บทที่ 34 อันอันไม่สบาย?!
ฉินเชียนอี้ จ้องมองปฏิกิริยาของบิดาอย่างไม่วางตา เมื่อเห็นหัวคิ้วที่กระตุกเล็กลงของพ่อตัวเอง เขาก็รีบโพล่งถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นทันที
“พ่อครับ... พ่อกำลังนึกถึงเรื่อง ‘พิธี’ ตอนนั้นอยู่ใช่ไหม? พ่อบอกผมมาเถอะว่ากำไลนี่มันคืออะไรกันแน่!”
ฉินฮ่าวเฉินขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปม ก่อนจะพ่นคำสั่งที่เต็มไปด้วยความรำคาญใจออกมาเสียงต่ำ
“ไป.โรง.เรียน.ซะ”
“โธ่พ่อ! นี่มันจะหมดเวลาเรียนคาบสุดท้ายอยู่แล้วนะ...”
เจ้าตัวแสบโอดครวญพลางทำหน้ายู่ แต่พอสบเข้ากับสายตาคมกริบของคนเป็นพ่อ เขาก็รีบทำท่ารูดซิปปากสนิท
“โอเค ๆ ผมยอมแพ้ ไม่ถามซ้ำแล้วครับ พ่อก็อย่าเพิ่งไล่ส่งผมเลยนะ นาน ๆ ทีเราสามคนพ่อลูกจะได้อยู่ด้วยกันแบบพร้อมหน้า... เรามารักกันและอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขกันเถอะครับ”
ฉินฮ่าวเฉินยังไม่ทันได้อ้าปากด่าเจ้าลูกชายเบอร์หก เสียงเล็ก ๆ อ่อนนุ่มดุจปุยเมฆของเจ้าตัวน้อยก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะ
“ถูกแล้วค่า~”
อันอัน มองพี่ชายคนเล็กสลับกับคุณพ่อพลางฉีกยิ้มหวานจนเห็นฟันซี่เล็ก ๆ
“คุณพ่อกับพี่หกห้ามทะเลาะกันนะคะ ครอบครัวต้องรักกันและกันนะคะ~”
ฉินเชียนอี้หัวเราะร่าด้วยความเอ็นดู พลางใช้นิ้วเขี่ยแก้มกลม ๆ ของน้องสาวด้วยความหมั่นเขี้ยว
“อันอันพูดได้ดีมาก! เห็นไหมพ่อ น้องยังบอกให้เรารักกันเลย พี่ชายรักหนูที่สุดในโลกเลยอันอัน!”
ฉินฮ่าวเฉินมองเจ้าลูกชายคนที่หกด้วยสายตาเอือมระอา แต่สุดท้ายก็ยอมใจอ่อนไม่ไล่ตะเพิดไปเรียนเพราะไม่อยากขัดใจยัยหนู
“ถ้าคราวหน้าสอบปลายภาคไม่ได้คะแนนเต็มทุกวิชา ก็ไม่ต้องแบกหน้ากลับมาที่บ้านนะ”
“จิ๊บ ๆ ครับพ่อ! ระดับไอคิวอย่างผม คะแนนเต็มมันจะยากอะไร?”
เจ้าตัวแสบยืดอกรับประกัน
ถึงเขาจะดูเกเรและรักสนุกไปวัน ๆ แต่ในโลกวิชาการ ฉินเชียนอี้คืออัจฉริยะที่ครองอันดับหนึ่งของสายชั้นมาโดยตลอด (ยกเว้นวันที่เขาแอบหนีไปนอนหลับในสวนสาธารณะ หรือจงใจโดดสอบเพื่อไปแข่งมวย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พ่อต้องกุมขมับเป็นประจำ)
ทางด้าน ฉินเหยียนอี้ นั่งฟังบทสนทนาไร้สาระของน้องชายเงียบ ๆ แม้ในหัวสมองระดับคุณหมอจะยังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามเรื่องกลไกการรักษาของกำไลเงิน แต่สำหรับเขาแล้ว... ตราบใดที่มันเป็นผลดีต่ออันอันและช่วยปกป้องเธอได้ เขาก็พร้อมจะโยนตำราแพทย์ทิ้งไปชั่วคราว
เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดกลิ่นเมนทอลออกมาเช็ดคราบยาที่หลงเหลือบนแขนขาวนวลของอันอันอย่างเบามือ
“อันอันครับ ถ้าหนูรู้สึกไม่สบายตรงไหน หรือเจ็บจี๊ด ๆ ตรงไหน ต้องรีบบอกพี่รองทันทีเลยนะ เข้าใจไหมครับ?”
“เข้า~ใจ~ค่ะ”
อันอันพยักหน้าหงึก ๆ อย่างว่าง่าย ก่อนจะทำหน้าแหย ๆ แล้วพูดเสียงซื่อ
“แต่พี่รองขา... ตอนนี้อันอันเริ่มรู้สึกไม่สบายขึ้นมาจริง ๆ แล้วค่ะ”
คำพูดสั้น ๆ นั้นทำเอา ฉินฮ่าวเฉิน ฉินเหยียนอี้ และฉินเชียนอี้ พ่อลูกสามคนถึงกับหน้าเปลี่ยนสีประหนึ่งเห็นฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ! พวกเขารีบถลาเข้าไปห้อมล้อมเธอด้วยความกังวลสุดขีด และตะโกนถามขึ้นพร้อมกันจนเสียงหลง
“อันอัน! ไม่สบายตรงไหน?! บอกพ่อกับพี่มาเร็ว!”
อันอันกะพริบตาปริบ ๆ มองความชุลมุนตรงหน้า ใบหน้าเล็ก ๆ เริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย ยัยหนูบิดตัวไปมาอย่างเคอะเขินพลางพึมพำเสียงเบาหวิว
“อันอัน...อันอันปวดฉี่ค่ะ~ ทนไม่ไหวแล้ววว”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องรับแขกประธานบริษัททันที…
“…”
ที่แท้ ความไม่สบาย ที่ทำเอาหัวใจเหล่าชายฉกรรจ์ตระกูลฉินแทบวาย ก็คือภารกิจเร่งด่วนตามธรรมชาติของเจ้าก้อนนุ่มนี่เอง! ฉินฮ่าวเฉินลอบถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกก่อนจะหลุดขำออกมากับความไร้เดียงสานั้น เขารีบอุ้มเจ้าก้อนแป้งไปจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยทันทีด้วยตัวเอง
เมื่อผู้เป็นพ่อพาน้องเดินห่างออกไป ฉินเชียนอี้ก็รีบขยับเข้าไปกระซิบพี่ชายคนรองด้วยท่าทางลับลมคมใน
“พี่รอง พี่ไม่มีอะไรจะถามผมเกี่ยวกับ ‘หมัดน็อกเอาท์’ ของอันอันจริง ๆ เหรอ? พี่ไม่สงสัยเลยเหรอว่าน้องสาวเราไปเอาพลังมหาศาลขนาดนั้นมาจากไหน?”
เขายังคงเฝ้ารอให้พี่ชายที่แสนฉลาดสงสัยเรื่องกำไลเงินอยู่เนี่ย!
“ฉันมีคำถามสำคัญคำถามหนึ่งที่อยากจะถามนายจริง ๆ นั่นแหละ”
เหยียนอี้ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แววตามีเลศนัย
ฉินเชียนอี้หูผึ่งทันที
“นั่นไง! ผมว่าแล้ว คำถามอะไรครับพี่?! ถามมาได้เลย ผมเตรียมคำตอบไว้แล้ว!”
เหยียนอี้นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถามออกไป
“วันนี้... นายไปซัดหน้าไอ้ ‘จงเจี้ยนเหริน’ หรือยัง?”
“โธ่พี่! เรื่องนั้นน่ะเหรอ?”
ฉินเชียนอี้ผิดหวังเล็กน้อยแต่ก็รีบตอบ
“ซัดไปแล้วสิครับ! สามหมัดเน้น ๆ เข้าเป้าเดิมเป๊ะ! เพราะพี่ชายคนอื่น ๆ สั่งจองยอดโควตาไว้แล้วว่ามันต้องโดนอย่างต่ำวันละสามหมัด ผมเลยถือว่านี่คือการออกกำลังกายยามเช้าก่อนไปเรียนไงครับ”
“แปลกนะ... ทำไมพวกบอดี้การ์ดถึงไม่มาตามฉันไปตรวจอาการมันล่ะ นายต่อยเบาไปหรือเปล่าเชียนอี้?”
“ผมเนี่ยนะต่อยเบา?”
ฉินเชียนอี้แค่นเสียงหัวเราะอย่างถือดี
“ผมสั่งบอดี้การ์ดไว้เองแหละว่าไม่ต้องไปรบกวนพี่ เพราะผมไม่อยากให้พี่ต้องเสียเหงื่อเสียแรงไปรักษาคนพรรค์นั้น การชกคนมันมีศาสตร์นะพี่! ชกตรงไหนให้เจ็บที่สุดแต่ไม่มีรอยเขียวช้ำ ชกตรงไหนที่ไม่ถึงตายแต่ทรมานจนอยากร้องขอชีวิต... ผมคือแชมป์มวยเยาวชนนะครับพี่รอง เรื่องแค่นี้ผมคุมน้ำหนักหมัดได้สบาย!”
ฉินเหยียนอี้พยักหน้าอย่างพอใจ
“ดีมาก... รักษามาตรฐานความดี (ในการชก) นี้เอาไว้นะ”
“อ้าว... จบแล้วเหรอพี่?”
ฉินเชียนอี้ทำหน้าเหวอ
“พี่ไม่อยากถามเรื่องกำไลหรือเรื่องพลังของอันอันต่อเหรอ?”
“ไม่อ่ะ”
ฉินเหยียนอี้แกล้งตีมึน
“นายอยากให้ฉันถามอะไรอีกล่ะ?”
“โธ่... ช่างมันเถอะ พี่นี่มันไร้จินตนาการจริง ๆ เรื่องอันอันยิ่งคนรู้น้อยยิ่งดี ผมไม่พูดแล้วก็ได้!”
ฉินเชียนอี้สะบัดหน้าหนีอย่างขัดใจที่ไม่ได้โชว์เหนือ
ฉินเหยียนอี้แอบยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ ‘เจ้าหกเอ๊ย... นายยังเด็กเกินไปที่จะมาปั่นหัวพี่ชายคนนี้’
ตลอดทั้งช่วงบ่าย อันอันยังคงปฏิบัติหน้าที่ ท่านประธานน้อย ติดตามคุณพ่อทำงานอย่างขยันขันแข็ง เมื่อการประชุมเครียด ๆ กับตระกูลไป๋ถูกสั่งยกเลิกไป ฉินฮ่าวเฉินก็กลับมาสะสางงานที่กองเป็นภูเขาเลากา โดยมีพี่รองและพี่หกคอยนั่งเล่นเกมกระดานอยู่เป็นเพื่อนน้องสาวในโซนพักผ่อน ทั้งสามคนพยายามลดเสียงกระซิบกระซาบกันอย่างรู้ความเพื่อไม่ให้รบกวนเวลาทำงานอันมีค่าของคุณพ่อ
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึงหกโมงเย็น ทั้งหมดจึงเดินทางกลับมายังคฤหาสน์ด้วยความอ่อนล้า
ทางด้าน ห่านขาว ที่ใช้เวลาทั้งวันอยู่กับ ฝูเจีย จนแทบจะกลายเป็นห่านผู้ทรงศีลไปแล้ว พอสัมผัสได้ถึงเสียงเครื่องยนต์รถที่คุ้นเคยและกลิ่นอายของอันอัน มันก็ยืดคอส่งเสียงร้องลั่นสวน
“ก้าก ๆ! ก้าก ๆ!”
มันส่งสัญญาณเตือนอย่างตื่นเต้น
ฝูเจียที่กำลังนั่งหมุนลูกประคำสวดมนต์อย่างสงบอยู่บนโซฟา เขาเพียงเงยหน้าขึ้นมองห่านขาวแล้วพยักหน้าเบา ๆ ราวกับสื่อสารกันได้
“ไปเถอะ... ”
“ก้าบ ก้าบ~”
ห่านตัวเขื่องกระพือปีกพึ่บพับ วิ่งตึ๊กตั๊กไปที่หน้าประตูจนขนสีขาวปลิวว่อนไปทั่ว ฝูเจียค่อย ๆ ปัดขนห่านออกจากไหล่อย่างสำรวมก่อนจะลุกขึ้นเดินตามออกมาเมื่อได้ยินเสียงประตูรถปิดลง
ห่านขาวยืนรออยู่ที่หน้าประตูรถทันทีที่บอดี้การ์ดเปิดออก มันยืดคอยาวเหยียดพลางสะบัดหัวทักทาย
“ก้าบก้าบ~”
“ห่านขาว~ อันอันกลับมาแล้ววว”
อันอันยื่นมือน้อย ๆ ออกไปลูบขนพอง ๆ ของเพื่อนรักทันที
ฉินฮ่าวเฉินอุ้มยัยหนูลงรถพลางลูบหัวปลอบโยนความเหนื่อยล้า
“ไปเล่นเถอะลูก พ่อมีธุระคุยกับพี่ใหญ่แป๊บหนึ่ง”
อันอันรับคำอย่างร่าเริงแล้ววิ่งเตาะแตะตามห่านขาวไปที่สวนดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานทันที
เขามองตามหลังลูกสาวไปจนสุดตา ก่อนจะหันมาหา ฝูเจีย ลูกชายคนโตที่ยืนสงบนิ่งรออยู่ด้วยท่าทางน่าเกรงขาม
“เป็นยังไงบ้าง? เรื่องที่ฉันฝากไว้”
ฝูเจียเหลือบมองไปยังทิศทางที่อันอันวิ่งไป แววตาที่เคยนิ่งสนิทพลันมีประกายความขบขันจาง ๆ พาดผ่าน ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ทว่าเปี่ยมด้วยความหมาย
“ยังเหลือเวลาอีกสองวันครับ”
ฉินเหยียนอี้และฉินเชียนอี้ที่เพิ่งลงจากรถตามมา ได้ยินประโยคสุดท้ายเข้าพอดี ทั้งคู่มองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความมึนตึ้บ ‘พ่อนะพ่อ... พ่อกับพี่ใหญ่กำลังแอบคุยรหัสลับอะไรกันอีกเนี่ย?!’