ตอนที่ 152 ความรู้สึกที่เริ่มก่อตัว
ตอนที่ 152 “ดนัยเร็วๆสิเดี๋ยวก็ตกเครื่องหรอก !!” ฮิคาริพูดพลางหันไปหาดนัยที่อยู่ด้านหลังซึ่งกำลังเดินตามมาอย่างช้าๆโดยมียูมิคอยพยุง “ฮิคาริเธอก็อย่าเร่งมากนักสิเธอก็รู้ดนัยเขาผ่านการเจาะกระดูกสันหลังมากี่รอบ” ยูมิตีหน้าตึงใส่ฮิคาริที่เร่งให้ดนัยเดินไวๆ “ก็แค่เจาะกระดูกสันหลังเองน่าทำเป็นสำออยไปได้ดนัยอีกวันสองวันก็หายปวดเมื่อยเองนั่นแหละ” ฮิคาริบอก “เธอลองมาโดนแบบฉันมั้ยล่ะโดนเจาะเช้า กลางวัน เย็นวันละสามเวลาติดต่อกันสามวันน่ะนี่แค่ฉันเดินได้ก็ดีแค่ไหนแล้วเนี่ย” ดนัยพูดเพราะตอนนี้เขาปวดไปทั้งตัวจากการเจาะกระดูกสันหลังเพื่อนำน้ำในไขกระดูกไปใช้ผลิตยาต้านไวรัสซึ่งตอนแรกที่ดนัยรู้ว่ามีภูมิคุ้มกันบางตัวที่ร่างกายเขาสร้างขึ้นมาสามารถใช้จัดการกับไวรัสได้ก็ตกใจอยู่พอสมควรและเมื่อทางโรงพยาบาลมาขอไขกระดูกเขาเพื่อนำไปสกัดสร้างเป็นยาต้านไวรัสเขาก็อนุญาตทันทีนั่นจึงทำให้ดนัยถูกเจาะไขกระดูกไปหลายครั้งมาก “เอาน่าแค่เจาะไขกระดูกเองแต่ก็ดีไม่ใช่เหรอทางกรมควบคุมโรคของอินเดียเขาอุส่าตั้งชื่อยาต้านไวรัสตามชื่อนายเลยนะ” ฮิคาริพูดพลางนึกถึงยาต้านไวรัสนิปาห์ที่ตั้งชื่อตามดนัยผู้เป็นเจ้าของไขกระดูกที่ทำให้สามารถผลิตยาต้านไวรัสได้ “ก็ถึงบอกไงว่าไม่ต้องตามชื่อฉันก็ได้” ดนัยพูดพลางเขินหน้าแดงเพราะนึกไม่ถึงว่าชื่อตนจะถูกนำไปตั้งเป็นชื่อยาต้านไวรัส “แต่ดนัยคะไม่ไปทักท้วงหน่อยเหรอคะเรื่องชื่อน่ะ” ยูมิถาม “ไม่เป็นไรหรอกครับก็พวกเขาเข้าใจผิดว่าผมเป็นคนญี่ปุ่นนี่นาเลยตั้งชื่อยาต้านไวรัสเป็นแบบชื่อคนญี่ปุ่น” ดนัยพูดพลางนึกถึงชื่อของเขาที่ตั้งเป็นชื่อยาต้านไวรัสว่า DA-NA-I ถึงแม้จะไม่ใช่ชื่อเขาตรงๆก็เถอะแต่มันก็ดูเขินแปลกๆอยู่เหมือนกันเพราะดันไปมีชื่อตัวเองอยู่ในยาที่ผู้คนกำลังใช้กันนี่เนอะ ซึ่งชื่อเป็นทางการของมันก็คือ ยาต้านไวรัสดานาอิ นั่นเอง ท่านผู้โดยสารโปรดทราบขณะนี้เที่ยวบินตรงประเทศญี่ปุ่นเที่ยวบิน FS4427 กำลังจะออกในอีก 25 นาทีขอให้ผู้โดยสารที่จะเดินทางด้วยเที่ยวบิน FS4427 รีบเช็คอินภายใน 10 นาทีที่ประตูทางออกหมายเลข 3 เสียงประกาศจากสนามบินดังขึ้น “เครื่องจะออกแล้วยูมิ ดนัยทั้งสองคนรีบหน่อยนะถ้าตกเครื่องกว่าเครื่องจะออกก็อีกตั้ง 8 ชั่วโมง” ฮิคาริบอก “อือ !!x2” ยูมิและดนัยพยักหน้าจากนั้นพวกเขาทั้งสามคนก็รีบมุ่งหน้าไปที่ประตูทางออกหมายเลข 3 เพื่อเช็คอินก่อนจะขึ้นเครื่องบินไปในเวลาต่อมา 14 ชั่วโมงต่อมา “ฟู่ว...ในที่สุดก็ถึงสักทีช่างเป็นการเดินทางไปผ่าตัดที่ยาวนานเหลือเกินรอบนี้” ดนัยพูดออกมาหลังจากลงมาถึงสนามบินนาริตะของประเทศญี่ปุ่น “มันนายก็เพราะนายดันป่วยติดโรคระบาดนั่นแหละดนัย” ฮิคาริบอก “โธ่...ฮิคาริเธออย่าพูดอย่างนั้นสิถึงดนัยเขาจะป่วยแต่ก็เป็นเพราะเขานะถึงค้นพบและผลิตยาต้านไวรัสได้เร็วขนาดนี้ถ้าไม่ได้ดนัยล่ะก็คนในประเทศอินเดียคงเสียชีวิตกันเยอะกว่านี้แน่แถมยังมีโอกาสที่ไวรัสจะกระจายไปทั่วโลกอีก” ยูมิพูดเข้าข้างดนัยเสมอ “แหมเธอนี่ก็อยู่ข้างเดียวกับดนัยตลอดนั่นแหละว่าแต่พวกเรารีบกลับโรงพยาบาลกันเถอะวันนี้พวกเราไม่ได้ลางานนะยูมิ” ฮิคาริบอกเพราะวันนี้เธอกับยูมิจะต้องกลับไปทำงานหลังจากหยุดมาหลายวันเพราะติดอยู่ที่อินเดีย “อือกลับไปโรงพยาบาลกันเถอะ” ยูมิพยักหน้า “นี่แล้วฉันล่ะต้องกลับไปผ่าตัดเลยมั้ย” ดนัยถามเพราะฮิคาริไม่ได้บอกว่าเขาต้องกลับไปทำงานหรือไม่ “ฉันให้นายหยุดอีกสองวันเพราะตอนนี้นายคงปวดกล้ามเนื้อไปทั้งตัวให้เข้าห้องผ่าตัดสภาพแบบนี้เกิดพลาดขึ้นมาเดี๋ยวจะเป็นปัญหา” ฮิคาริบอก “ขอบคุณนะฮิคาริเธอเป็นหัวหน้าที่ใจดีที่สุดเลย” ดนัยทำสีหน้าซึ้งใจเพราะเขาเองก็รู้สภาพร่างกายของตัวเองดี “พูดมากน่ายูมิเรียกแท็กซี่กันเถอะ” ฮิคาริบอกจากนั้นยูมิก็ไปเรียกแท็กซี่ก่อนทั้งสามคนจะนั่งรถแท็กซี่กลับไปที่โรงพยาบาลส่วนดนัยนั้นหลังจากมาถึงโรงพยาบาลก็กลับไปหอพักเพื่อพักผ่อน ห้องพักของดนัย แกร๊ก !! ดนัยเปิดประตูห้องพักเข้ามาก่อนจะเดินลากกระเป๋าไปวางไว้มุมห้องและเดินไปที่เตียงทันที ตุ่บ !! ดนัยเมื่อมาถึงเตียงเขาก็ล้มตัวลงนอนทันที “ฟู่ว...ให้ตายสิช่างเป็นทริปที่เหนื่อยชะมัดแค่ผ่าตัดก็เหนื่อยมากแล้วนะดันเป็นไข้อีกแถมไม่ใช่ไข้ธรรมดาดันเป็นไข้จากไวรัสนิปาห์ที่มีโอกาสตายสูงถึงจะโชคดีหายมาได้แต่ภูมิคุ้มกันของเราดันเป็นตัวสร้างยาต้านไวรัสจนต้องถูกเจาะน้ำในไขกระดูกไปตั้งหลายรอบเล่นเอาปวดระบมไปหมดเลย” ดนัยบ่นออกมาหลังจากนอนลงบนเตียง ทำไมชีวิตเรามันซวยขนาดนี้นะออกไปผ่าตัดต่างประเทศทีไรชอบเกิดเรื่องขึ้นรอบตัวเราทุกทีนี่เราเป็นญาติกับเจ้าหนุ่มนักสืบมอปลายที่กลายร่างเป็นเด็กหรือไงกัน ดนัยนึกถึงตัวละครเอกในการ์ตูนดังเรื่องหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นตัวละครที่ไปไหนมาไหนก็มีแต่เรื่องไม่ดีเกิดขึ้น “เฮ้อ...สงสัย...หลังจากนี้เราคงต้อง...ไป...ทำบุญ...สักหน่อย...ฟรี้ !!” ดนัยที่เดินทางกลับมาเหนื่อยๆในที่สุดก็หลับไปทั้งอย่างนั้น ดนัยหลับไปหลายชั่วโมงก่อนจะตื่นมาตอนฟ้ามืด “อือ...นี่กี่โมงแล้วเนี่ย” ดนัยงัวเงียขึ้นมาก่อนจะหยิบมือถือออกมาดูเวลา “สองทุ่มงั้นเหรอเราหลับไปนานเลยสินะ” ดนัยพูดเพราะเข้ากลับมาถึงญี่ปุ่นก็ตอนเกือบ 9 โมงเช้ากว่าจะกลับมาถึงหอพักก็เกือบ 11 โมงนั่นแสดงว่าเขาหลับไปเกือบ 9 ชั่วโมงเลยทีเดียวตอนนั้นเองประตูห้องของเขาก็มีเสียงคนเคาะดังขึ้น ก๊อก !! ก๊อก !! ก๊อก !! ดนัยที่ได้ยินเสียงคนเคาะประตูจึงลุกขึ้นไปเปิดประตู แกร๊ก !! ดนัยเปิดประตูห้องของเขาก็เห็นยูมิในชุดกาวน์หมอยืนอยู่หน้าห้องของเขา “ดนัยนี่ยังอยู่ในชุดเดินอีกเหรอคะเนี่ย...แล้วนั่นกระเป๋ายังไม่ได้รื้อเลยนี่นา” ยูมิอุทานออกมาเมื่อเห็นกระเป๋าเดินทางของดนัยที่ยังไม่ได้ถูกรือ “อ่าพอดีผมหลับไปน่ะครับ” ดนัยบอก “งั้นเหรอคะพอดีฉันพึ่งเลิกงานแล้วนึกเป็นห่วงเลยแวะมาดูว่าแต่ได้กินอะไรบ้างยังคะเนี่ย” ยูมิถาม “ก็...” จ๊อก !! ดนัยยังไม่ทันได้พูดอะไรท้องเขาก็ร้องเสียงดัง “ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องสินะคะเอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันทำอะไรให้กินก็แล้วกันขอเข้าไปหน่อยนะคะดนัย” ยูมิพูดก่อนจะแทรกตัวเข้ามาในห้องของดนัย “เดี๋ยวสิครับคุณยูมิผมทำกับข้าวกินเองได้ไม่ต้องรบกวนคุณหรอกครับ” ดนัยพูด “ดนัยอยู่เฉยๆไปเถอะค่ะฝืนมากเดี๋ยวก็ไม่หายก่อนหมดวันหยุดที่ฮิคาริให้หรอกร่างกายน่ะยังปวดอยู่ใช่มั้ยล่ะคะโดยเฉพาะที่หลัง” ยูมิบอก อึก !! ดนัยที่ได้ยินแบบนั้นก็เถียงไม่ออกเพราะเขานั้นปวดหลังค่อนข้างมากจากการถูกเจาะไขกระดูกหลายครั้ง “เอาเป็นว่าดนัยไปอาบน้ำเถอะค่ะเดี๋ยวฉันจะทำอะไรให้กินเอง” ยูมิพูดก่อนจะเดินไปรื้อตู้เย็นของดนัยเพื่อหาวัตถุดิบมาทำอะไรให้ดนัยกิน “อ๊ะมีเนื้อไก่อยู่ในช่องแช่แข็ง...ผักสดก็มีด้วย” ยูมิรื้อตู้เย็นของดนัยอย่างสนุกสนาน “เฮ้อ...ช่วยไม่ได้นะ” ดนัยพูดก่อนจะเดินไปห้องน้ำเพื่ออาบน้ำให้เรียบร้อย อีกด้านหนึ่ง หน้าห้องของดนัยนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งในชุดกาวน์กำลังยืนพิงกำแพงฟังเสียงที่ดังออกมาจากห้องของดนัยซึ่งประตูนั้นปิดไม่สนิทเธอจึงได้ยินทั้งหมด “สงสัยเราคงต้องเอามันกลับไปกินคนเดียวที่บ้านสินะ” ผู้หญิงคนนั้นพูดออกมาพลางมองถุงอาหารที่อยู่ในมือซึ่งเธอพึ่งจะสั่งมาจากร้านชื่อดังซึ่งเธอคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนเธอคือฮิคารินั่นเอง สีหน้าของฮิคาริในตอนนี้นั้นค่อนข้างจะดูเจ็บปวดซึ่งไม่กี่วันที่ผ่านมาฮิคาริพึ่งจะรู้ตัวเองว่าเธออาจจะมีความรู้สักอะไรบางอย่างกับดนัยเพราะในตอนที่เธอรู้ว่าดนัยติดเชื้อไวรัสที่มีโอกาสตายสูงเธอถึงกับยอมตัดสินใจเสี่ยงอยู่เป็นเพื่อนดนัยที่อินเดีย “ผู้ชายเองคงชอบคนทำอาหารเป็นสินะ” ฮิคาริพูดกับตัวเองที่ทำอาหารไม่เป็นเลยสักนิดก่อนเธอจะใช้มือผลักประตูห้องดนัยเบาๆเพื่อให้มันปิดสนิทก่อนเธอจะเดินลงมาจากหอพักและเรียกคนขับรถที่บ้านมารับเธอกลับตระกูล จบ...