เธอรู้สึกเหมือนบางส่วนของความทรงจำขาดหายไปคำถามที่ว่าเธอลืมอะไรไป มันติดค้างอยู่ในใจตลอดชีวิตที่ผ่านมาเธอพยายามเริ่มหาคำตอบ และเธอหวังว่าจะได้รู้ในสักวัน...
วันแรกของการเปิดเรียนของมหาวิทยาลัย NT มีเสียงจอแจของนักศึกษาให้ได้ยินตลอดเวลาทุกคนมีเื่เล่ามากมายมาแบ่งปันให้เพื่อนๆฟัง แตกต่างกับฟีบีเล็กสาวในชุดผู้ชายแม้จะอยู่ที่มหาลัยเธอก็ต้องแต่งเป็ผู้ชาย แม้ว่าจะไม่ได้เข้ากับโครงหน้าหวานที่ใครเห็นก็รู้ว่าเป็ผู้หญิงถึงจะเป็แบบนั้นเธอก็ยังปฏิบัติตัวเหมือนตัวเองเป็ผู้ชายเธอทำมันบ่อยจนกลายเป็เื่เคยชินไปแล้ว มีหลายคนคิดว่าเธอเป็พวกผิดเพศ แต่แน่นอนว่าไม่เคยมีใครกล้าถามเธอตรงๆจำได้ว่าเธอเคยเพื่อนผู้หญิงมาสารภาพรักด้วย นั่นทำให้เธอถึงกับใจนทำอะไรไม่ถูกเลยก็จิตใจเธอไม่ได้ชอบผู้หญิงเสียหน่อย
ตารีหลังกรอบแว่นเหลือบมองซ้ายทีขวาทีตอนนี้เธอกำลังหลงทาง เพราะหลังจากที่ทำเื่เลือกคณะเสร็จเธอก็ต้องย้ายมาเรียนที่ตึกของคณะที่เธอเลือกเพราะไม่เคยมาที่นี่เลยไม่รู้ว่าห้องเรียนของเธออยู่ที่ไหนเธอเดินวนไปมาอยู่หลายรอบจนงงไปหมด ตอนที่เห็นตึกนี่ครั้งแรกก็คิดว่าสวยหรูหราดีอยู่หรอก แต่ตอนนี้เธอเริ่มไม่ชอบมันแล้ว โครงสร้างตึกมันซับซ้อนเกินไปและถ้าภายในสิบนาทีนี้เธอยังหาห้องไม่เจอ เธอจะสายในคาบแรก
หมับ
พรึบ
ตุบ
“โอ้ยยยย เจ็บๆๆ”
มีเมือปริศนามาจับไหล่ของเธอ เพราะสัญชาตญาณที่ถูกฝึกมาจนชินมือบางเลยคว้าหมับเข้าที่มือปริศนาคู่นั้น กระชากมาด้านหน้าแล้วบิดอย่างแรงเ้าของมือทรุดไปร้องโอดโอยอยู่ที่พื้น ฟีบีเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอทำร้ายเพื่อนนักศึกษาสถาบันเดียวกันจึงรีบปล่อยเขาทันทีอีกฝ่ายยกมือขึ้นแตะไหล่ตัวเองเพื่อสำรวจว่ามันยังใช้การได้อยู่ไหมเขาทำหน้ายุ่งปนหงุดหงิดใส่เธอ
“เอ่อ ผมขอโทษที ผมแค่ป้องกันตัวเองเพราะผมแน่ใจว่าผมไม่ได้รู้จักนาย ผมเลยไม่รู้ว่านายมาดีหรือมาร้าย”
“โหยนี่เธอ ฉันแค่หวังดี จะสะกิดไปห้องเรียนด้วยกันฉันเห็นเธอเหมือนคนหลงทาง และคิดว่าน่าจะเป็เด็กปีสองเหมือนกัน”
“อ่อ ถ้าเป็อย่างนั้นก็ขอบคุณนำไปสิ”
“เธอควรขอโทษให้มันจริงใจกว่านี้หน้าตาของคนรู้สึกผิดน่ะ ทำเป็ไหม” เขาทวงถามระหว่างที่เดินนำทางไป
“โทษที ผมมองว่านายหาเื่เองเมื่อกี้ก็บอกเหตุผลไปแล้ว”
“คนอย่างเธอนี่ไม่น่าได้รับความช่วยเหลือเลยจริงๆ”
“ผมจะเตือนนายไว้อย่างหนึ่งอย่าไปแตะตัวใครมั่วซั่ว แล้วก็อีกอย่างฉันเป็ผู้ชาย อย่าเรียกฉันว่าเธออีก”
“อ่อ เป็พวกทอมนี่เอง”เด็กหนุ่มพึมพำกับตัวเอง
ร่างเล็กไม่สนอดีตเพื่อร่วมทางเธอเดินเข้าห้องไปทันที่เห็นเลขหน้าห้อง เธอสายไปสองเกือบสองนาทีอาจารย์กำลังเริ่มเกริ่นเนื้อหาของรายวิชานี้พอดีเพื่อนร่วมห้องหลายคนกำลังก้มหน้าก้มตาจดบันทึกอย่างจริงจังโต๊ะแถวหน้าเต็มทุกโต๊ะ สมเป็ห้องเรียนเด็กแพทย์จริงๆ ฟีบีเดินไปหาที่นั่งด้านหลังสุดส่วนคนที่เพิ่งเดินเข้ามาทีหลังก็เดินมานั่งตรงโต๊ะว่างใกล้ๆเธอ เขาหันมาย่นหน้าใส่เธอ
“เธอไม่ควรทิ้งผู้มีพระคุณอย่างฉันนะ”
“อย่าเรียกผมว่าเธอ”เ้าตัวหันมาย้ำอีกครั้ง
“เออ โทษทีก็คนมันไม่ชินนี่นา จริงสิเธอ เอ่อ นายชื่ออะไรฉันชื่อโลเวลนะ ยินดีที่ได้รู้จัก” เด็กหนุ่มอารมณ์ดียื่นมาหวังจะให้เธอจับแต่เด็กสาวเพียงเหลือบมองนิดหน่อยก่อนจะหันไปสนใจสิ่งที่อาจารย์พูดต่อ
“เพื่อตอบแทนบุญคุณของนายเมื่อกี้ ผมจะเตือนนายว่าอาจารย์กำลังมองนายอยู่ถ้านายยังทำพฤติกรรมแบบนี้ต่อไป ผมเชื่อว่าชื่อของนายจะได้เป็ที่รู้จักของเพื่อนทั้งห้องแน่ๆ”โลเวลหันมองงหน้าอาจารย์และก็เห็นจริงตามที่เธอว่า
“นี่เธอ เอ่อ นายไปกินข้าวกันเถอะ” โลเวลมาเดินมาหยุดที่เก้าอี้เธอเขาเอามือมาพาดคอเธอแล้วก้มลงมาพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเธอเหลือบมองไปที่ท่อนแขนของเขาที่พาดอยู่ที่ไหล่
“ก็เราเป็เพื่อนกันแล้ว ฉันแตะนายได้” เธอถอนหายใจน้อยๆเธอนึกไม่ออกจริงๆว่าบุคลิกแบบนี้จะเป็หมอได้ยังไง เธอจะไม่ยอมรักษากับเขาเด็ดขาด
“ไปเถอะนา เร็วๆสิ” โลเวลลากเธอให้เดินไปที่โรงอาหารด้วยกันเพราะเป็อาคารที่แยกออกมาจากคณะอื่นและจำนวนคนก็ไม่ได้มีเยอะทำให้โรงอาหารค่อนข้างโล่ง ไม่ค่อยมีคน นักศึกษาไม่ต้องเบียดเสียดกับคนอื่น
“ตกลงบอกชื่อนายได้รึยังถ้าไม่บอกฉันจะเรียกนายว่า เธอ เธอ เธอ...”
“ฟีบี ชื่อของฉัน”
“ชื่อแปลกชะมัด มีความหมายรึเปล่า”
//ชื่อของเธอคือฟีบี (Phoebe) มันแปลว่าส่องแสงอันเจิดจรัส จำไว้นะ เด็กน้อย//
“ไม่มีมันไม่มีความหมายอะไรเลย”
“อ่อเหรอ โอ๋เด็กน้อยไม่ต้องเศร้านะชื่อไม่มีความหมายก็ไม่เป็ไร” เศร้า เธอเศร้าอย่างนั้นเหรอทำไมคนๆนี้ถึงได้คิดเธอเศร้า ทำไม
“ทำไมนายคิดว่า.....”
“หืม? อะไรเหรอ” โลเวลาเงยหน้าขึ้นมาถามตอนนี้สิ่งที่เขาสนใจ สุดคืออาหารในจาน เธอพูดอะไรมาตอนนี้ไม่ค่อยเข้าหูเขาหรอก
“เปล่ารีบกินเถอะ เดี๋ยวตอนบ่ายมีเรียนอีก”
พรึบ!
“อ่ะ......”โลเวลเผลออุทานอย่างใเมื่อเห็นว่าคนที่ชาร์ทเขาติดกับกำแพงเป็ใคร
“ฟะฟีบี”โลเวลาทำหน้าเจื่อน
“นายตามผมมาทำไม”เธอถามพลางก็ออกแรงดันทำให้หน้าเขาแทบชิดไปกับกำแพงใบหน้าถูกกดลึกลงไปกับผนังจนตอนนี้เขารู้สึกเจ็บไปหมด
“โอ้ย!! นี่นายปล่อยฉันก่อนฉันเจ็บนะเว้ย” โลเวลออกแรงดิ้นเพื่อให้เธอปล่อยเขาแต่ยิ่งดิ้นแรงกดก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เขานึกถามตัวเองในใจตกลงยัยนี่มันผู้หญิงแน่เหรอวะ ทำไมแรงควายขนาดนี้ แถมมือก็หนักอีก
“ตอบมาตามผมทำไม พูดไม่งั้นผมจะหักแขนนาย”
“อ่ะ โอ้ย!!” มันไม่ใช่คำขู่เธอทำจริง พูดจบก็ออกแรงบิดแขนล้ำๆของผู้ชายอย่างเขา โอยนี่ถ้าบอกเขาว่ายัยนี่เป็กระเทยร่างควายๆที่ไปศัลยกรรมให้เหมือนผู้หญิงเขาก็เชื่อ
“โอ้ยๆ บอกแล้วๆ ฉันยอมบอกแล้ว นายปล่อยฉันก่อนได้ไหมแขนฉันจะหักอยู่แล้ว”
“ตอบ ถ้ายังไม่พุดในสิ่งที่ผมอยากรู้อีกแค่ประโยคเดียวผมหักแขนนายจริงๆแน่” แรงบิดไม่ได้ลดลงเลย มีแต่จะเพิ่มขึ้น
“ฉันแค่อยากรู้ว่านายไปไหนก็นายมันไอ้พวกผิดปกตินี่หว่า ฉันก็อยากรู้ว่าไอ้พวกเบี่ยงเบนแบบนาย มันทำอะไรที่ไหนยังไงบ้างแบบเก็บไว้เป็กรณีศึกษา งานวิจัยอะไรพวกนั้น”
“ไม่เคยมีใครบอกนายหรือไงว่าแอบตามคนอื่นอาจจะทำให้เจ็บตัวได้”เธออยากจะบ้ากับไอ้ผู้ชายเพี้ยนคนนี้จริงๆ ทั้งทึ่มทั้ง............เธอไม่รู้จะด่าเขาว่ายังไงดีเอาเป็ว่าเป็มนุษย์ที่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกเอือมแบบสุดๆได้ก็แล้วกันไม่อยากจะยุ่งด้วยเลยจริงๆ
“นี่เธอ เอ่อ ไม่ใช่สิ นายอย่าทำหน้าแบบนั้นดิ ฉันไม่ใช่คนไม่ดีอะไรหรอก ฉันน่ะเห็นแบบนี้ก็เป็คนดีนะ เชื่อใจได้ด้วยถ้าคบฉันเป็เพื่อนมีแต่โชคดีกับโชคดี เอาเป็ว่าฉันจะยอมเสียสละยอมคบนายเป็เพื่อนดีไหม”
“ไม่ล่ะผมเกรงใจ เชิญคุณอยู่กับความโชคดีของคุณไปเถอะ แล้วอีกอย่าง...............”เป็เพื่อนกับเธอมันมีแต่ความโชคร้าย
“อีกกอย่างอะไร.......เอาน่านายไม่ต้องเกรงใจ เชื่อใจและวางใจฉันเถอะฉันคนนี้จะทำให้โลกของนายมีแต่ความสดใสเอง" ฟีบีชะงักเมื่อคนที่ยกยอตัวเองเป็เครื่องรางแห่งความโชคดีหันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอสองมือจับที่ไหล่ขอเธอ สบตาเพื่อจะให้บอกให้เธอวางใจและเชื่อใจ.............ถึงจะเป็การกระทำของคนเพี้ยนแต่กลับรู้สึกอบอุ่นแบบแปลกๆ
“และผมจะเตือนนายอีกอย่าง ไม่ควรเอามือมาจับตัวคนอื่นมั่วซั่วเพราะนายอาจเจ็บตัวได้” ใช่ มันเป็สัญชาตญาณถ้าเมื่อกี้เธอยั้งมือไม่ทัน ฝ่ามือขวาของเธอคงสับเข้าที่ต้นคอของเขาไปแล้วนี่ก็เป็อีกเื่ที่เธอถูกฝึกจนกลายเป็นิสัยและความเคยชิน คราวน์ย้ำกับเธอเสมออย่ายอมให้คนอื่นถูกเนื้อต้องตัว
“นี่นาย การถูกเนื้อต้องตัวกันมันเป็เื่ปกติในหมู่ผู้ชายหรือว่า... นายจะยอมรับว่านาย...ไม่ใช่ผู้ชาย” เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆสบตาเธออย่างเ้าเล่ห์
“ผมอาจจะยังไม่บอกคุณผมเป็คนอารมณ์ร้อน ขอเตือนว่าถ้านายกวนอารมณ์ผมมากๆ นายอาจจะเจ็บตัวก็ได้”
“เห้อทำไมอยู่กับนายแล้วต้องระวังเื่เจ็บตัวเยอะจัง” โลเวลทำหน้าฉงน
“แต่ช่างเื่เจ็บตัวเถอะว่าแต่นายจะไปไหน ฉันไปด้วย” พลันสีหน้าก็เปลี่ยนเป็ตื่นเต้น เหมือนหนูน้อยกำลังจะออกผจญภัยในโลกกว้าง
“ผมชอบทำอะไร ไปไหน มาไหน คนเดียว” ร่างบางหมุนตัวกลับไปตามทิศทางเดิม
“นั่นมันแต่ก่อนตอนนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว นายต้องชอบทำอะไร ไปไหน และมาไหนกับฉันคนนี้”เขาวิ่งตามมาคล้องแขนตัวเองเข้ากับแขนของเธอ ลากให้เดินไปด้วยกัน
เห้อ นายคนนี้เธอเตือนอะไรไปเคยฟังบ้าไหมนะ หรือต้องให้เจ็บตัวก่อน ถึงจะยอมเชื่อกันเธอได้แต่ส่ายหัว สาวเท้าไปตามแรงลาก
“นายมาทำอะไรที่นี่”ตัวนำโชคเคลื่อนที่หันมาถามอย่างสงสัย สายตาก็สอดส่องไปทั่วตามประสาพวกสอดรู้สอดเห็นเอ่อ ไม่สิ ต้องเรียกว่า ตามประสาคนช่างสังเกต
“มีใครเคยบอกไหมว่านายเป็คนพูดมาก”เธอหันมาถามเขาพลางทำหน้านิ่งๆ ตอนนี้เริ่มทำใจได้แล้วเลยไม่รู้สึกรู้สาอะไรเอือมระอา คิดว่าหกปีที่เรียนที่นี่เธอคงสลัดตัวนำโชคเคลื่อนที่ไม่พ้นแล้ว
“ไม่นะแต่ที่จริงก็มีคนชมว่าฉันน่ะเหมาะจะไปเป็พิธีกรอะไรทำนองนั้น มันคือพร์ แต่ฉันก็ปฏิเสธไปเพราะฉันอยากเป็หมอ ฉันมันอัจฉริยะไง มีความสามารถรอบด้าน เอ่อใช่สมัยมัธยมฉันเคยเป็พิธีก่อนของโรงเรียนหลายครั้ง”เขาโอ้อวดอย่างภูมิใจในสิ่งที่เขามองว่า มันคือพร์?
“ผมก็หวังว่าก่อนที่คุณจะได้เป็หมอคุณจะไม่ต้องตายเพราะพร์ของคุณซะก่อน”
“หืม? ทำไมต้องตาย? เอ่อว่าแต่เรามาทำอะไรที่นี่ญาตินายป่วยเหรอ” คนถูกถามไม่ตอบ ต้องพูดว่า ไม่สนใจเลยมากกว่า ร่างบางเดินไปหยุดที่ห้องพักแห่งหนึ่งเธอเปิดประตูเข้าไป คนในห้องหันมาตามเสียงปิดประตูคนป่วยยิ้มเมื่อเห็นว่าเป็คนที่เขารู้จักดี เป็คนเดียวที่เขารู้จัก
“ผมมาเยี่ยม”ร่างเล็กบอกสั้นๆ เดินไปทรุดตัวนั่งใกล้เตียงคนป่วย
“คุณเป็ยังไงบ้าง” เธอถามแต่อีกคนไม่ตอบ เอาแต่จ้องไปที่ประตูมองอย่างสงสัยเพราะปกติจะมีแต่เด็กสาวมาเยี่ยมเขา แต่วันนี้ใครอีกคนมาด้วยคนโดนจ้องอย่างโลเวลได้แต่ยื่นเกาท้ายทอย ยิ้มแกนๆมาให้อย่างทำอะไรไม่ถูก
“เขาชื่อโลเวลเป็เพื่อนร่วมชั้นเรียนของผม”
“เป็เพื่อนสนิทด้วยครับ”คนถูกแนะนำต่อท้ายความสัมพันธ์ให้
“เอ่อคุณลุงคงเป็ญาติ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”โลเวลก้มหัวทักทายให้ตามประสาคนอัธยาสัยดีที่เข้าหาคนอื่นเก่ง?
“ไม่ใช่ญาติหรอก”ฟีบีแก้
“อ้าว งั้นเป็ใครอ่ะ” จู่ๆทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบแววตาผู้ป่วยเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัด เขาก้มหน้า มือจับผ้าห่มแน่น ใช่เขาเป็ใคร?คำถามที่เขาเฝ้าถามตัวเองมาตลอดสองเดือนนี้
“ไม่เป็ไรเดี๋ยวคุณก็จำได้” เด็กสาวจับมืออีกฝ่ายบีบเบาๆเป็ชิงปลอบใจ
“นี่นายตกลงว่าคุณลุงคนนั้นไม่ใช่ญาตินายแล้วเขาเป็ใคร”ถามพลางมือก็หยิบขนมยัดเข้ามาปากพลาง มันมีขายอยู่น่าโรงพยาบาล รสชาติไม่เลวไว้คราวหน้าจะกลับมากินอีก
“ผมเองก็ไม่รู้ผมเจอเขาเมื่อสองเดือนก่อน”
“อ้าว? ไม่ใช่ญาติ ไม่รู้จัก เพิ่งเคยเจอนี่นายทำไมไม่แจ้งตำรวจล่ะว่ะ” โลเวลถามอย่างใ ใช่สิ นี่มันเื่ใญ่มากเลยนะ
“ตำรวจหาแล้วแต่ไม่เจอญาติของเขา”
“แล้วทำไมไม่ถามจากลุงเขา”
“เขาความจำเสื่อม”
“อะไรนะ นี่นอกจากไม่รู้จัก ไม่ใช่ญาติแล้วยังความจำเสื่อมอีก โหยอะไรมันจะละครขนาดนั้น งั้นนายก็ดูแลเขามาตลอดสองเดือนเลยอะดิโหสุดยอด ค่ารักษา ค่าหมอ ค่ายา ที่บ้านนายก็เป็คนออกเองอะดิ โหยสุดยอดถ้าจะรวยหน้าดู”
“ไม่รู้หรอกที่บ้านไม่มีใครรู้” ใช่ ให้รู้ไม่ได้ คราวน์ไม่มีทางเห็นด้วยแน่ที่เขาทำแบบนี้
“งั้นนายก็เป็คนจ่ายเองทั้งหมดอะดิ สุดยอด” โลเวลตาโต ทำไมชีวิตของเขาไม่เป็แบบนั้นบ้างวะอยากจะทำอะไรก็ได้ อ้ากก ยิ่งคิดก็ยิ่งอิจฉามัน
“แต่ว่านะ ยังไงเราก็ยังเป็แค่นักศึกษานายทำแบบนี้ไม่เกินตัวไปหน่อยเหรอ ทำไมไม่ปล่อยให้ตำรวจจัดการ”
“ทำไมนายถึงอยากเป็หมอ”ร่างสูงอ้าปากเหวอจนเห็นเศษขนมที่ยังเคี้ยวคาปาก ยัยนี่มันเคยคิดสนใจในสิ่งเขาพูดบ้างไหมเขาพูดเรื่อนึง ดันถามไปอีกเื่ โวะ จะเข้าใจยากไปไหน นี่สินะ ความคิดของคนรวยอยากจะเปลี่ยนเื่ก็เปลี่ยน
“อืมไม่รู้สิ เพราะฉันอัจฉริยะมั้งเลยจะเป็หมอ แล้วนายล่ะทำไมอยากเป็หมอ”
“...........ฉันอยากเป็หมอระบบประสาทอยากช่วยให้คนที่เป็ความจำเสื่อมจำได้..........จำอะไรไม่ได้มันทรมาน”ใช่เธอเข้าใจความรู้สึกของคุณลุงคนนั้นดี มันเหมือนมีอะไรติดอยู่ในหัว แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่รู้จำไม่ได้ เื่สำคัญที่เผลอทำหล่อนหายไป
ฝากติดตามด้วยนะคะ