รถเก๋งสี่ประตูสีบรอนด์น้ำตาลวิ่งผ่านถนนลาดยางซึ่งแบ่งเป็สองเลนส์พอให้รถวิ่งสวนไปกลับสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวชอุ่มซึ่งมีลมพัดโชยเป็ระยะอันที่จริงน่าจะบอกว่าเป็ป่าทึบคงจะเห็นภาพมากกว่าท้องฟ้าสีม่วงเจือด้วยแสงสนธยาของดวงอาทิตย์ยามใกล้ค่ำช่างเป็วิวที่งดงามยิ่งใน่ปลายเดือนตุลาคมแบบนี้อากาศข้างนอกรถคงเย็นสบายกำลังดีถ้าไม่นับหมอกหนาทึบที่บังเส้นทางข้างหน้าจนแทบมองไม่เห็นฉันควรจะเพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์นั้นถ้าไม่มัวแต่กังวลใจว่ากำลังหลงทางอยู่หรือเปล่าและจะหาทางไปถึงเมืองก่อนมืดได้หรือไม่
ฉันขับรถลงจอดข้างทางก่อนจะเปิดไฟฉุกเฉินพลางหยิบแผนที่ซึ่งวางไว้บนเบาะที่นั่งข้างคนขับออกมากางดูเพื่อเทียบกับแผนที่ในกูเกิ้ลที่แสดงอยู่บนจอมือถือหน้าคอนโซลรถมันดูแตกต่างกันนิดหน่อยเพราะหมุดในแผนที่ชี้ว่าเมืองควรจะตั้งอยู่บริเวณนี้แต่ดูยังไงที่นี่ก็มีแต่ป่าและไม่มีแม้แต่เงาของบ้านพักอาศัยเลยแม้แต่หลังเดียวในขณะที่ฉันกำลังง่วนอยู่กับการสำรวจเส้นทางในแผนที่ก็มีแสงสว่างจากไฟหน้ารถเก๋งคันสีดำซึ่งวิ่งสวนมาจากอีกฟากของถนนก่อนจะจอดเยื้องไปข้างหน้ารถของฉันชายหนุ่มในชุดแจ็คเก็ตสีน้ำเงินเข้มเปิดประตูเดินลงจากรถ ผมย้อมสีน้ำตาลแดงเข้มกับใบหน้าขาวผ่องจนออกซีดทำให้ฉันจำได้จากภาพที่เขาส่งให้ฉันทางโปรแกรมแชทที่เราใช้คุยกันตลอดนับั้แ่จบมหาวิทยาลัยแล้วแยกย้ายกันไปทำงานเขาเป็ลูกชายเ้าของไร่องุ่นที่กินพื้นที่หุบเขาทางตะวันออกมากกว่าหนึ่งพันไร่ในเมืองอัณยาที่ฉันกำลังมุ่งหน้าไปและเขากลับมาที่บ้านเกิดของเขาด้วยเหตุผลเดียวกับฉันนั่นคือมาร่วมพิธีกรรมต้อนรับผู้วายชนม์ซึ่งเป็ประเพณีท้องถิ่นที่สืบทอดมาแต่โบราณ
เขาหันซ้ายขวาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีรถวิ่งผ่านแล้วจึงข้ามถนนเดินตรงมายังรถของฉันฉันเปิดกระจกะโทักทาย “เชน โชคดีจริงๆที่เจอนาย”
“ทำไมเธอมาถึงเย็นขนาดนี้ฉันเคยบอกแล้วว่าทางเข้าเมืองมันเปลี่ยวไม่ใช่หรือ”
“นี่เขาเรียกป่า ไม่ได้เรียกเปลี่ยว” ฉันถอนหายใจยาว“ทำไมบ้านเกิดนายอยู่ไกลขนาดนี้เนี่ย”
“ก็บอกแล้วว่าอยู่ในหุบเขา ฉันไม่อยากให้เธอมาเองก็เพราะกลัวหลงนี่แหละ”
“ฉันออกจากบ้านแม่ที่กรุงเทพเกือบบ่ายสามท่านฝากขนมทำเองมาให้เยอะแยะเลย”
“เอาเป็ว่าเธอขับรถตามฉันมา บ้านฉันเปิดเป็รีสอร์ทด้วยฉันให้คนจัดห้องไว้ให้แล้ว”
“ฉันเห็นภาพถ่ายที่นายส่งมาแล้วถึงได้อยากมา พวกแดนก็มาถึงแล้วเหมือนกันใช่มั้ย”ฉันนึกถึงเพื่อนในกลุ่มเดียวกันสมัยมหาวิทยาลัย กลุ่มเรามีกันห้าคนคือแดน น๊อต อัยเชนแล้วก็ฉัน “ว่าแต่พวกเราไม่ได้มารบกวนคุณพ่อของนายใช่มั้ย”
“ท่านน่าจะอยู่แค่เย็นวันนี้แล้วก็เดินทางไปต่างประเทศเลยเห็นว่าไวน์ของเราตีตลาดที่ยุโรปได้”
“ยินดีด้วย นายน่าจะบอกฉันก่อนจะได้เตรียมของแสดงความยินดี”
“ไม่ต้องก็ได้ฉันบอกท่านแล้วว่าจะพาพวกเธอมาเที่ยวที่บ้าน” เชนหันไปมองรถตัวเองก่อนจะหันมาหาฉัน”จะมืดแล้ว เธอขับตามรถฉันมา แล้วอย่าให้คลาดกันล่ะ”
“โอเค”ฉันรับคำก่อนจะขับรถตามหลังรถของเชนที่เปิดไฟฉุกเฉินนำทางให้ฉันมองสำรวจวิวรอบข้างผ่านกระจกรถ ไม่น่าเชื่อว่าที่นี่จะมีหมอกลงหนาขนาดนี้
ด้วยความที่ถนนทั้งเส้นไม่มีรถวิ่งเลยนอกจากรถของเราสองคนทำให้ผ่านเข้าเขตเมืองมาได้ภายในไม่ถึงครึ่งชั่วโมงที่ฉันรู้ว่าเข้าเขตเมืองแล้วก็เพราะเริ่มมีบ้านพักอาศัยให้เห็นเป็ระยะบ้านที่นี่ส่วนใหญ่เป็เรือนไทยเหมือนสมัยโบราณที่สร้างจากไม้ทั้งหลังขนาดกลางบ้างใหญ่บ้างแสดงให้เห็นว่าชาวเมืองส่วนใหญ่มีฐานะปานกลางถึงร่ำรวยเชนขับรถเลี้ยวซ้ายผ่านแยกมาได้สองรอบจึงมองเห็นประตูซุ้มทางเข้าซึ่งสร้างจากไม้แกะสลักอย่างดีจารึกชื่อว่าอัณยาวิลล์ที่ถูกขนาบข้างด้วยต้นองุ่นเรียงเป็แนวเต็มไร่สองข้างทางเขาขับรถนำหน้าผ่านซุ้มประตูเข้าไปราวสองกิโลเมตรจึงมองเห็นที่พักซึ่งสร้างเป็เรือนไทยกว้างราวสี่สิบและห้าสิบตารางเมตรจัดเรียงเว้นระยะห่างของพื้นที่เอาไว้อย่างลงตัว
เชนขับรถมาจอดที่หน้าเรือนไทยซึ่งน่าจะเป็บ้านพักแขกขนาดพอให้เข้าพักได้สองหรือสามคนฉันจึงขับรถเข้าไปจอดข้างๆรถของเขาก่อนดับเครื่องและลงจากรถ เชนช่วยหิ้วกระเป๋าสัมภาระเดินนำฉันขึ้นบันไดไม้มาบนเรือนซึ่งตกแต่งไว้อย่างทันสมัยแม้ว่าพื้นในห้องนอนทั้งสองห้องและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆจะทำจากไม้แต่ห้องน้ำกลับปูกระเบื้องและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันไม่เว้นแม้แต่อ่างอาบน้ำฉันเห็นมีกระเป๋าสัมภาระถูกวางไว้ในห้องนอนห้องหนึ่งแล้วเชนจึงพาฉันเข้ามายังห้องนอนที่อยู่ตรงข้าม หน้าต่างห้องนี้มองเห็นวิวสระน้ำในไร่องุ่นชัดเจนมีแสงสลัวสีส้มจากเสาโคมไฟเตี้ยๆที่เรียงรายอยู่ตามทางในสวนและข้างสระน้ำทำให้ความมืดในยามค่ำคืนไม่เป็อุปสรรคต่อการมองวิวรอบๆบ้านพักซักเท่าใดนัก
เชนมองดูนาฬิกาซึ่งบอกเวลาทุ่มหนึ่งก่อนกล่าวอย่างโล่งใจ “ดีนะที่มาถึงก่อนสองทุ่ม”
“ทำไมหรือ พูดอย่างกับจะมีอะไรเกิดขึ้นถ้าไม่กลับก่อนสองทุ่มงั้นแหละ”
“พิธีกรรมต้อนรับผู้วายชนม์จะจัดขึ้นั้แ่วันที่ยี่สิบสี่ถึงสามสิบตุลาคมใน่นี้ของทุกปีเป็่ที่ทางเข้าเมืองมักมีหมอกลงจัด ั้แ่สองทุ่มเป็ต้นไปหมอกจะหนาจนแทบหาทางเข้าไม่เจอแม้แต่คนในเมืองอัณยาเองก็หลงทางมาแล้ว”
“อ้าวฉันได้ยินมาว่าพิธีกรรมเกิดขึ้นแค่สองวันไม่ใช่หรือ”
“สองวันคือวันที่ยี่สิบเก้าและสามสิบจะเป็พิธีส่งตัวผู้วายชนม์แต่ก่อนส่งตัวจะต้องมีการขุดศพในสุสานขึ้นมาเพื่อนำเครื่องรางที่ฝังลงไปพร้อมศพมาสวมให้กับหุ่นพยนต์ที่เป็หุ่นขี้ผึ้งเสียก่อนเราจะต้องทิ้งหุ่นพยนต์ไว้กับผู้ตายอย่างน้อยหนึ่งคืนก่อนจะทำพิธีส่งตัวผู้วายชนม์พูดง่ายๆก็คือส่งตัวหุ่นนั่นแหละ”
“ฉันเคยอ่านเจอเื่พิธีกรรมนี้ ไม่ผิดหวังเลยที่มาด้วยตัวเอง”
“ที่จริงมันออกจะ…”เชนกัดฟันนิดหนึ่งเหมือนไม่อยากพูดต่อ “เหมือนหนังสยองขวัญ”
“ยังไงหรือ”
“ไว้เธอเห็นด้วยตาตัวเองแล้วค่อยบอกฉันอีกครั้งแล้วกันว่ารู้สึกยังไง”เขายิ้มแห้งๆ “นี่ใกล้เวลาอาหารเย็นแล้ว พวกผู้ดูแลน่าจะตั้งโต๊ะที่เรือนใหญ่เสร็จแล้วแดน น๊อตแล้วก็อัยคงรอนานแล้วด้วย”
“งั้นเราไปกินข้าวกันก่อน เดี๋ยวฉันค่อยกลับมาจัดของ”
“โอเคเอารถฉันไปคันเดียวก็พอ ฉันต้องขับกลับไปคืนที่เรือนใหญ่ไว้ขากลับฉันจะเดินมาส่งนะ”
เชนขับรถเข้าไปจอดที่ลานจอดรถซึ่งอยู่ใต้ซุ้มหลังคาไม้ก่อนจะดับเครื่องฉันลงจากรถมาพร้อมเขาแล้วเดินตามเขาไปบนทางเดินซึ่งสร้างจากแผ่นหินสี่เหลี่ยมฝังดินเว้นระยะห่างอย่างเป็ระเบียบท่ามกลางพื้นหญ้าสีเขียวชอุ่มอากาศยามค่ำคืนช่างชื้นและเย็นเยือก ยังดีที่ฉันใส่เสื้อยีนส์คลุมกันหนาวมาด้วย
เชนพาฉันเข้ามาในสวนซึ่งมีศาลาทรงไทยตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสวนดอกลีลาวดีที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆไปทั่วบริเวณบนศาลาเป็ที่ตั้งของโต๊ะอาหารทรงรีที่มีเก้าอี้จัดไว้สำหรับหกที่ แดนอัยและน๊อตนั่งรออยู่ก่อนแล้วในขณะที่เชนเดินไปนั่งทางขวาใกล้กับหัวโต๊ะและฉันเดินไปนั่งถัดจากอัยอัยหันมองรอบตัวทำให้ผมหางม้าของเธอขยับตามศีรษะที่ส่ายไปมา เธอสวมเสื้อกันหนาวสีแดงตัดกับโทนสีผิวฉันเห็นเธอหันมาพูดเสียงเบาจึงเงี่ยหูฟัง
“รู้สึกเหมือนกำลังแบ่งเพศกันอยู่เลยนะฝั่งนั้นเป็ผู้ชายหมดเห็นมั้ย”
“อย่าคิดเยอะเราแค่มากินข้าว” ฉันกระซิบกลับไป
“กระซิบกระซาบอะไรกันน่ะ ขอฟังด้วยได้มั้ย” แดนซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกับอัยถามแทรกขึ้น“พ่อของเชนยังไม่มา ไม่ต้องรักษามารยาทขนาดนั้นก็ได้”
“พ่อฉันไม่น่ากลัวขนาดนั้นหรอก พูดกันธรรมดาก็ได้”
“คุณธีระหรือไม่น่ากลัวนายยังไม่เห็นอีกด้านของเขามากกว่า” น๊อตที่นั่งอยู่ตรงข้ามฉันกล่าวพีมพำ
“พวกนายโตมาด้วยกันที่เมืองเดียวกันจริงหรือเปล่าเนี่ยทำไมพูดไม่เห็นเหมือนกัน” อัยขึ้นเสียงสูงแบบไม่ตั้งใจ ฉันจึงกล่าวตัดบท
“เป็ยังไงเดี๋ยวก็เห็นเองล่ะ…” ฉันหยุดพูดเมื่อคุณธีระเดินเข้ามานั่งที่หัวโต๊ะทุกคนอยู่ในท่าทีสงบเสงี่ยมแทบจะทันทีเพราะบรรยากาศรอบๆดูจะกดดันขึ้นแต่คนที่เกร็งจนเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือน๊อตฉันไม่รู้สึกถึงความกลัวของเขาแต่เหมือนกับเขากำลังเว้นระยะห่างออกไปไกล
คุณธีระมองดูลูกชายและเพื่อนๆรอบวงโต๊ะอาหารในขณะที่ผู้ดูแลนำอาหารมาเสิร์ฟขึ้นโต๊ะจานแรกเป็ห่อหมกปลาอินทรีย์ซึ่งมีเครื่องแกงมันวาวสีส้มราดด้วยกระทิหอมในถ้วยฟอยล์สีเงินที่แยกเป็หกถ้วยพอดีจำนวนคนต้มข่าไก่ซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพร กุ้งผัดเปรี้ยวหวานซึ่งผัดรวมกับพริกสีให้สีสันน่ารับประทานและปิดท้ายด้วยผัดผักบุ้งหมูกรอบซึ่งใช้หมูสามชั้นหั่นชิ้นไม่บางไม่หนาเกินไปและวางจัดเรียงอยู่ในจานอย่างพิถีพิถัน