“พ่อครับ แม่ครับ รอทิศก่อน อย่าเพิ่งไป”
เด็กชายวัยสิบขวบะโเรียก เร่งฝีเท้าวิ่งไปข้างหน้าตามร่างโปร่งเบาสองร่างซึ่งลอยห่างกลืนไปในหมอกขาวอันน่าฉงน
ยิ่งวิ่งก็เหมือนยิ่งไกลขึ้น ไกลขึ้นกระทั่งพบว่าตัวเขาอยู่เพียงลำพังท่ามกลางหมอกขาวและคนสองคนที่เขาอยากพบหายวับไปต่อหน้า
“....”
หนูน้อยเงยหน้ามองไปโดยรอบหรี่ตาเมื่อแสงสีขาวสว่างจ้ากระทบและเสียงเครื่องยนต์ชนกันดังสนั่น
“เปรี้ยง โครม”
“....”
ภาพที่เห็นในดวงตาพร่าเลือนคือกล่องไฟสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันยาวปรากฏตัวสลับกับเพดานห้องสีขาวเคลื่อนที่ต่อเนื่อง
เสียงลมหายใจหนักหน่วงคล้ายคนออกแรง เสียงคนคุยกันและเสียงล้อรถดังแกรกกรากแว่วเข้าหูซึ่งเป็อวัยวะเพียงสองส่วนที่พอจะใช้การได้บ้าง
ความเย็นะเืฉาบผิวจนหนาวร่างกายหนักปวดหนึบทั่วตัวคล้ายโดนบางสิ่งทับไว้
และรู้สึกเจ็บแปล๊บในกายทุกครั้งเมื่อพยายามสูดลมหายใจเข้าไปจนลึกทำให้ต้องรีบผ่อนออกโดยเร็วเพื่อคลายความเจ็บให้ทุเลาจนไม่อยากฝืนสูดลมหายใจเข้าไปอีก
ในหัวมีเพียงความว่างเปล่า ไม่รู้สิ่งใดเลยไม่ว่าจะเป็เื่ราวเหตุการณ์หรือสถานที่
เสียงหนึ่งดังกังวานเรียกชื่อเขาเป็เสียงผู้หญิงที่อ่อนโยนระรื่นหู
“ทิศ ทิศ ชลทิศ ชลทิศ อดทนไว้นะลูก อาอยู่ตรงนี้ อยู่กับอาก่อนนะลูก”
แต่พอพยายามกรอกตามองหาที่มาแห่งเสียง เปลือกตากลับหนักอึ้งจนปิดลงพร้อมสติหลุดลอย
“อะ....” ร่างกำยำของ ชลทิศ อภิมงคล ชายหนุ่มวัยสามสิบปีเศษสะดุ้งพรวดขึ้นจากเตียงนอนนั่งหอบ ในความสลัวเม็ดเหงื่อผุดพรายปรากฏขึ้นทั่วใบหน้าและลำตัว
เสียงลมแอร์ดังผสานเสียงหายใจถี่เร็ว
ฝันซ้ำซากขาด่เกิดขึ้นนับั้แ่เขาอายุเพียงสิบขวบจนเวลาล่วงเลยกระทั่งตอนนี้อายุย่างเข้าสามสิบต้น ๆ ก็ยังคงฝันอยู่
“โอ๊ะ...”