“อย่าง อลิสา เป็นักทะลวงกำแพงด้วยมั้ยครับ” ธาราถามขึ้น ดูจากที่เธอไล่สะกดจิตและบิดเบือนความทรงจำในวันนั้น
ธีระส่ายหน้า “พลังของผู้หญิงคนนั้นคือการหลอนประสาทระดับรุนแรง อาไม่แน่ใจว่าเธอลูกครึ่งอะไรหรือไม่ แต่พลังการหลอนประสาทโดดเด่นมาก”
“ลูกครึ่งฝรั่งครับพี่” พี่วิวัฒน์เล่นมุก จากนั้นก็หัวเราะร่วมกันกับธีระธันยาชู่วปากให้เงียบเสียงลงเพื่อจะได้ไม่รบกวนการอ่านความทรงจำของน้าทอฝัน
“ลูกครึ่งนักหลอนประสาทและนักทะลวงกำแพงที่อาเคยเจอและมีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย ไคโยเต้ ไงล่ะ” ธีระพูด ชื่อนี้ทำให้ธาราหัวใจเต้นแรงและกำหมัดโดยไม่รู้ตัว “ถือว่าในยุคสมัยใหม่นี้ เขามีพลังทะลวงกำแพงที่โดดเด่นที่สุดแล้ว เงาไคโยเต้จึงเหมาะเป็อาวุธสำหรับเขา ทะลวงจิตคนอื่นแล้วเข้าไปวางเงาเอาไว้ให้เติบโต อาวุธทางจิตแบบกองโจรเลย”
“แต่นักทะลวงกำแพงไม่สามารถสร้างความเชื่อหรือเงาขึ้นมาเองได้ จำเป็ต้องมีนักวาดภาพที่ฝีมือดีมากๆ และเข้าใจภาษาของจิตใต้สำนึก” พี่วิวัฒน์พูด “ความจริงพี่ลูกครึ่งสายวาดภาพนะ แต่พลังเอียงมาทางหลอนประสาทมากกว่า พลังอีกสายในตัวแทบจะบอดไปแล้ว”
“นักวาดภาพ?” ธาราถามถึงคำศัพท์ใหม่ กลายเป็เ้าหนูจำไมอีกครั้ง
ธันยาอาสาอธิบายให้ “นักวาดภาพจะสร้างภาพในหัว หรือความเชื่อซึ่งเราจะเรียกว่าเมล็ดพันธุ์ ภาพในหัวสามารถส่งต่อให้คนอื่นรับรู้ได้ไม่ยาก แต่การจะเอาเมล็ดพันธุ์ความเชื่อไปปลูกฝังในใจคนอื่นลำพังนักวาดภาพจะทำไม่ได้ ต้องอาศัยคนอื่นช่วยพาเข้าไป”
“เพราะแบบนี้ การที่นักวาดภาพฝีมือดีร่วมมือกับนักทะลวงกำแพงพันธุ์แท้จะเป็อะไรที่น่ากลัวมาก” ธีระพูด
“ธารามึนหัวแย่แล้วค่ะคุณอา” ธันยาพูดพลางเอามือขยี้ผมอีกฝายอย่างเอ็นดู “สายพลังนักลวงจิตเยอะแยะไปหมด ธาราคงรับไม่ทัน”
ธาราฉวยมือเธอมากุมไว้ โน้มหน้าเข้ามาแล้วกระซิบถามผู้เป็อาอย่างจริงจัง “ถ้าพ่อค้าตลาดมืดจ้างนักวาดภาพแปลงความทรงจำก่อนหน้านี้ จะหลอกน้าทอฝันได้มั้ยครับ”
“เชื่อมือน้าเถอะ ธารา” น้าทอฝันพูดขึ้นขณะอ่านความทรงจำไปด้วย ทำเอาทั้งทีมสะดุ้ง “ฉายา ไร้ตะเข็บ ไม่ใช่ได้มาด้วยการจับฉลากนะจ๊ะ พวกนักวาดจะไม่เกี่ยวกับการปลอมความทรงจำ เื่นี้จะเป็ความสามารถของดีไซเนอร์ระดับสูงบางคน แต่จุดที่ปลอมแปลงความทรงจำมักจะมีรอยพิรุธที่เราเรียกว่า กลิตช์ (Glitch) เสมอ และการขอสอบปากคำด่วนโดยไม่มีหมายล่วงหน้าก็เพื่อลดปัญหาการปลอมแปลงความทรงจำได้ทัน”
“หนูสงสัยมานานแล้วค่ะ แต่ห้วงความทรงจำของคนหนึ่งกว้างมากๆ ยิ่งย้อนไปดูรายละเอียดของเหตุการณ์ที่ผ่านมาหลายวันแบบนี้ น้าทอฝันต้องไล่ย้อนดูจนตาแฉะเลยมั้ยคะ” ธันยาถามขึ้น
น้าทอฝันเงียบไปครู่หนึ่ง คล้ายกับเพ่งมองความทรงจำบางจุดอย่างตั้งใจ ก่อนจะตอบหลานสาวว่า “ถ้าไล่ย้อนเหมือนเทปวีดีโอ ดูเป็วันเป็คืนก็ไม่จบหรอก การค้นความทรงจำของน้าก็จะเหมือนกับเวลาเราใช้กูลเกิลน่ะจ้ะ เราจะมีภาพหรือความทรงจำตั้งต้นเป็ตัวค้นหา”
“ในเคสนี้ก็จะเป็ภาพจำสร้อยจิตปฏิพัทธ์รุ่นนี้กับแพรวลดาใช่มั้ยคะ” ธันยาถามเพิ่ม
น้าทอฝันยังไม่ตอบ เพ่งพินิจภาพในความทรงจำใจจดใจจ่อยิ่งกว่าเดิม มือซ้ายยกคืนมาทำท่ากางนิ้วหมุนไปหมุนมาในอากาศ เป็ท่าทางที่ทำออกมาโดยไม่รู้ตัวเวลาเช็คความทรงจำให้ครบทุกมุมเพื่อมองหากลิตช์
ธีระเป็ฝ่ายตอบแทน “ใช่แล้ว อาก็เคยสงสัยนะว่าความทรงจำที่ฉายออกมาเหมือนภาพวิดีโอ มันจะเก็บอยู่ในสมองเราได้ยังไงมากมายขนาดนั้น การสืบสวนแรงจูงใจบางเคสต้องรื้อค้นไปยันภาพจำวัยเด็กเลยก็มี แต่อย่างว่าสมองคนเราคืออวัยวะมหัศจรรย์ บางสิ่งที่ลืมไม่ได้แปลว่ามันหายไป มันแค่ถูกจัดเก็บไว้ในซอกหลืบหรือหลุมดำของสมอง รอให้มีสิ่งกระตุ้นที่ถูกต้องมาดึงมันออกมา อีกสิ่งหนึ่งที่สายอื่นเลียนแบบนักอ่านความทรงจำไม่ได้ก็คือการเล่นกับสิ่งกระตุ้นเ่าั้ นักอ่านความทรงจำฝีมือดีจะมองเห็นภาพเหตุการณ์ชัดและตรงกับความจริงมากกว่าเ้าตัวนึกเองเสียอีก ธรรมชาติความทรงจำของเรามักจะมีความมั่วซั่วเลอะเลือน นักอ่านจะช่วยตีความให้มันสอดคล้องความเป็จริงมากขึ้น”
ธันยาพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วน้าทอฝันก็ผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ เอามือปาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ซึมออกมาบริเวณหน้าผาก เป็อันว่าการอ่านความทรงจำเสร็จสิ้นแล้ว พ่อค้าตลาดมืดกล่าวออกมาด้วยความประหลาดใจว่า
“ผมไม่เคยเจอนักอ่านความทรงจำคนไหนที่เร็วและนุ่มนวลขนาดนี้มาก่อนเลยครับ ผมกะเวลาไว้ว่าน่าจะชั่วโมงถึงสองชั่วโมงด้วยซ้ำ”
“ขอบคุณค่ะ” น้าทอฝันรับคำชมพร้อมรอยยิ้ม “ความคิดของคุณจัดวางเป็ระบบมากค่ะ แถมยังเปิดกำแพงจิตด้วยตัวเองได้อย่างสมบูรณ์”
“โดนอ่านความทรงจำทุกเดือนก็ต้องอำนวยความสะดวกทางเ้าหน้าที่บ้างล่ะครับ” พ่อค้าตลาดมืดยักไหล่ “ฉายาคุณคือไร้ตะเข็บ ใช่มั้ยครับ ทำไมผมถึงไม่รู้จักนักอ่านที่ฝีมือดีขนาดคุณนะ ผมประทับใจจริงๆ นะครับ คุณแทบไม่รื้อควาทรงจำส่วนตัวของผมออกมาเลย ตรงเข้าประเด็น อ่านเร็วขนาดนี้แต่ผมกลับไม่รู้สึกมึนหัวหรือปวดไมเกรนเหมือนทุกที”
“นักอ่านความทรงจำก็เหมือนเ้าหน้าที่เื้ัที่ดูแลงานเอกสารนั่นแหละค่ะ ไม่ได้เป็ที่จดจำของคนทั่วไปเหมือน นักหลอนประสาท นักแกะรอย หรือช่างฝีมือแบบคุณหรอกค่ะ” น้าทอฝันตอบ “ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือนะคะ จากการตรวจสอบความทรงจำแล้วไม่พบความเกี่ยวข้องที่น่าสงสัยเลยค่ะ”
ธีระขมวดคิ้ว กระซิบเบาๆ กับคนในทีมว่า “เป็ไปได้ยังไง ทำไมเบาะแสความทรงจำทั้งสองที่ถึงไม่เหมือนกัน”
“นั่นน่ะสิ” น้าทอฝันตอบเพราะได้ยินที่ธีระกระซิบ “ความทรงจำของพ่อค้าตลาดมืดไม่พบว่าเคยขายสร้อยให้แพรวลดา และไม่เคยเกี่ยวข้องกับสร้อยรุ่นนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ความทรงจำแพรวลดาชัดเจนมาก และตรวจดูยังไงก็ไม่เจอกลิตช์การปลอมแปลงเลย”
“ผมยังอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยมั้ยครับ” พ่อค้าตลาดมืดถาม
“ไม่ค่ะ ไม่มีหลักฐานความทรงจำในการเอาผิด ถ้าฉันจะขออนุญาตตรวจสอบบางจุดอีกรอบได้มั้ยคะ” น้าทอฝันขออนุญาตอีกฝ่าย
“หลายๆ รอบเลยก็ได้ครับ” พ่อค้าตลาดมืดหัวเราะ “เหมือนมาสปาแล้วแถมเวลาเพิ่มให้เลยครับ”
คราวนี้น้าทอฝันทุ่มเทสมาธิในการอ่านความทรงจำอีกครั้ง ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ เกรงว่าการชวนน้าทอฝันพูดเมื่อครู่จะทำให้เสียสมาธิแล้วอ่านบางจุดหลุดหรือพลาดไป
“พี่ธีระ เป็ไปได้มั้ยครับว่าความทรงจำตอนนั้นถูกดึงออกไปก่อน” พี่วิวัฒน์กระซิบถามด้วยน้ำเสียงที่แทบจะได้ยินเพียงสองคน
“การมีช่องโหว่ความทรงจำคือรอยพิรุธอันเบ้อเริ่ม” ธีระตอบ “วัฒน์ลองนึกภาพเวลาตัดต่อวิดีโอสิครับ ก่อนจะดึงออกหรือใส่อะไรเพิ่มต้องมีการตัดก่อน รอยตัดนั่นถ้าเกิดขึ้นแล้วไม่มีทางสูญหายไปจากโลก ถ้าดีไซเนอร์ฝีมือดีสุดๆ ก็จะเนียนจนจับได้ยาก แต่ก็ไม่เคยมีใครรอดพ้นผ่านการอ่านของ ไร้ตะเข็บ ได้มาก่อน”
พี่วิวัฒน์ถอนหายใจ ก่อนรำพึงออกมาแบบไม่กระซิบอีกต่อไป “ทีมเรามีแนวหลังที่แข็งแกร่งมาก ดีไซเนอร์ นักแกะรอย นักอ่านความทรงจำ อันดับต้นๆ เหลือแต่แนวหน้าอย่างผมนี่แหละครับที่กระจอกสุด แล้วผมต้องมารับตำแหน่งหัวหน้าทีมเนี่ยนะ”
“อย่าด้อยค่าตัวเองอย่างนั้นสิวัฒน์” นักแกะรอยตบไหล่อีกฝ่าย “การมาคอยเปรียบเทียบเหยียดกันเื่ฝีมือมันเชยไปแล้ว เราคือทีมเดียวกัน มีสิ่งที่ตัวเองทำได้ คนอื่นทำไม่ได้ เรามาเติมเต็มกันเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จดีกว่า อย่างเทียบกับอลิสา ฝั่งนู้นอาจจะเหมาะเป็นักรบจู่โจม แต่ความสามารถในการกล่อมของวัฒน์ก็มีประโยชน์และช่วยให้การสืบสวนราบรื่นมากกว่าเยอะ อย่างเื่การกล่อมประสาทให้เปิดกำแพงออก พี่ไม่เคยเห็นใครทำได้นุ่มนวลเท่าวัฒน์มาก่อนเลยนะ เราไม่ใช่ทีมรบหลักอยู่แล้วด้วย เราเป็ฝ่ายสนับสนุน”
“ขอบคุณครับ” พี่วิวัฒน์กล่าวอย่างซาบซึ้ง พยักหน้าให้ “อันที่จริงผมรู้ตัวดีว่าผมควรเป็นักวิเคราะห์ด้านประวัติศาสตร์เหมือนเดิมดีกว่า แต่ในเมื่อต้องมาอยู่ภาคสนาม ผมก็จะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุดครับ”
ธารนั่งฟังและซึมซับความรู้เกี่ยวกับวงการนักลวงจิตอยู่เงียบๆ พลางคิดเปรียบเทียบทีมของตนกับทีมของฝ่ายตรงข้าม ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทีมฝั่งตนเน้นหนักเื่สายสนับสนุน แต่ทีมของขาล อลิสา คือหน่วยจู่โจมมหาโหด ขาลแกะรอยแล้วโจมตีทางกายภาพ อลิสาโจมทางจิตด้วยพลังหลอนประสาทที่ยากหาใครเทียบ ถ้ามองในมุมของเด็กๆ อาจจะมองว่าทีมจู่โจมดูเท่และเก่งกว่า แต่ถ้ามองในมุมของผู้ใหญ่ ทีมสนับสนุนก็สำคัญไม่แพ้กัน ต่อให้จู่โจมเก่งฉกาจแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์หากไม่รู้ว่าควรจู่โจมใคร สายสนับสนุนคือผู้กำหนดทิศทางและวางกลยุทธ์ป้องกัน
ห้องกลับมาสู่ความเงียบอีกครั้ง เม็ดเหงื่อเริ่มผุดบนใบหน้าของน้าทอฝันมากขึ้นคู่กับคิ้วที่ขมวดเป็ปม ในขณะที่พ่อค้าตลาดมืดนอนเอนหลังพิงพนักหลับตาพริ้มเพลิดเพลิน จนในที่สุดน้าทอฝันก็ถอนพลังออกมา
“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือและขอโทษที่รบกวนหลายรอบนะคะ” จากนั้นน้าทอฝันก็หันไปกล่าวกับธีระอย่างข้องใจ “ไม่เจอกลิตช์อะไรแม้แต่น้อย เธอยังเก็บความทรงจำแพรวลดาที่ส่งให้เมื่อวานไว้อยู่มั้ย”
“เข้ามารับไปได้เลย” ธีระบอก
เกิดการถ่ายโอนความทรงจำระหว่างทั้งสองอีกครั้ง น้าทอฝันขมวดคิ้วดูแล้วดูอีกก่อนจะถอนใจ แล้วพูดขึ้นอย่างหงุดหงิด
“นี่ก็ไม่เจอรอยกลิตช์เหมือนกัน เวลาเดียวกันแต่เกิดเหตุการณ์ต่างกันอย่างกับเป็โลกคู่ขนานยังไงยังงั้น เราอย่าเพิ่งสรุปสำนวนส่งให้เบื้องบนได้มั้ย ในฐานะนักอ่านความทรงจำอย่างฉันข้องใจมาก”
“ก็ได้นะ สรุปแบบขัดแย้งครึ่งๆ กลางส่งไปจะเป็ผลเสียมากกว่า” ธีระตอบ
“ผมพร้อมช่วยพวกคุณเต็มที่นะครับ มีอะไรบอกได้” พ่อค้าตลาดมืดเสนอตัว ก่อนจะทำท่านึกขึ้นได้ “ไม่ทราบว่าได้เอาสร้อยที่เป็ของกลางมาด้วยมั้ยครับ เผื่อจะช่วยเื่เบาะแสได้จากมุมของผม หรือถ้าเห็นว่าไม่เหมาะสมในฐานะผู้ต้องสงสัย ก็ไม่เป็ไรนะครับ”
ในทีมหันหน้ามามองกัน น้าทอฝันพยักหน้าให้ธีระนักแกะรอยหันไปมองพี่วิวัฒน์เพื่อยืนยันอีกเสียง นักหลอนประสาทประจำทีมยักไหล่ “ลองดูก็ดีนะครับ ไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว”