16 มีนาคมวันสำคัญที่ทั้งผมทั้งพี่คลื่นและครอบครัวต่างรอคอยกันมานานวันแต่งงานของผมและพี่คลื่นวันที่พวกเราจะเลื่อนสถานะจากแฟนขึ้นมาเป็สามีภรรยาผมมองตัวเองในกระจกที่ตอนนี้อยู่ในชุดสูทสีขาวที่ดอกไฮเดรนเยียสีขาวม่วงทัดอยู่ที่กระเป๋าเสื้อสูทด้านซ้ายเสียงประตูจากด้านหลังให้ผมหันไปมองพบเมลในชุดเดรสสายเดี่ยวสั้นสีเงินกากเพชรแวววับผมสีดำยาวดัดหยักนิดหน่อยที่ถูกปล่อยยาวถึงกลางหลัง
“เมลมึงจะสวยที่สุดในงานไม่ได้นะ มันแย่งซีนกู”
“หรอขอโทษทีที่เกิดมาสวย”
“fuck”ผมส่งนิ้วกลางให้เมลที่ยืนกอดอกยืนพิงประตูด้วยสีหน้ากวนประสาท
“พร้อมยัง”
ผมสูดหายใจเข้าลึกข่มความตื่นเต้นก่อนจะหันไปมองเมลพร้อมกับบึนปากเล็กน้อย
“พร้อมแล้ว”
เราเดินออกมาจากห้องแต่งตัวจนมาสุดทางที่จะออกไปยังงานขาทั้งสองข้างของผมหยุดเดินทันทีที่มาถึงยังประตูทางออก จู่ ๆหัวใจก็เต้นรัวระส่ำความรู้สึกตื่นเต้นเข้ามาแทนที่ผมเอื้อมมือไปจับแขนเพื่อนสาวคนข้างๆพลางเขย่าแขนอีกคนเล็กน้อย
“ตื่นเต้นขึ้นมาไง”
“อือ ฮู่ว” ผมสูดหายใจเข้าออกอย่างช้าๆก่อนจะก้าวขาออกจากทางเดินตรงไปยังจุดที่มัมและแด๊ดยืนอยู่พวกท่านหันมาก่อนจะสวมกอดผม
“วันนี้น้องบิลสวยมากเลยนะคะ”
“บิลหล่อต่างหากครับ”ผมเอ่ยพลางบึนปากเล็กน้อยตอนนี้ได้เวลางานเริ่มแล้วผมเดินออกมายืนรอที่หน้าประตูรอให้แด๊ดมายืนขนาบข้างเพื่อที่ผมจะได้ควงแขนแด๊ดกับมัมเดินมาพร้อมกับดันเมลให้มายืนขนาบข้างผม
“เอ๊ะ? แด๊ดไม่พาผมไปส่งพี่คลื่นหรอครับ”แด๊ดยกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะใช้มือหนาลูบผมเบาๆ
“แด๊ดอยากทำนะคะแต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาแด๊ดกับมัมไม่อยู่ดูแลหนูเลยแด๊ดกับมัมเลยตัดสินใจว่าให้คนที่คอยอยู่ดูแลหนูเป็คนไปส่งดีกว่า”
ผมหันไปสบตากับเมลตอนนี้เราต่างคนต่างทำสีหน้าราวกับมันเป็เื่ตลกก่อนจะหัวเราะออกมากเล็กน้อย
“รู้สึกแปลกๆว่ะที่ต้องมาเป็มึง”
“กูก็ไม่ต่างจากมึงหรอก”ถึงจะว่างั้นผมก็คล้องแขนเมลอย่างโดยดีประตูบานใหญ่เปิดออกอย่างช้าๆเผยให้เห็นบรรดาแเื่มากหน้าหลายตาทั้งคุ้นหน้าและไม่คุ้นหน้าสายตาจับจ้องไปยังตรงหน้าพร้อมกับค่อยๆก้าวเดินช้าๆพี่คลื่นในชุดสูทสีขาวผมถูกเซ็ตไปด้านหลังใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางเล็กน้อยแต่ดูพอดีเดินมาหยุดที่หน้าพี่คลื่นก่อนที่เมลจะดันหลังผมส่งให้คนตรงหน้า
“หนูมาส่งเพื่อนหนูแล้วนะคะฝากดูแลมันด้วย แล้วก็ ถ้าพี่ทำไอ้บิลเสียใจหนูมาเอาเพื่อนหนูคืนแน่”
“ครับพี่จะดูบิลอย่างดีเลย”
เมื่อเมลส่งผมเสร็จเธอก็เดินละออกไปที่ด้านข้างพี่คลื่นเอื้อมมาจับมือก่อนผมจะหันไปสบตาอีกคนพร้อมกับยกยิ้มอย่างมือความสุขให้อีกคน
“วันนี้บิลสวยมากเลยรู้มั้ย”
“ทำไมมีแต่คนบอกว่าบิลสวยบิลหล่อต่างหาก”
พี่คลื่นยกยิ้มพลางส่ายหัวเล็กน้อยพิธีกรเริ่มกล่าวต่อจากนั้นไม่นานถึงเวลากล่าวสัญญาบาทหลวงเดินออกมาตรงกลางก่อนจะเริ่มอ่านคัมภีร์คู่ชีวิตก่อนจะเริ่มกล่าวปฏิญาณซึ่งในระหว่างกล่าวคำปฏิญาณเราก็จะทำการสวมแหวนไปพร้อมกัน
“ข้าพเ้านายวรภัทรอัครวิจิตร์ ขอรับนายนริณ จรัญญวงศ์เป็ภรรยาและขอสัญญาว่าจะถือซื่อสัตย์ต่อคุณทั้งในยามสุขและยามทุกข์ทั้งในเวลาป่วยและเวลาสบาย เพื่อรักและยกย่องให้เกียรติคุณจนกว่าชีวิตจะหาไม่”
“ข้าพเ้านายนริณจรัญญวงศ์ ขอรับนายวรภัทร อัครวิจิตร์เป็สามีและขอสัญญาว่าจะถือซื่อสัตย์ต่อคุณทั้งในยามสุขและยามทุกข์ทั้งในเวลาป่วยและเวลาสบาย เพื่อรักและยกย่องให้เกียรติคุณจนกว่าชีวิตจะหาไม่”
หลังจากกล่าวเสร็จบาทหลวงได้ทำการประกาศต่อแขกในงาน
“จากนี้จะขอประกาศให้นายวรภัทร อัครวิจิตร์และนายนริณ จรัญญวงศ์ เป็สามีภรรยากันโดยสมบูรณ์”
สิ้นเสียงประกาศพี่คลื่นโน้มตัวลงทาบริมฝีปากก่อนจะผละออกและพูดอย่างออกมาเบาๆ
“ขอบคุณที่รักพี่และคอยอยู่ข้างๆพี่มาตลอดนะครับ”
“บิลก็เหมือนกันขอบคุณพี่คลื่นที่คอยเป็ความสุขให้บิลนะครับ”
“เอาเลยๆๆ”
เสียงเชียร์ของทุกคนโดยเฉพาะสาวๆที่ต่างยืนรอช่อดอกไม้อยู่ที่ประตูหน้าโบสถ์ผมเอี้ยวหลังหันไปมองเหมือนคนด้านหลังจะพร้อมแล้วผมพยายามกะจังหวะแรงยกขึ้นยกลงก่อนจะโยนช่อดอกไม้จนสุดแรงผมหันหลังไปเพื่อดูผลเสียงของสาวๆหลายคนกรี๊ดกร๊าดกันดังระห่ำด้วยความอิจฉา ไม่นานก็เผยตัวคนที่ได้รับช่อดอกไม้ไม่ใช่คนอื่นคนไกลนอกจากเมลเพื่อนรักนี่เอง
เมลมองดอกไม้ในอกด้วยความงงท่ามกลางผู้คนที่ยกมือถือขึ้นมาถ่ายก่อนจะมองมาหาผมด้วยสายตาคาดแค้นเอาล่ะเพื่อนผมจะได้สละโสดกับเขาเสียที
หลังจากเสร็จพิธีต่อไปก็ได้เวลาปาร์ตี้ตอนนี้เหลือแต่เหล่าเพื่อนฝูงคนสนิทและญาติเพียงเท่านั้นระหว่างที่ผมยืนคุยกับญาติผู้ใหญ่สายตาเหลือบไปมองใครบางคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลหญิงวัยกลางคนในชุดเดรสสีน้ำเงินผมสีน้ำตาลถูกมวยขึ้นใบหน้าของเธอเหมือนกับพี่คลื่นมากและคงเดาไม่ยากมากหากนั่นไม่ใช่แม่ของพี่คลื่นเราเดินตรงไปหาเธอก่อนจะยกมือไหว้สวัสดี
“สวัสดีครับแม่”
“สวัสดีจ๊ะแฟนสวยนะเรา”
“แน่นอนอยู่แล้วครับ”
ผมยกยิ้มให้คนตรงหน้าพอดูใกล้ๆแล้วแม่ของพี่คลื่นน่าจะอายุราว ๆสี่สิบกว่าแต่ใบหน้าของเธอกับยังคงสวยสดราวกับคนสาวๆเลยก็ว่าได้
“ต้องขอโทษด้วยนะที่วันนี้พ่อเขาไม่ได้มาด้วยพอดีธุระน่ะ”
“ไม่เป็ไรครับแล้ว…ตอนนี้คาร่าเป็ไงบ้างครับ” ผมเหลือบไปมองคนข้างๆสีหน้าของเขาเปลี่ยนไป
“ตอนนี้ส่งคาร่าเข้ารักษาที่โรงพยาบาลแล้วล่ะแม่ก็หวังว่าเธอจะกลับมาหายเป็ปกตินะ อ่อแล้วก็แม่ขอโทษแทนเธอด้วยนะที่เคยทำไม่ดีกับเราไว้”
“ไม่เป็ไรครับผมเข้าใจคาร่านะครับผมคิดว่าเขาคงรักพี่คลื่นมากแต่อาจจะรักผิดทางเลยส่งผลให้เขาต้องทำแบบนั้น”
“ขอบคุณนะจ๊ะ”
เธอยกยิ้มให้ผมส่วนผมก็ยิ้มตอบตอนแรกก็แอบเกร็งนะกลัวว่าแม่พี่คลื่นจะไม่พอใจผมที่เคยทำกับคาร่าแบบนั้นแต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้ามเธอไม่โกรธผมแถมยังขอโทษผมด้วยมันเลยทำให้ผมรู้สึกโล่งใจไปเยอะเลย
“อ่อใช่พ่อเขาฝากของขวัญสำหรับเราสองคนมาให้ด้วยนะ แล้วก็ฝากขอโทษเราด้วย”
คุณแม่ยื่นบางอย่างให้มันเป็กล่องกำมะหยี่สีดำสนิทมีเส้นสีทองปักเป็ลายคาดเล็กน้อยทำให้มันดูหรูขึ้นมาทันทีพี่คลื่นรับมาก่อนจะเปิดดูด้านในคือสร้อยคอสองเส้นที่มีจี้เพชรสีขาวเล็กที่ด้านในของจี้ยังมีตัวอักษรบางอย่างสลักเอาไว้อยู่
“มันคือสร้อยของตระกูลน่ะพ่อเขาอยากให้เราใส่เอาไว้ เพื่อที่จะบอกว่าเราคือครอบครัวเดียวกัน”
“หึฝากขอบคุณพ่อด้วยนะครับ”
“แม่ว่าเราไปบอกเองเถอะพ่อเขาคงอยากให้เราเป็คนพูดมากกว่า”
“แต่เขางอนผมอยู่นะ”
“พ่อเขาก็ปากแข็งแบบนั้นแหละจริงๆอยากจะคุยกับเราจะตาย แต่แค่วิธีการพูดของเขามันไม่ไพเราะเสนาะหูสักเท่าไหร่”
พวกเรายืนคุยกันอยู่สักพักก่อนจะขอแยกตัวออกมาเราเดินมาหากลุ่มเพื่อนพี่คลื่นโดยมีเมลยืนอยู่ในกลุ่มนั้นด้วยทันทีที่เดินเข้ามารวมกลุ่มผมก็ใช้ศอกแตะแขนคนถือช่อดอกไม้เบาๆเป็เชิงแซว
“ว่าไงว่าที่เ้าสาวคนต่อไป”
“ต่อไปห่าอะไรล่ะกูยังโสดเว้ย” เมลหันมามองด้วยสีหน้างอนก่อนจะง้างมือที่ถือช่อดอกไม้จะตีผม
“อ่าวยังโสดอยู่หรอแล้วคนนั้นล่ะ”
“ห๊ะ? คนไหนวะ” เมลคิ้วขมวดมองผมด้วยสีหน้าที่งงงวย ผมหัวเราะมันเล็กน้อยคนที่ผมพูดถึงมันก็ไม่ใช่ใครเขาคนนั้นที่ผมว่าก็คือเพื่อนสนิทอีกคนของเมลที่รู้จักกันมานานั้แ่สมัยมัธยมปลายผมรู้จักเขานะเพราะเคยเจอกันครั้งนึงตอน่ปีสองที่ผมเคยไปทำงานบ้านเมลแล้วเขาคนนั้นมาหาเมลที่บ้านพอดีว่าแล้วยังไม่ทันที่ผมจะแซวต่อก็มีชายหน้าคุ้นเข้ามาในกรอบสายตาเดิน
“ไง”
“หวัดดีแวนทำไมนายไม่มา” ผมเอ่ยทักคนมาใหม่อย่างสนิทแวนในชุดสูทสีดำปล่อยชายเสื้อเชิ้ตด้านในกระดุมถูกปลดออกมาสองเม็ด
“พอดีติดธุระนี่งานเลิกแล้วหรอ”
“จะเลิกแล้วเนี่ย”
“อ่าว” ผมลอบหัวเราคนตรงหน้าเล็กน้อยก่อนจะหันเหลือบมองเพื่อนสาวคนข้างๆที่ตอนนี้กำลังมองแวนด้วยสายตาที่ออกจะหงุดหงิดนิดๆ
“มองอะไรฮะคนสวย”แวนเอ่ยพร้อมกับยกมือแตะแก้มเมลเบาๆพร้อมกับยกยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ผมเม้มปากแน่นกลั้นตัวเองไม่ใช่แซวคนตรงหน้า ผมว่าผมออกจาตรงนี้ดีกว่าปล่อยให้พวกเขาสองคนไปกุ๊กกิ๊กกันต่อ
“งั้นกูไปก่อนนะได้เวลาเข้าหอแล้ว”
“มึงจะทิ้งกูหรอ”
“ป๊าวกูต้องไปเข้าหอแล้วจริงๆ ไปล่ะ”
“เออๆๆ”ผมแตะแขนเมลเบาๆก่อนจะหันไปเอ่ยลากับแวนและเพื่อนพี่คลื่นก่อนจะพากันออกมาจากงานโดยที่ไม่ลืมลาญาติผู้ใหญ่ทุกคนก่อนกลับทุกคนได้ร่วมกันถ่ายรูปกันสองสามรูปก่อนจะแยกกันกลับ
จากงานเลี้ยงมาถึงเรือนหอใช้เวลากว่าสิบนาทีผมกวาดสายตามองรอบๆตรงหน้าผมตอนนี้คือบ้านทรงโมเดิร์นสีขาวเทาสองชั้นรอบบ้านมีสวนหย่อมขนาดใหญ่และบ่อปลาสำหรับเอาไว้เชยชมด้านในมีเฟอร์นิเจอร์ครบครันไม่ว่าจะเป็โซนครัวหรือโซนต่างๆราวกับว่ามันถูกจัดให้พร้อมสำหรับพร้อมอยู่
แรงสวมกอดจากทางด้านหลังให้ผมเงยหน้ามองอีกคนก่อนจะมีััลงมาที่กลุ่มผมเบาๆ
“บ้านของเราหรอครับ”
“ใช่ครับ”
“พี่คลื่นไปแอบเตรียมั้แ่เมื่อไหร่ทำไมบิลไม่เห็นรู้เื่เลย”ผมหันไปประจันหน้ากับคนที่พึ่งเลื่อนสถานะขึ้นมาเป็สามีพี่คลื่นยกยิ้มเล็กน้อยราวกับจะบอกว่ามีบางอย่างที่ผมยังไม่รู้
“ั้แ่วันที่เราไปดูหนังกันวันนั้นแล้วครับ”
คำตอบของพี่คลื่นทำเอาผมคิ้มขมวดปมด้วยความงงเท่าที่จำได้ตอนนั้นผมกับพี่คลื่นยังไม่สนิทกันนี่แล้วอีกอย่างตอนนั้นผมยังเป็ฝ่ายตามติดชีวิตพี่คลื่นอีกด้วย แล้วทำไม…
“แต่ตอนนั้นเรายังไม่ได้คบกันนี่ครับ”
“ใช่ตอนนั้นพี่เล็งไว้แล้วไง ว่าคนที่จะเป็ภรรยาในอนาคตก็คือเราเป็บิลคนนี้เท่านั้น”
ประโยคของพี่คลื่นทำเอาผมตาร้อนน้ำเริ่มเอ่อออกมาก่อนจะอิงซบอกอีกคน
“พี่คลื่นทำดาเมจผมอีกแล้ว”
“ฮ่าๆๆอย่างงั้นหรอ”
มือหนาเชยคางผมให้เงยขึ้นก่อนจะทาบริมฝีปากลงมาเบาๆก่อนจะค่อยๆละเมียดละไมจูบและผละตัวออกพลางเลื่อนมากดจูบลงที่หน้าผาก
“จากนี้ช่วยอยู่เป็ดวงใจของพี่ไปตลอดนะครับอยู่กันไปจนแก่เฒ่าด้วยกันนะครับ”
“บิลจะอยู่เป็ดวงใจพี่คลื่นเป็ภรรยาของพี่คลื่นเป็เด็กดื้อของพี่คลื่นและเป็ทุกๆอย่างของพี่คลื่นตลอดไปครับ”
“หึแบบนี้สิพี่ถึงไปไหนไม่ได้”
“ผมต้องพูดประโยคนั้นต่างหาก”
พูดจบเราก็จูบกันอีกครั้งภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในห้องรับแขกเชื่อมั้ยจากตอนนั้นถึงตรงนี้ผมยังคิดว่าภาพตรงหน้ามันคือความฝันแต่แล้วสุดทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันก็คือความจริงความจริงที่ผมรักพี่คลื่น ความจริงที่เราคบกัน และความจริงที่เราคลื่นแต่งงานกัน ผมไม่รู้ว่าจะต้องอธิบายสิ่งเกิดขึ้นว่ายังไงแต่คำตอบเดียวที่ผมตอบได้ก็คือผมรักพี่คลื่น รักคนตรงหน้าอย่างสุดหัวใจ
เราผละกันก่อนจะทอดมองคนตรงหน้าผ่านแสงจันทร์สาดส่องเข้ามา
“คิมิโนะโตะนะครับพี่คลื่น”
“หึคิมิโนะโตะเหมือนกันครับ”
…END…