี้บอกแค่ว่าให้เขียนบทกวีหนึ่งบทใน5 นาที แต่ไม่ได้บอกว่าต้องมีความเป็นวรรณกรรมมากน้อยแค่ไหน ผมถามพวกคุณหน่อยละกันว่าผมแต่งบทกวีออกมารึยัง ? ”

             

            เมื่อเห็นจินฉือถังมีความยโสโอหังขนาดนั้นไม่ว่าจะเป็นพวกหลินเยว่หรือพวกหลางเวิ่นซิงก็โมโหกันทุกคน ความหน้าด้านของคน ๆ นี้เกินกว่าที่ทุกๆ คนจะเข้าใจได้เลยจริง ๆ

             

            “เอาล่ะในเมื่อไม่ได้พูดเรื่องข้อตกลงในการแข่งขันให้ดี งั้นก็ถือว่าเขาผ่าน”

             

            หลิวจือเซียเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับพูดว่า“ผมเขียนเนื้อร้องและทำนองของเพลงเสร็จแล้ว ต่อไปก็เตรียมเรียบเรียงทำนองบนคอมพิวเตอร์หวังว่าของคุณจะดำเนินการได้อย่างราบรื่นเหมือนกันนะครับ”

     

            หลิวจือเซียพูดเสร็จแล้วก็ลงไปนั่งหน้าคอมพิวเตอร์และเริ่มเรียบเรียงทำนองด้วยโปรแกรมอะไรบางอย่าง ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะจดลิขสิทธิ์เพลงนี้บนเว็บไซต์ของสมาคมลิขสิทธิ์อีกด้วย

             

            10นาทีผ่านไป หลิวจือเซียที่ง่วนอยู่กับงานก็หยิบกีตาร์โปร่งตรงผนังขึ้นมา จากนั้นก็พูดกับทุกคนในห้องถ่ายทอดสดว่า“ขอโทษที่ทำให้ทุกคนเสียเวลา ตอนนี้ผมแต่งเพลงเสร็จแล้ว เพื่อน ๆ ทุกคน มีใครอยากลองฟังกันไหมครับ? ”

             

            “เร็วขนาดนี้เลยหรือ? ”

             

            ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดทุกคนฮือฮานี่เวลาเพิ่งผ่านไป 20 นาทีเอง อย่าว่าแต่แต่งเนื้อร้องและทำนองเลย แม้แต่ดนตรีประกอบก็ทำออกมาเสร็จแล้วนี่มันเกินจินตนาการจริง ๆ

             

            ทุกคนต่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลย

             

            “เดี๋ยวๆ ผมมีข้อเรียกร้อง ! ” ตอนนั้นเอง จินฉือถังก็พูดขึ้น

             

            “คุณจะพูดอะไรก็รีบพูดออกมาเลย”หลิวจือเซียกล่าว

             

            ใบหน้าของจินฉือถังปรากฏรอยยิ้มชั่วร้ายเขาพูดว่า “มันง่ายมาก เรื่องเพลงเราต้องเปรียบเทียบกันสิ ! ถ้าหากคุณแต่งเพลงขยะ ๆขึ้นมา การแข่งนี้จะมีความหมายอะไรล่ะ ? ”

             

            มีหลายแง่มุมในการแต่งเพลงให้ประสบความสำเร็จหนึ่งในสิ่งที่สำคัญก็คือการผสมผสานเนื้อร้องและทำนองเพลง

             

            หากผสมผสานได้ไม่สมบูรณ์แบบก็หมายความการแต่งเพลงนั้นไม่ประสบความสำเร็จ

     

            ภายใต้เงื่อนไขนี้จินฉือถังยังเพิ่มการแข่งขันการแต่งเพลงเข้ามาอีก เท่ากับเพิ่มหลักประกันให้ตัวเองอีกหนึ่งอย่าง

             

            หลักประกันสองอย่างเป้าหมายย่อมเป็นชัยชนะอยู่แล้ว !

             

            “ให้ตายเถอะไอ้หมาจินโคตรหน้าด้าน ! บทกวียังไม่ประสบความสำเร็จยังมีความคิดที่จะแข่งแต่งเพลงอีก! ”

             

            “เฮ้ยๆ ให้แค่คณะกรรมการเป็นผู้ตัดสิน แต่ห้ามผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดงดออกความคิดเห็นอย่างนั้นหรือ? ”

             

            “ไอ้หมาจินแกมันไอ้แก่เจ้าเล่ห์หน้าตัวเมีย ! ”

             

            เหล่าท่านผู้ชมเกิดการไม่พอใจจินฉือถังทำออกมาแบบไม่มีคุณภาพได้ แต่พอเป็นหลิวจือเซีย ต้องทำออกมาแบบมีคุณภาพงั้นหรือ?

             

            แม้ว่าแฟนคลับของหลิวจือเซียเองก็อยากฟังเพลงเพราะๆ แต่ในสถานการณ์นี้ ชนะได้ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยเพลงที่มีคุณภาพและไพเราะก็ได้มั้ง

             

            “ผมทำแบบนี้ก็เพื่อพวกคุณด้วยนะ! ” จินฉือถังพูด “พวกคุณไม่อยากฟังเพลงใหม่เพราะ ๆ ที่ซุปเปอร์สตาร์ของพวกคุณแต่งขึ้นมากับมือหรือครับ? ”

             

            ผู้ชมบางคนยังคงด่าเขาแต่บางคนก็เริ่มหวั่นไหว

     

            “ได้ผมตกลงตามที่คุณเรียกร้อง ! ” หลิวจือเซียไม่สนใจ ถึงยังไง เพลงของเขาทั้งหมดก็เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วรวมถึงทั้งทำนองและดนตรีประกอบ

     

            “ขอบคุณที่เข้าใจ”จินฉือถังตีสองหน้าขอบคุณเขา แต่จากสีหน้าแล้ว มองออกได้ไม่ยากว่ากำลังยินดีปรีดาในความทุกข์ของคนอื่น“งั้นก็เชิญเริ่มได้เลย”

             

            ขณะนี้ภายในห้องถ่ายทอดสดเงียบกริบหวงปิ่งคุน หลางเวิ่นซิง รวมทั้งเหล่าแฟนคลับของหลิวจือเซียต่างเต็มไปด้วยความคาดหวัง

             

            ส่วนจินฉือถังจ้าวเผิงชู หานจวิ้นชิง และคนอื่น ๆ ที่มีความแค้นกับหลิวจือเซีย ก็ล้วนอยากเห็นหลิวจือเซียทำตัวเองขายหน้าแล้วพ่ายแพ้การแข่งขันไป

             

            แต่หลิวจือเซียจะปล่อยให้เป็นไปตามความปรารถนาของพวกเขางั้นหรือ?

             

            “เพลง‘เพราะรัก’ สำหรับคู่รักและสามีภรรยาทุกคู่ที่ผูกพันกันเพราะรัก! ”

             

            หลิวจือเซียเปิดดนตรีประกอบบนคอมพิวเตอร์และเริ่มดีดกีตาร์

             

            ไม่นานท่วงทำนองอันไพเราะของกีตาร์โปร่งทำนองอะคูสติกก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงร้องที่สูงเล็กน้อยของหลิวจือเซีย

             

            “มอบซีดีแผ่นเก่าให้เธอ

             

            ลองฟังความรักของเราแต่ก่อนนั้น

             

              อาจมีบางคราที่หลงลืม

             

            ฉันยังรักเธออยู่…”

             

            ทันทีที่เปล่งเสียงร้องออกมาความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายได้หลั่งไหลเข้ามาในหัวใจของเขา หลิวจือเซียหลับตาลงและปล่อยตัวเองอินไปกับเพลง

             

            “ไม่อาจร้องเพลงนั้นได้อีกแล้ว

     

            คราที่ได้ยินจะเขินอายเบือนหน้าหนี

     

            แม้ว่าจะลืมอยู่บ่อยครั้ง

     

            แต่ฉันยังคงรักเธออยู่…”

     

            ในท่อนที่สองเสียงของหลิวจือเซียพลันเปลี่ยนเป็นเสียงใสและอ่อนโยนขึ้น นี่เป็นบรรยากาศที่หลิวจือเซียตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะให้ผู้ฟังแยกแยะได้ว่าท่อนไหนชายหรือหญิงร้อง

             

            “หญิง: เพราะว่าความรัก ไม่อาจโศกเศร้าได้ง่าย ๆ

     

            ชาย: ฉะนั้นจึงดูมีความสุขเสียทุกอย่าง

             

            หญิง: เพราะว่าความรัก ง่ายต่อการงอกงาม

             

            ชาย: ยังคงสามารถทุ่มเทเพื่อเธอได้ทุกเวลา

             

            หญิง: เพราะว่าความรัก ไม่อาจมีวันแปรสภาพ

             

            ชาย: ฉะนั้นเรายังคงเป็นเด็กหนุ่มสาวเหมือนเช่นเคย

             

            หญิง: เพราะว่าความรัก อยู่ ณ ที่แห่งนั้น

             

            ชาย: ยังคงมีผู้คนเดินขวักไขว่…”

             

            การร้องคู่สลับกันคนละท่อนนี้การร้องเสียงสูงอบอุ่นสลับกับเสียงใสอ่อนโยน และเสียงลูกคอเล็ก ๆ หลังคำแต่ละคำ ทำให้คนฟังถึงกับขนลุก

             

            ไม่ต้องพูดถึงท่วงทำนองและความคิดทางศิลป์ของทั้งเพลงแค่ความรู้สึกที่หลิวจือเซียใส่เข้าไป ทั้งความรู้สึกในยามหนุ่มสาวและความรู้สึกเมื่อเวลาผ่านไปก็ซึมลึกถึงกระดูกแล้ว !

             

            ดูที่เนื้อเพลงอีกครั้งทั้งหมดเป็นถ้อยคำที่เรียบง่าย เป็นคำศัพท์ที่เข้าใจง่ายที่สุด แต่มันให้ความรู้สึกรักที่ซึมลึกเข้าไปในก้นบึ้งของหัวใจลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

     


     

    คล้ายกับเรื่องคุณพ่อยอดซุปเปอร์สตาร์ (นิยายแปล) **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน