ตอนที่ 112 ถ้ำชายทะเล
“ทุกคนรออยู่ในเต็นท์นี้ก่อนนะคะ พกนี่ไว้ด้วย ถ้าเกิดมีอะไรเกิดขึ้น ให้ใส่พลังจิตวิญญาณลงไป มันจะกลายเป็นข่ายพลังปกป้องพวกเราไว้” หลังจากนิทานตัดสินใจว่าตนต้องไปดูลาดเลาแล้ว เขาก็ไม่ลังเลที่จะมอบปิ่นวิหคสวรรค์ให้เด็กทั้งสามไว้ป้องกันตัว หากมีสัตว์อสูรหรือคนที่สามารถมองทะลุพลังจางหายของเขาเข้ามาได้ อย่างน้อยเด็ก ๆ เหล่านี้จะได้มีอะไรป้องกันตัว
"อันนี้เห็ดสะสมควันค่ะ พอกางข่ายพลังแล้วก็ใช้ม่านควันรีบหนีไปนะ พี่จะรีบมาช่วย" นิทานกำชับหลังจากมอบเห็ดขนาดเล็กให้พวกเขา
“พี่คงไม่กล้าพูดว่าพี่จะช่วยทุกคนไหว พี่จะไปดูลาดเลาก่อน ถ้ามีโอกาสก็จะช่วยคนที่ช่วยได้ แต่ถ้าไม่ไหวพี่จะรีบกลับมารับเราทุกคนกลับเมืองแล้วค่อยตามทางการมาช่วยแทน” นิทานอธิบายคร่าว ๆ เขาแม้จะอยากช่วยทุกคนแต่เขาไม่อยากให้ความหวังเลื่อนลอย เขาไม่ใช่พระเจ้า เขาเป็นเพียงมนุษย์ หากศัตรูเป็นนักสลักโทมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไปเขาก็อาจพลาดท่าเองได้
เขารู้ตัวว่าตนเป็นอัจฉริยะแต่ไม่ได้หมายความว่าเขามั่นใจว่าตัวเองทำได้ทุกอย่าง การประมาณตนคือเงื่อนไขแรกในการเอาชีวิตรอดในป่า
“ครับ/ค่ะ ระวังตัวด้วยนะคะ” เด็กทั้งสามตอบ เด็กหญิงคนหนึ่งกำปิ่นวิหคสวรรค์ไว้แน่น พร้อมใช้งานได้ทุกเมื่อ
นิทานลูบหัวเด็กเหล่านั้นน้อย ๆ แล้วจึงมุดตัวออกมาพร้อมคีตา
ถ้ำติดชายทะเลทางใต้ เคยเห็นในแผนที่อยู่ ไม่ไกลเท่าไหร่ นิทานคิดเพียงแค่นั้นก็เปิดใช้พลังจางหายเต็มตัว แล้วจึงมุ่งหน้าลงใต้ไปยังจุดที่เขาพอจะจำได้คร่าว ๆ
คีตา ครั้งนี้อันตราย ตั้งสติเสมอนะ นิทานสื่อสาร
“โฮ่ง!”
อืม!
นิทานยังคงเดินทางด้วยวิธีเช่นเดิม หลบสัตว์อสูรที่เขาไม่ต้องการเสียเวลาด้วย โจรสลัดและนักผจญภัยที่ผ่านไปมาเขาไม่อาจไว้วางใจฝากเด็ก ๆ หรือให้ไปแจ้งทางการโดยตรง ขอเพียงภาวนาว่าจะไม่มีใครพบพวกเด็ก ๆ ก่อนเขากลับมาหรือคนที่พบมีมนุษย์ธรรมมากเพียงพอ
นิทานสะบัดหน้าทิ้งความคิดลบ ๆ ทั้งหลาย พลังจางหายถูกใช้ออกเต็มกำลัง มุ่งหน้าด้วยความเร็วมากกว่าที่เคย แม้จะเสี่ยงมากขึ้นแต่งานนี้เวลาเป็นปัจจัยสำคัญ
เป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่าแลกกับเวลาที่เขาต้องการ เด็กที่ชื่อโอไรออนคนนั้นสมควรโดนโจมตีและลงโทษมานานกว่าหนึ่งวันแล้ว เขาไม่เห็นรอยแผล บางทีเด็ก ๆ อาจจะตระหนกมากไปเอง บางทีโจรสลัดเหล่านั้นอาจยอมรักษาโอไรออนเพื่อเก็บไว้ขาย แม้จะมีความเป็นไปได้แต่เขาไม่ต้องการหวังพึ่งกับคำว่า 'บางที' หรือ 'อาจจะ' ชีวิตของเด็กคนนั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรค่าแก่การเดิมพัน
เมื่อนิทานผ่านส่วนลึกของป่าชายเลนไปทางใต้ ระหว่างทางเขาพบกุ้งสะท้อนแสงจำนวนมาก แม้เขาจะค่อนข้างเสียดาย แต่ก็ได้แต่จดจำตำแหน่งเอาไว้ หากมีโอกาสและเวลาเขาค่อยมาในภายหลัง
ผ่านไปกว่าชั่วโมง ในที่สุดเขาก็หลุดออกมาจากเขตของป่าชายเลน ความไวระดับนี้เป็นเพราะความเชี่ยวชาญในป่าและการหลบเลี่ยงของนิทานเอง ทางด้านหน้าคือชายหาดขนาดใหญ่ที่ทอดตัวยาว เม็ดทรายจำนวนมากสีขุ่นราวก้อนเหล็กใสปูกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ ยิ่งยามที่พระอาทิตย์สะท้อนเข้ามายิ่งเกิดเป็นภาพที่งดงาม เป็นที่มาของชื่อชายหาดแก้วเหล็ก
บริเวณนี้ไม่ค่อยมีผู้คนผ่านมามากนักน้ำที่ชายหาดจึงใสสะอาด เป็นความงามแห่งธรรมชาติอันน่าหลงใหล แต่นิทานไม่มีเวลาชมความงามแม้แต่น้อย เขาแข่งกับเวลาทุกวินาที เขามองไปรอบ ๆ หาถ้ำที่โจรสลัดคนนั้นพูดถึง
ทางด้านหนึ่งของหน้าผาขนาดใหญ่ เขาเห็นถ้ำเล็ก ๆ ถ้ำหนึ่งที่หลบอยู่หลังซอกหิน แม้ในแผนที่จะระบุว่าบริเวณนั้นมีถ้ำแต่หากไม่ตั้งใจหาก็ยากที่จะสังเกตเห็น
เมื่อเขาเข้าใกล้ถ้ำแห่งนี้ นิทานพลันเพิ่มความระมัดระวังขึ้นหลายเท่าตัว
คีตา ตรวจสอบ นิทานสื่อสาร
คีตาปล่อยพลังอาณาเขตอย่างจริงจัง มันตรวจสอบรอบตัวอย่างละเอียดถี่ถ้วน แม้แต่ร่องรอยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่ยอมให้หลุดรอดสายตา พวกเขากำลังจะบุกเข้าไปในฐานของศัตรู ความระมัดระวังเพียงใดก็ไม่มากเกินไป
หลังตรวจสอบอย่างละเอียด นิทานก็ได้รับภาพและข้อมูลที่คีตาส่งเข้ามา
ข่ายอาคม ไม่ใช่แบบป้องกัน แต่เพื่อตรวจจับ รอยเท้าเยอะพอตัว นอกจากรอยเท้าเด็ก 10คน คร่าว ๆ น่าจะมีโจรสลัด 4 ถึง 5 คน ไม่มีรอยเท้าสัตว์อสูร รอยเท้าที่มุ่งหน้าออกบ่อย ๆ มีแค่ 4 รอย แปลว่าหนึ่งในนั้นสมควรเป็นหัวหน้าที่ประจำการอยู่ด้านใน มากสุดน่าจะนักสลักโท ร่องรอยล่าสุดคือเดินออก 3 คน ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง น่าจะยังไม่กลับเข้ามาเร็วๆ นี้ ถ้าเหลือแค่สองคนอาจจะพอไหว นิทานครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว สมองหมุนเร็วรี่ เขาไม่อาจทำเป็นเล่นได้
“โฮ่ง!”
นิทาน! มีกลิ่นเลือด เสียงหัวใจคนหนึ่งเบามากเลย!
คีตาแจ้งเพิ่ม แม้มันจะส่งข้อมูลที่มันได้รับมาให้นิทานได้อย่างแม่นยำ แต่ความรู้หลาย ๆ อย่างที่มันรู้ผ่านประสาทสัมผัสอย่างการดมกลิ่นและการได้ยินไม่อาจส่งผ่านไปสมบูรณ์ มันทำได้เพียงแปลข้อความที่มันได้ยินให้นิทานฟัง นี่คือวิธีการที่นิทานใช้รับฟังคนรอบตัวที่อยู่ไกลเกินไปพูด แม้จะไม่ละเอียดมากนัก แต่ก็มากพอผ่านการฝึกฝนให้คีตาอธิบายใจความสำคัญ
นิทานและคีตาลอบเดินช้า ๆ พวกเขาเดินเลี้ยวไปเลี้ยวมา วนรอบเพื่อหลบเลี่ยงข่ายอาคมตรวจจับ ถือเป็นโชคดีส่วนหนึ่งที่ข่ายอาคมนี้ไม่ใช่ของราคาแพงคุณภาพสูงที่มีคนเข้ามาในระยะก็ตรวจจับทันที เป็นเพียงของราคาถูกที่ตรวจจับเมื่อมีบางสิ่งมาสัมผัส
หลังผ่านการเฝ้าระวังขั้นแรกมาแล้ว นิทานจึงมุ่งหน้าเข้าสู่ถ้ำ แม้ถ้ำนี้จะดูเหมือนเล็กแต่ภายในค่อนข้างลึก หลังจากเข้ามาไม่นาน นิทานก็ตรวจพบมนุษย์
ในพื้นที่โล่งบริเวณหนึ่งของถ้ำ มีโจรสลัด 3คน จุดกองไฟพร้อมนั่งล้อมรอบ สองคนในนั้นถือขวดเหล้า ดื่มพร้อมหัวเราะเฮฮากันอย่างมีความสุข แต่โจรสลัดหญิงคนหนึ่งในนั้นกลับมีท่าทีสุขุม ไม่แตะสิ่งของมึนเมาแต่อย่างใด เพียงนั่งหลับตาน้อย ๆ อีกมือหนึ่งขัดรองเท้าของตน
ตัวหัวหน้าสินะ นิทานวิเคราะห์ เขาจับจ้องที่โจรสลัดหญิงคนนี้เป็นพิเศษ เธอมีร่างกายที่ค่อนข้างอวบ เสื้อผ้าเหมือนโจรสลัดส่วนใหญ่ แต่เนื้อผ้าและรัศมีพลังจากวัสดุของเสื้อผ้านั้นทำให้นิทานค่อนข้างมั่นใจว่าพลังป้องกันของเสื้อผ้าชุดนี้สมควรอยู่ในระดับผู้เรียนรู้
รองเท้าและสนับแข้งของเธอทำจากโลหะบางชนิดที่ส่องประกายแหลมคม
เธอมีคำแห่งพลังสลักไว้ที่หลังคอและแขนขวาอย่างชัดเจน แต่กลับต่างกันกับนักสลักที่เขาเคยเจอมา เธอไม่ปกปิดคำแห่งพลังแม้แต่น้อย
ร่ายรำ
สามเท่า
ดูจากสมบัติ น่าจะไม่ได้มีผู้อยู่เบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่นัก ไม่สิ เป็นไปได้ว่าผู้อยู่เบื้องหลังอาจจะซ่อนตัวไว้ลึกจนโจรสลัดหญิงคนนี้ไม่รู้จักก็ได้ นิทานไม่ประมาท แม้ตัวเขาเองจะมีสมบัติมากพอแถมยังมีประกันช่วยชีวิตจากอริยะแปลงเพลิงก็ตาม
ตรานั้นทำให้เขามั่นใจในความปลอดภัยของตนระดับหนึ่ง เพียง 3นาทีเขามั่นใจว่าสามารถยื้อเวลาไหว
อีกด้านหนึ่งเขาไม่มีสมบัติป้องกันตัวระดับสูงแล้ว มีความเสี่ยงหากศัตรูสามารถสังหารเขาได้ในการโจมตีเดียวเช่นกัน แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่เขาก็ยังเลือกเช่นนี้ เขาไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์อย่างเขาช่วย 10คนนี้ไว้ได้แต่ 3คนที่รออยู่เสียชีวิตจากเหตุบางอย่าง
ยันต์ป้องกันที่ซื้อมาเหลือ 3อัน ถึงจะเป็นแค่ยันต์ระดับนักสลักเอกแต่น่าจะป้องกันได้พอไหวอันละครั้ง ส่วนร่มปกปักหทัยน่าจะป้องกันได้อยู่แล้ว แต่คำแห่งพลังเนี่ยสิที่เป็นปัญหา อาจมีวิธีผ่านร่มมาก็ได้ นิทานครุ่นคิด
สามเท่า คำนี้ค่อนข้างเข้าใจง่าย น่าจะเร่งพลังโจมตีเป็นสามเท่า เพิ่มขนาด ไม่ก็เพิ่มจำนวน ถ้าสลักอยู่ตรงขา ผลที่ใช้กับขาน่าจะมากที่สุด เตะรุนแรงสามเท่าหรือเตะซ้อนสามชั้น ถ้าแค่นั้นร่มปกปักหทัยป้องกันได้สบาย
แต่ ร่ายรำ นี่สิ หมายความว่ายังไง? บังคับให้ฉันเต้นเหรอ?
นิทานขมวดคิ้ว ศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าเช่นนี้เขาต้องการข้อมูลทั้งหมดที่เป็นไปได้
นิทานสำรวจโจรสลัดอีกสองคน น่าแปลกใจแต่ทั้งสองคนนั้นเป็นเพียงผู้เรียนรู้เท่านั้น นิทานคาดว่าอีก 3คนที่ออกไปสมควรเป็นนักสลัก อาจจะไม่ทั้ง 3คน แต่พวกที่ออกไปสมควรออกไปตามหาโจรสลัดค้อนกับดาบที่เขาสังหารไป หากจะตามหาสองคนนั้นพวกมันย่อมไม่ส่งคนที่อ่อนแอจนเกินไปออกไปตามหา
สองคนนั้นไม่มีปัญหา หาจังหวะฆ่าได้ไม่ยาก นิทานสายตาแหลมคม สาดประกายเล็กน้อย
หลังจากนั้นเขาจึงหันสำรวจเป้าหมายที่เขามาเพื่อช่วยเหลือ ด้านหลังโจรสลัดหญิงที่เป็นหัวหน้าคนนั้น เขาเห็นกรงขนาดใหญ่กรงหนึ่งทางด้านหลัง หลบเข้าในด้านในของถ้ำหลังซอกหิน
ด้วยความเย็นของลมทะเลและถ้ำที่มีน้ำขังแห่งนี้ อุณหภูมิของถ้ำจึงค่อนข้างต่ำออกไปทางหนาว แต่กรงนั้นกลับอยู่ชิดน้ำขัง มีหยดน้ำไหลลงจากเพดานหยดลงไป และที่สำคัญ โจรสลัดเหล่านั้นไม่ได้จุดกองไฟไว้ใกล้ ๆ แม้แต่น้อย
เด็กในนั้นมีอยู่ 10 คนพอดีอย่างที่ทั้ง 3พูดไว้ นิทานขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเด็ก ๆ เหล่านั้นไม่ได้มีเพียงเผ่ามนุษย์ มีเด็กบางคนที่มีหูและหางของสัตว์ป่าจากเผ่าครึ่งสัตว์ มีเพียงหูและหน้าตาของสัตว์ป่าจากเผ่าไร้หาง มีเด็กคนหนึ่งจากเผ่าซือบาสที่นอนหายใจรวยริน ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลและเลือดแห้งกรัง และเด็กจากเผ่ารูเบียสที่นั่งเงียบอยู่ตรงขอบกรง
เด็กเหล่านั้นแต่ละคนล้วนมีสีหน้าสั่นเครือ ร่างกายบอบบางผอมแห้ง มีรอยแส้เฆี่ยนอยู่รอบตัว น้ำตาคลอเบ้าตัวสั่น พวกเขาพยายามอยู่ใกล้ ๆ กันเพื่อความอบอุ่น แม้แต่เผ่ารูเบียสที่จะแข็งกร้าวกว่าคนทั่วไปก็ยังอยู่ไม่ห่างไปนัก
“ไม่เป็นไรนะทุกคน เดียวต้องมีคนมาช่วยพวกเราแน่ ๆ” เด็กชายจากเผ่าซือบาสคนนั้นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แม้เขาจะอ่อนระโหยโรยแรง หากเขาก็ยังพยายามให้กำลังใจเด็กคนอื่นที่หวาดกลัว
“โอไรออน นายไม่เป็นไรใช่มั้ย” เด็กชายเผ่ามนุษย์คนหนึ่งกุมมือของเด็กชายเผ่าซือบาสเอาไว้ แม้เขาจะพยายามปั้นหน้าเข้มแข็งแต่บาดแผลบนร่างของเขาทำให้เด็กรอบข้างตื่นกลัว
“ฉันไม่เป็นไรหรอก พวกสวะนั่นทำอะไรฉันได้ที่ไหนกัน” เด็กที่ชื่อโอไรออนหัวเราะน้อย ๆ หากกลับกระอักลิ่มเลือดออกมาพร้อมสีหน้าเจ็บปวด
นิทานมองภาพนั้นจากไกล ๆ ความโกรธเกรี้ยวฉายชัดในแววตา หากเขาทำได้เพียงกักเก็บเอาไว้
แผลขนาดนั้น ตามคนมาช่วยไม่ทันแน่ อย่างน้อย ๆ เราต้องใช้ยันต์ฟื้นฟูประคองอาการไว้ก่อน
“ทำตัวเป็นวีรบุรุษอีกแล้วรึไง อยากโดนฟาดอีกทีมั้ยล่ะไอ้เด็กนรก!” โจรสลัดคนหนึ่งที่เมามายลุกขึ้นจากกองไฟ มันถือแส้เดินอย่างเมามายเข้าไปหาเด็ก ๆ เหล่านั้น พวกเขาต่างตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
เมื่อแส้นั้นฟาดลงมา กลับเป็นโอไรออนที่แทบไม่อาจขยับเขยื้อน ฝืนลุกขึ้นมาบังเด็ก ๆ เหล่านั้นไว้อีกครั้ง
“เท่นักหรือไงวะ!” ยิ่งเห็นดังนั้นโจรสลัดคนนั้นยิ่งได้ใจ ฟาดแส้แล้วแส้เล่าอย่างมันมือ เด็กด้านหลังมีบางคนพยายามจะเดินไปช่วย หากกลับโดนโอไรออนตะโกนห้ามไว้ พวกเขาน้ำตาคลอเบ้ากับความเสียสละของเด็กชายต่างเผ่าที่เขาไม่รู้จัก
โจรสลัดผู้นั้นหัวเราะอย่างสะใจท่ามกลางเลือดที่สาดกระเซ็นและสุราที่มอมเมา
นิทานกัดฟันแน่น มือทั้งสองกำเป็นหมัด เล็บจิกฝ่ามือแน่นหนา โลหิตเริ่มไหลซึมออกมาจากฝ่ามือ เขาเลียเลือดเหล่านั้นเพื่อป้องกันกรณีที่พวกโจรสลัดนั้นไวต่อกลิ่นเลือด
แผนการช่วยเหลือเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในหัว แม้จะค่อนข้างอันตราย แต่ดูจากสภาพของโอไรออนแล้วเวลานี้มีแต่ต้องทำเท่านั้น