เวลาล่วงเลยมามากกว่าห้าวันแล้วจากครั้งสุดท้ายที่ท่านหมออีมาตรวจร่างกายของตงตง ด้วยผลการรักษาครั้งล่าสุดเป็ไปด้วยดีไม่มีสิ่งใดน่าเป็ห่วง ท่านหมออีจึงจัดยาบำรุงร่างกายและลดช้ำในให้เขาดื่มต่ออีกเพียงห้าวันเท่านั้น ซึ่งเทียบยาหมดไปั้แ่เมื่อวาน และวันนี้นับเป็วันแรกที่เขาไม่ต้องกินยาขมอีกต่อไป ตงตงจึงดูจะอารมณ์ดีเป็พิเศษ
“อาซาน วันนี้พวกเราออกไปเดินเที่ยวตลาดกันดีหรือไม่ ข้าหายดีแล้วนะต้องฉลองสักหน่อย” ตงตงเอ่ยชวนบ่าวรับใช้คนสนิทอย่างเบิกบานเมื่ออาซานเข้ามาช่วยเขาแต่งกายในยามเช้า
“หากคุณชายน้อยอยากไป ก็ควรไปแจ้งนายท่านกับฮูหยินหรือคุณชายใหญ่ก่อนนะขอรับ” อาซานเตือนคุณชายน้อยของตนด้วยสีหน้าติดจะเป็กังวล ไม่ใช่คราวที่แล้วแอบออกไปข้างนอกกันเองก็โดนคนรังแกจนหัวแตกช้ำในกลับมาหรือไร ทางที่ดีบอกกล่าวบรรดานายท่านไว้ก่อน จะได้เตรียมคนมีฝีมือไปคุ้มกันคุณชายน้อยมากหน่อย อีกทั้งคุณชายน้อยของเขายังดูรู้ความมากขึ้นด้วย เสนอแบบนี้คงไม่เอาแต่ใจไร้เหตุผลดังเก่า
“แน่นอน ประเดี๋ยวตอนรับสำรับเช้าข้าต้องบอกท่านพ่อกับท่านแม่ก่อนอยู่แล้ว ยิ่งถ้าพี่ใหญ่ว่างไปด้วยกันได้ก็คงดี” ตงตงรู้ความเป็กังวลของอาซานดี ตัวเขาเองก็ไม่ใช่ไม่กังวล ั้แ่รู้ความจริงว่าอาการาเ็ที่ได้รับมาไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็เพราะโดนคนพาลทำร้าย เขาก็คิดไว้แล้วว่าหากจะออกไปข้างนอกก็ต้องพาคนคุ้มกันไปมากหน่อย หรือเวลาพี่ใหญ่อยู่ก็ลากพี่ใหญ่ไปเป็เพื่อนกันเลยจะได้หายห่วง “จะว่าไปทำไมข้าถึงถูกคนรังแกง่ายดายนักนะ ท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่ต่างก็ดูเก่งกาจปานนั้น” ตงตงได้แต่พึมพำกับตัวเองอย่างสงสัย ระหว่างพักฟื้นเขารู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องนอน ๆ นั่ง ๆ อยู่แต่บนเตียง ่สองสามวันหลังจึงได้ออกมาเดินเล่นภายในจวน และได้ไปเดินดูลานฝึกซ้อมวิชาของคนในสกุลหาน จึงได้มีโอกาสเห็นความสามารถของท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่ด้วย
“ดีแล้วขอรับคุณชายน้อย” อาซานกล่าวสนับสนุนอย่างโล่งใจ สายตาก็พลางสำรวจความเรียบร้อยของชุดที่คุณชายน้อยสวมใส่อีกครั้ง
“คุณชายสวมอาภรณ์สีเขียวอ่อนแล้วดูสง่างามมากจริง ๆ ขอรับ” อาซานอดจะเอ่ยชมคุณชายของตนออกมาไม่ได้ ในใจก็คิดว่าหากทุกคนรู้ว่าคุณชายของเขาไม่ได้สติวิปลาสอย่างที่ว่ากันแล้ว คุณชายของเขาจะต้องเนื้อหอมมากแน่ ๆ
“ผู้ชายผอมบางขนาดนี้เรียกว่าสง่างามได้หรือ เ้าเยินยอข้าเกินไปแล้วล่ะอาซาน” ตงตงรู้สึกว่าร่างนี้ผอมบางไปจริง ๆ “คงต้องรีบขุนร่างให้มีเนื้อหนังมากกว่านี้ พออีกสองสามปีจะได้เล่นกล้ามให้ดูสุขภาพดีสักหน่อย จะว่าไปถ้าโลกนี้มีฟิตเนสก็คงจะดี เฮ้อออ” เขาได้แต่บ่นกับตัวเองในใจ
“แบบนี้ก็จัดว่าสง่างามกว่าคนทั่วไปมากแล้วขอรับ รอให้ถึงวัยสวมกวานรูปร่างของคุณชายคงสูงใหญ่ขึ้นอีกแน่ขอรับ” อาซานเอ่ยอย่างจริงจังจนคนฟังต้องพยักหน้าตาม และไม่คิดจะขัดอีกด้วยเข้าใจว่าพิมพ์นิยมในแต่ละโลกแต่ละยุคย่อมแตกต่างกัน
“อาซาน เ้าสอนข้าเกล้าผมหน่อยสิ ข้าลืมไปแล้วว่าทำยังไง” ตงตงเอ่ยเปลี่ยนเื่
“ไม่ได้ลืมหรอกขอรับ เพราะปกติก็เป็ข้าเกล้าให้ท่านตลอดอยู่แล้ว ท่านไม่เคยเกล้าเองนะขอรับ”
“แต่ข้าอยากทำเป็นี่ มีที่ไหนอายุสิบสามแล้วยังเกล้าผมเองไม่เป็” ตงตงกล่าวอย่างดึงดัน “ถึงข้าในโลกนู้นอายุสามสิบแล้วจะทำไม่เป็มันก็ไม่แปลก เพราะผู้ชายส่วนใหญ่ไว้ผมสั้นกันทั้งนั้น แต่ผู้ชายที่นี่ล้วนไว้ผมยาวั้แ่เด็กจะบอกว่าเกล้าไม่เป็ไม่ได้ มันไม่ควรรอพึ่งคนอื่นอย่างเดียวไหม” ประโยคยาวเหยียดถัดมาล้วนกล่าวเถียงในใจเงียบ ๆ
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ เช่นนั้นก็นั่งลงเถิดขอรับข้าจะได้เริ่มสอนท่านเลย” อาซานเห็นคุณชายดึงดันเช่นนั้นจึงได้แต่ต้องตามใจสอนคนเกล้าผมให้เป็ กว่าจะสอนเสร็จก็ถึงเวลารับสำรับเช้าพอดี ตงตงที่เริ่มเกล้าผมเป็แล้วจึงรีบเกล้าผมด้วยตัวเองอีกครั้งให้เรียบร้อย จากนั้นจึงตรงดิ่งไปยังเรือนยังหลักเพื่อรับสำรับเช้าร่วมกับท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่ เมื่อคนเดินถึงห้องอาหารของเรือนหลักก็เห็นว่าทุกคนนั่งประจำที่แล้ว
“ข้าขออภัยที่ปล่อยให้ทุกคนรอขอรับ” ตงตงกล่าวขอโทษท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่ของตนทันที รู้สึกไม่ได้ที่ต้องให้ผู้ใหญ่มานั่งรอตัวเองกินข้าว
“ขออภัยอันใดกันเสี่ยวตง ลูกไม่ได้สายเสียหน่อย พวกเราเพิ่งนั่งลงเ้าก็เดินมาถึงหน้าเรือนหลักพอดี” ฟานเยว่หงเอ่ยกับบุตรชายคนเล็กด้วยความเอ็นดู มือก็กวักเรียกให้คนมานั่งประจำที ใบหน้ามีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับอยู่ตลอด ฝ่ายตงตงเห็นแบบนั้นก็ยิ้มรับคำมารดาแล้วรีบนั่งลง ระหว่างที่รอบ่าวไพร่เอาสำรับขึ้นโต๊ะหานเทียนอี้ก็ถามไถ่อาการของเขาเช่นที่ทำทุกวัน
“แล้ววันนี้อาการเ้าเป็อย่างไรบ้าง พ่อจำได้ว่ายาของเ้าหมดั้แ่เมื่อวานแล้วสินะ”
“ข้ารู้สึกว่าร่างกายหายเป็ปกติแล้วขอรับท่านพ่อ วันนี้รู้สึกแข็งแรงมากจนอยากจะขออนุญาตพวกท่านออกไปเที่ยวเล่นที่ตลาดขอรับ” ตงตงกล่าวไปก็ยิ้มประจบผู้เป็บิดาไป ตัวเขาคิดว่าในเมื่อร่างนี้ยังอายุแค่สิบสาม ยังจัดว่าเป็เด็กอยู่จะประจบประแจงออดอ้อนบ้างก็คงไม่เป็ไร แม้จะติดเขิน ๆ อยู่ก็ตาม