ตอนที่ 14 ผู้ใต้บังคับบัญชา (2)
คนผู้นั้นถูกถีบก็ไม่โกรธ ส่ายมือหัวเราะเสียงดัง ลูบหลังศีรษะแล้วยิ้มพลางพูด “ที่ไหนกัน กระหม่อมยังต้องเร่งเสบียง ส่งของ ตั้งค่าย วันๆ ก็มีแค่กระหม่อมที่ยุ่งทั้งวัน ยามใดที่ท่านอ๋องเกิดเห็นพระทัยขึ้นมา ให้พวกเราแลกหน้าที่กับพี่เผิง เมื่อนั้นกระหม่อมรับรองว่าต่อไปจะไม่มารบกวนการสนทนาของท่านอ๋องกับใต้เท้ากุนซือแล้วพ่ะย่ะค่ะ...”
คนผู้นี้มีนามว่าเมิ่งต๋าเซียน เป็ทหารเพียงคนเดียวที่ซ่งจื่อเฉินพอไว้ใจได้ในบรรดาแม่ทัพที่ตามออกมารบด้วย แต่ก็ไม่ใช่เพราะต่อมาเขามีความจงรักภักดีอะไร ทว่าเป็เพราะต่อมาเขาตายในสนามรบตอนทำาที่เหลียวซี[1] ไม่ได้อยู่จนถึงเหตุการณ์หักหลังในกองทัพ
มองดูคนเพียงคนเดียวที่ไร้ประวัติด่างพร้อยทว่ากลับมีท่าทางที่ดูพึ่งพาไม่ได้ ซ่งจื่อเฉินอดรู้สึกไม่ได้ว่าเมื่อชาติก่อนตัวเองช่างมีชีวิตอยู่อย่างน่าอนาถเสียจริง แอบถอนหายใจด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย พลันออกคำสั่งให้เมิ่งต๋าเซียนเฝ้าอยู่นอกกระโจมรอคนที่เหลือมากันครบ พามู่ชิวเข้าไปนั่งในกระโจมด้วยกัน ครุ่นคิดเื่ของคนเหล่านี้ไปพลาง
แม่ทัพที่ติดตามมาด้วยครั้งนี้มีทั้งหมดสี่คน นอกจากเมิ่งต๋าเซียนคนนี้ที่มีหน้าที่คุมเสบียง ยังมีเซวียจ้าวแม่ทัพฝ่ายซ้าย ถังเหวินข่ายแม่ทัพฝ่ายขวา และเผิงเฟยกุยแม่ทัพนำทัพหน้า คนพวกนี้ล้วนเป็คนที่เหลือจากการตัดคนของซ่งจื่อเซวียนทิ้งแล้วด้วยความแน่ใจ ในบรรดาสี่คนนี้ต่างเคยเข้าร่วมการหักหลังโจมตีเขาในครั้งนั้นยกเว้นเมิ่งต๋าเซียน ทว่าเผิงเฟยกุยไม่ได้ลงมือั้แ่ต้นจนจบ ถังเหวินข่ายกับเซวียจ้าวก็ยั้งมือ ก่อนเดินทางเขาคิดทบทวนครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดก็เลือกสี่คนนี้ติดตามมาด้วย
อย่างไรเสียด้วยสภาพการณ์ที่เขาถูกทุกคนหักหลังในชาติก่อน หากจะให้ตัดทุกคนที่มีใจแปรพักตร์ก็เกรงว่าข้างกายเขาจะไม่เหลือคนที่ใช้งานได้นอกจากมู่ชิว...
เขานวดขมับด้วยความปวดหัวพลางถอนหายใจ ซ่งจื่อเฉินแทบอยากหวดหมัดใส่ตัวเองในตอนนั้น ขณะที่กำลังเหม่อลอยก็มีคนกางแผนที่ลงตรงหน้าอย่างแ่เบา เขาเงยหน้าขึ้นทันทีแล้วก็เจอกับสายตาเอาใจใส่ของมู่ชิว “ท่านอ๋องอย่าเพิ่งรีบกลุ้มพระทัย ขอเพียงรับรองความปลอดภัยได้ อันที่จริงการผ่านหุบเขาไปให้ได้อย่างราบรื่นก็ไม่ใช่เื่ยาก แม้เื่ของพวกเรายังต้องคิดทบทวนให้มาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีแก้ปัญหาพ่ะย่ะค่ะ”
“ก็ได้ ยังไม่คิดมากแล้วกัน”
ซ่งจื่อเฉินผ่อนลมหายใจ เอามือลูบหน้าอย่างแรง เบนความสนใจกลับไปบนแผนที่ตรงหน้า บังคับตัวเองให้จ้องอยู่สักพัก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังเอาใจจดจ่อไม่ได้ เขานวดขมับเงยหน้าขึ้น ลองกระซิบถามหยั่งเชิง “มู่ชิว พวกเขาสี่คนหลายวันมานี้เ้าก็เคยเจอหน้าแล้ว...เ้าคิดว่าคนไหนน่าไว้ใจบ้าง”
“ยังไม่รู้จักนิสัยใจคอมากนัก กระหม่อมเองก็รู้สึกไปตามสัญชาตญาณ ท่านอ๋องแค่รับฟังไว้ก็พอ ไม่ต้องคิดเป็จริงเป็จังนัก”
มู่ชิวส่ายหน้า เขานั่งลงข้างๆ กัน นิ่งเงียบไปสักพักถึงเอ่ยขึ้น “ถังเหวินข่ายกับเซวียจ้าวดูไม่น่าพึ่งพานัก ใช่ว่าสองคนนี้จะมีใจแปรพักตร์ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีไปตลอด อันที่จริงพวกเขาไม่มีจุดยืนให้น่าพูดถึง ทว่าดอกหญ้าริมกำแพงย่อมลู่ไปตามสายลม เห็นใครแข็งแกร่งมีอำนาจก็เอนเอียงไปทางนั้น ส่วนแม่ทัพเมิ่ง นิสัยของเขาเป็คนเปิดเผย เป็นักรบที่แท้จริง ก็แค่เปิดเผยมากเกินไปหน่อย ยากที่จะฝากฝังงานใหญ่ได้...”
“จุดนี้พวกเราสองคนคิดไปในทางเดียวกัน” ซ่งจื่อเฉินส่ายหน้าพลางฝืนยิ้ม ผ่อนแรงลงเอนตัวพิงเก้าอี้ ถอนหายใจเบาๆ อย่างจนปัญญา “คนที่ไว้ใจได้ก็พึ่งพาไม่ได้ คนที่พึ่งพาได้ก็ไว้ใจไม่ได้ หลายปีมานี้ข้าทำอะไรไว้กันแน่ ถึงพาตัวเองตกต่ำถึงขั้นนี้ได้...”
“ยามนี้ท่านอ๋องยังสร้างรากฐานไม่มั่นคง อำนาจยังมีไม่มาก จะมามัวท้อแท้เช่นนี้ได้อย่างไร”
มู่ชิวพูดเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ตบแขนของซ่งจื่อเฉินเบาๆ เงียบไปสักพักถึงพูดต่อ “อันที่จริง เท่าที่กระหม่อมดู ก็ใช่ว่าแม่ทัพเผิงจะทำงานใหญ่ไม่ได้ คนผู้นี้วางตัวเถรตรง ทำงานมีขอบเขต หากท่านอ๋องผูกสัมพันธ์กับแม่ทัพเผิงได้ แสดงความจริงใจออกไป ก็อาจได้แม่ทัพที่มีความสามารถมานะพ่ะย่ะค่ะ”
ครั้นได้ฟังคำพูดของมู่ชิว ในใจของซ่งจื่อเฉินกลับรู้สึกใ เขาคิดเพียงว่าคนพวกนั้นที่ทรยศเขาเมื่อชาติก่อนไม่น่าไว้ใจทั้งนั้น แต่กลับลืมไปว่าพฤติกรรมของตัวเองล้วนถูกซ่งจื่อเซวียนยุยง ทำเช่นนั้นก็ใช่ว่าจะได้ใจคนกลับมา หากเขายังเอาแต่ยึดติดอยู่กับการกระทำในชาติก่อน เกรงว่าชาตินี้คงยากจะเลี่ยงเส้นทางสู่ความตายเช่นกัน
“เพียงแต่ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ กองทัพยังจำเป็ต้องให้แม่ทัพเผิงเป็เสาหลัก หากกระหม่อมกับท่านอ๋องเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นมา มีเพียงการพึ่งพาแม่ทัพเผิงเท่านั้นถึงจะมีโอกาสพลิกสถานการณ์ ดังนั้นเื่ล่อศัตรูก็ไม่อาจให้ใครทำได้นอกจากเขา...”
มู่ชิวไม่รู้ความคิดซ่งจื่อเฉิน ยังคงครุ่นคิดพลางพูดต่อ ซ่งจื่อเฉินดึงสติกลับมาจากภวังค์ ได้ฟังคำพูดของมู่ชิวสีหน้าก็ขรึมลงเล็กน้อย “พูดไปพูดมา เ้าก็อยากทำด้วยตัวเองอยู่ดี แต่ถ้าข้าไม่เห็นด้วยล่ะ”
มู่ชิวถูกเขาขัดจังหวะก็เงยหน้ามองท่านอ๋องของตัวเองด้วยสายตาเคร่งเครียด เงียบไปสักพักถึงพูดขึ้น “ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมก็จะทำให้ท่านอ๋องสลบ ขนใส่รถม้าแล้วส่งตัวออกไป”
“อะไรนะ”
ซ่งจื่อเฉินนึกไม่ถึงว่ามู่ชิวจะตอบแบบนี้ กะพริบตาปริบๆ ด้วยความใ มองใบหน้าที่ไม่เหมือนกำลังล้อเล่นของมู่ชิว ทันใดนั้นก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ ดีดตัวลุกขึ้นพลางถอยหลังไปสองก้าวอย่างหวาดระแวง “มู่ชิว เ้าจะรังแกกันเช่นนี้ไม่ได้นะ...”
เชิงอรรถ
^ พื้นที่ฝั่งตะวันตกของมณฑลเหลียวหนิงในปัจจุบัน