หลินเฟยหลันยืนรอคอยผู้เป็บิดาด้วยความตื่นเต้นผู้คนที่สัญจรไปมาต่างยิ้มออกกับท่าทีกระตือรือร้นของท่านหญิงใหญ่ตัวน้อย
"ท่านหญิงใหญ่ช่างน่าเอ็นดูนัก"
"ใครว่านางเอาแต่ใจกันดูอย่างไรก็ไม่เหมือนสักนิด"
"ใช่ๆถ้าข้ามีลูกหลานเช่นนี้ ข้าคงจะหลงหัวปักหัวปำเลยทีเดียว"
"แต่ไม่เห็นพระชายาเลย"
แววตาของหลินเฟยหลันไหววูบ
นางจึงเดินออกมาที่ถนน แล้วเข้าไปกระซิบกับคนที่เอ่ยถามหามารดาตน
"เสด็จแม่ต้องดูแลน้องชายเ้าค่ะ หลันเอ๋อร์ไม่อยากให้เสด็จแม่เหน็ดเหนื่อยจึงอาสามารับเสด็จพ่อแทน"
แล้วคิ้วน้อยๆ ก็ขมวดย่นเข้าหากัน พลางกระซิบถาม"ไม่เหมาะหรือเ้าคะ ที่หลันเอ๋อร์มารับเสด็จพ่อ แต่เสด็จแม่ไม่มา ทั้งๆที่เสด็จแม่เองก็อยากมา แต่หลันเอ๋อร์สงสารเสด็จแม่ จึง..จึง..อึก"
สองประโยคท้ายน้ำเสียงของท่านหญิงตัวน้อยสั่นสะอื้นจนเหล่าชาวเมืองอดที่จะเห็นใจไม่ได้
"มิได้เพคะท่านหญิงใหญ่ พระชายาทรงเหน็ดเหนื่อยมากพอแล้ว ท่านหญิงทำเช่นนี้ถือว่ากตัญญูยิ่งเพคะ"
"จริงนะ"หลินเฟยหลันถามย้ำด้วยน้ำเสียงดีใจ
"จริงเพคะ/จริงพ่ะย่ะค่ะ"หลายคนจึงช่วยกันยืนยัน
ได้รับรอยยิ้มจากท่านหญิงใหญ่ทำเอาหลายคนถึงกับอยากจะดึงร่างเล็กนั่นเข้ามากอดเลยทีเดียว
เมื่อรถม้้าของชินอ๋องมาถึง ชาวบ้านต่างพากันคุกเข่าคำนับ
แต่เมื่อเห็นว่าชายารองและบุตรทั้งสองนั่งรถม้าคันเดียวกันกับชินอ๋องแม้จะรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง แต่อย่างพวกเขาจะทำอันใดได้
หลินเฟยหลันกลาวต้อนรับทุกคนด้วยน้ำเสียงยินดี "เสด็จพ่อเสด็จแม่รอง ยินดีต้อนรับกลับเพคะ น้องรอง น้องสาม ยินดีต้อนรับกลับ"
"อืม"ผู้เป็บิดาพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจ และหันไปรับชายารองและบุตรทั้งสองแทน
ส่วนสามแม่ลูกก็เชิดหน้าราวกับนางพญา
ท่านหญิงใหญ่หน้าเสียเล็กน้อย ปากเล็กเม้มเข้าหากันและเหมือนอยากจะเอาอกเอาใจบิดา "เสด็จพ่อ น้องสี่ไม่สบายเสด็จแม่จึงอยู่คอยดูแล อีกทั้งเสด็จแม่ถูกกักบริเวณอยู่ลูกจึงมารับเสด็จพ่อกับเสด็จแม่รอง ลูกเก่งหรือไม่เพคะ"
ผู้เป็บิดาเพียงปรายตามองแล้วจูงมือชายารองและบุตรทั้งสองผ่านเลยบุตรสาวคนโตไป โดยไม่แม้แต่จะเอ่ยคำชมหรือถ้อยคำใด
ชุนลี่จึงเข้าไปปลอบ "ท่านหญิงอย่าคิดมากเลยเพคะท่านอ๋องคงจะเหนื่อยจากการเดินทาง"
"อึก หลันเอ๋อร์ไม่คิดมากหลันเอ๋อร์เป็เด็กรู้ความ เสด็จแม่บอกว่าหลันเอ๋อร์ต้องรักและกตัญญูต่อเสด็จพ่อแม้ว่าเสด็จพ่อจะไม่รักหลันเอ๋อร์ก็ตาม" ประโยคสุดท้าย หลินเฟยหลันก้มหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบาแต่ชาวบ้านที่คุกเข่าอยู่ใกล้มีหรือจะไม่ได้ยิน
เห็นท่านหญิงใหญ่นิ่งเงียบไป ชุนลี่รู้สึกขัดใจเล็กน้อย
เพราะปกติแล้วหลินเฟยหลันต้องกรีดร้องอย่างเอาแต่ใจเมื่อบิดาไม่สนใจเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมาแต่่สองสามวันมานี้ รู้สึกว่าท่านหญิงใหญ่จะนิ่งเงียบผิดปกติ
หรือว่าเพราะได้พระชายาเสวียนสั่งสอน
ไม่ได้การละ นางต้องทำอะไรสักอย่าง มิเช่นนั้นตำแหน่งอนุท่านอ๋องคงต้องหลุดลอยไปแน่
หลินเฟยหลันที่ก้มหน้าสะอื้นแอบหรี่ตามองพี่เลี้ยงของตนด้วยแววตาลุ่มลึกปากน้อยๆ ยกยิ้ม
วันนี้นางได้พิสูจน์อีกเหตุการณ์ในฝันนั้นทุกประโยคของชาวบ้านที่เอ่ยในตอนแรกล้วนเป็เหมือนในฝัน
แต่ว่าในฝันนั้น นางใช้ถ้อยคำดูแคลนชาวบ้านเ่าั้ทำให้เมื่อรถม้าของบิดามาถึง ชายารองของบิดาก็มาช่วยแก้ต่างให้นางทำให้ได้ใจชาวบ้านไปไม่น้อย
นางจึงลองเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในฝัน เดินเข้าไปพูดคุยกับชาวบ้านซึ่งนั่นทำให้เหตุการณ์เปลี่ยน
แสดงว่า เหตุการณ์ในฝันของนาง สามารถเปลี่ยนแปลงได้
เหมือนกับว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวนางเองว่า้าเปลี่ยนมันหรือไม่
เมื่อแน่ใจว่าเหตุการณ์ในฝันนั้นล้วนเป็เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงหลินเฟยหลันจึงตัดสินใจที่จะเล่าเื่ความฝันของตนให้มารดาฟังนางเลือกจะเล่าเหตุการณ์บางอย่างที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ แต่ยังไม่เล่าเื่ที่นางแต่งงานไปต่างแคว้นตระกูลเสวียนถูกปะาในข้อหาฏเพราะกลัวว่ามารดาจะคิดมาก และอาจจะคิดว่านางสติฟั่นเฟือง
ค่อยเป็ค่อยไปก็แล้วกัน
ตอนนี้ต้องให้เสด็จแม่เชื่อหมดใจเสียก่อนว่าความฝันของนางคือลางบอกเหตุล่วงหน้า
พระชายาเสวียนแม้จะยังไม่เชื่อแต่นางก็ไม่คิดที่จะกล่าวหาว่าบุตรสาวพูดจาเลอะเลือนจึงบอกเพียงว่าขอพิสูจน์ทุกอย่างให้แน่ใจเสียก่อน
แล้วข่าวลือจากงานล่าสัตว์แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงชาวบ้านต่างพากันนินทาอย่างสนุกปาก
เนื่องจากชินอ๋องไม่มีตระกูลหนุนหลังแต่ได้ตำแหน่งนี้มาเพราะอาศัยบารมีของฮ่องเต้และไทยเฮาเกื้อหนุนทำให้หลายฝ่ายไม่พอใจอยู่นานแล้วโดยเฉพาะเหล่าอ๋องเมื่อสบโอกาสที่จะทำลายชื่อเสียงพวกเขาก็ไม่ปล่อยโอกาสอันดีนี้ไป
แม้จะเป็เื่ของตำหนักตงหยางแต่ก็เกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของชินอ๋องโดยตรงซึ่งจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของฮ่องเต้ ไทเฮาจึงมีหนังสือตำหนิพระชายา
หลังจากที่อ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบ เสวียนเยี่ยนฟางก็เผาจดหมายเป็ผุยผงพร้อมกับบอกบ่าวคนสนิท "ให้คนของเรากระจายข่าวเื่ของชายารองไปอีกถ้าจะให้ดีให้เล่าลือไปถึงมารดาของนางด้วย"
ฮึ! คิดว่าเป็ไทเฮาแล้วจะมีสิทธิ์ทำอะไรก็ได้งั้นรึ ฝันไปเถอะ
ที่นางยอมรับสมรสพระราชทานก็เพราะเห็นแก่ทุกชีวิตของตระกูลเสวียนสายรองที่กระจายอยู่ที่อื่นต่างหาก
ลำพังแค่จวนหลัก หากจะขัดราชโองการ ใครหน้าไหนจะกล้าสั่งปะาบิดานาง
ตระกูลเสวียนจงรักภักดีมาหลายชั่วรุ่นแต่พวกเ้ากลับรังแกพวกเราครั้งแล้วครั้งเล่าจนบุตรสาวของนางเกือบตกตายโดยที่นางไม่สามารถทำอะไรได้
นับว่า์ยังเมตตาคืนบุตรสาวคนเดิมของนางกลับมา
คราวนี้ข้าจะขอตอบโต้กลับคืนบ้าง ล้างคอรอได้เลย!
หลังจากนั้นก็มีคนขุดคุ้ยเกี่ยวกับพื้นเพของมารดาของชายารองลู่ขึ้นมาเื่นี้ทำให้ชาวบ้านได้มีเื่นินทาสนุกปากอีกครั้ง เพราะมารดาของชายารองลูู่เคยเป็หญิงคณิกามาก่อนฮูหยินลู่จึงสั่งกักบริเวณอนุคนโปรดของสามีเพราะอับอายที่บุตรสาวของอนุผู้นี้ไม่สามารถสั่งสอนสายเืของราชวงศ์ให้ดีได้ แสดงกิริยาชั้นต่ำต่อหน้าเชื้อพระวงศ์จนกลายเป็ที่ครหาทำให้ตระกูลลู่อับอาย
เหล่าพี่น้องก็พลอยถูกครอบครัวสามีตำหนิ
ส่วนหลานสาวที่ยังไม่ออกเรือนทางแม่สื่อของตระกูลของฝ่ายชายหลายตระกูลก็ชะลอการพูดคุยเื่การหมั้นหมายไว้ก่อน
ทางด้าน ตระกูลหญิงสาวที่้าเกี่ยวดองกับหลานชายหมอหลวงลู่ก็ขอเลื่อนกำหนดงานหมั้นหมายและงานแต่งงานออกไปเช่นกันเพราะกลัวว่าบุรุษตระกูลลูู่จะลุ่มหลงอนุหรือแอบซ่อนสาวใช้อื่นเตียงไว้คอยรังแกภรรยาเอกอย่างที่มารดาของชายารองลู่กระทำต่อฮูหยินลู่
หมอหลวงลูู่ก็ถูกสายตาของหมอหลวงคนอื่นมองมาด้วยความสมเพช
ทุกคนในตระกูลลู่จึงพลอยจงเกลียดจงชังลู่หว่านเหลียนไปอีก
ชินอ๋องไม่สนใจข่าวลือดังกล่าวเพราะเขาสนใจเพียงความรู้สึกของสตรีอันเป็ที่รักเท่านั้น
ที่เขารับตำแหน่งชินอ๋องก็เพื่อคอยพิทักษ์บัลลังก์ให้แก่ฮ่องเต้ผู้เป็พี่ชายและไทยเฮาผู้เปรียบเสมือนมารดาซึ่งทั้งสองเป็คนให้ชีวิตใหม่แก่เขาหลังจากสิ้นมารดา
คนอื่นจะคิดเช่นไร เขาล้วนไม่สนใจ
เมี่ยวกูกูพยักหน้าอย่างพึงพอใจหลังจากที่นางถ่ายทอดหลักการสี่จรรยาแก่ท่านหญิงใหญ่หลัน
ซึ่งหลินเฟยหลันก็ไม่ทำให้นางกำนัลาุโผิดหวัง นางเรียนรู้จนแตกฉานสามารถตอบคำถามต่อเมี่ยวกูกูได้ทุกข้อ
พระชายาเสวียนยิ้มรับคำชมด้วยความภาคภูมิใจ บุตรสาวของนางอายุย่างสิบสามสมควรแก่การเรียนรู้เื่ของสตรีเอาไว้ อย่างน้อยจะได้ไม่ถูกตระกูลของสามีดูแคลน
หลังมื้อเที่ยง นางกำนัลาุโก็กลับไปหลินเฟยหลันจึงขอเล่นกับน้องชายก่อนที่จะถึงเวลานอนกลางวันของเขา
หลังจากที่สองแม่ลูกปรับความเข้าใจกัน อาหารสามมื้อทั้งสามจะร่วมโต๊ะกันทุกวัน ทุกมื้อของอาหารจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
เป็เช่นนี้มานานนับเดือน
เสวียนเยี่ยนฟางแม้จะเข้มงวด หากแต่ไม่ว่าจะเป็เื่ใดบุตรสาวของนางก็ล้วนเรียนรู้ได้ดี อาจารย์ทุกคนต่างเอ่ยปากชม หลังจากรับมื้อเที่ยงนางจึงตามใจหลินเฟยหลันทุกอย่าง
แม้บุตรทั้งสองจะอยู่ในวัยที่ควรร่ำเรียนมากกว่าที่จะเล่นไร้สาระหากแต่หลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของสองพี่น้องล้วนห่างเหินนางไม่อยากให้สองพี่น้องกลายเป็คนอื่น
อีกทั้ง หลังจากที่หลินเฟยหลันขลุกเล่นอยู่กับน้องชายดูเหมือนว่าอาการป่วยของ หลินเฟยฉีจะดีขึ้น ทั้งยังกินข้าวได้มากกว่าเก่าหมอหลวงเองก็ลดจำนวนเทียบยาลงบ้างแล้ว
นางจึงคิดว่า ให้บุตรชายได้วิ่งเล่นกับพี่สาว นอกจากจะแข็งแรงขึ้นยังทำให้สองพี่น้องสนิทกันมากขึ้นด้วย
"พี่หญิงวันนี้เราจะเล่นอะไรดีขอรับ" หลินเฟยฉีถามขึ้น
หลินเฟยหลันคิดอยู่เพียงครู่ ก็เอ่ย "เล่นซ่อนหาดีหรือไม่"
หลินเฟยฉีพยักหน้า
หลินเฟยหลันจึงบอก "พี่จะหา เ้าไปซ่อน"
เมื่อพี่สาวยกมือขึ้นปิดตา ท่านชายน้อยก็วิ่งไปหาที่หลบอย่างรวดเร็ว
พี่เลี้ยงหวง หันมากระซิบบางอย่างกับพี่เลี้ยงของท่านชายน้อยเมื่ออีกฝ่ายพยักหน้า นางจึงมองซ้ายแลขวาแล้วถอยออกไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง หลินเฟยหลันก็ะโขึ้น "ฉีเอ๋อร์ อยู่ที่ไหนออกมาหาพี่สาวหน่อย"
หลินเฟยหลันตามหาน้องชายอยู่นานก็ไม่พบนางจึงคลานเข่าส่องลอดตามพุ่มไม้ไปเรื่อยจนพ้นเขตเรือนของมารดาโดยไม่รู้ตัวกว่าจะรู้ว่าตนเองอยู่ที่เรือนกลาง ก็ตอนที่หัวน้อยๆ โผล่ขึ้นมา
เรือนกลางจะเป็เรือนที่อยู่ระหว่างเรือนของมารดาและบิดาซึ่งเป็ห้องหนังสือ และหองเก็บสมบัติของตำหนัก
แต่สายตาของหลินเฟยหลันก็เหลือบไปเห็นพี่เลี้ยงของตนยืนอยู่ที่หน้าห้องคลังสมบัติพร้อมด้วยขันทีที่เป็พ่อบ้านของตำหนักจากนั้นไม่นาน นางก็เห็นหลินฟางซินเดินมา เมื่อฝูกงกงเปิดประตูทั้งสามก็เข้าไปในห้องเก็บสมบัติด้วยกัน