1.2
เสียงของไม้ไหวเพราะลมพัดสร้างความสงบแก่เด็กน้อยที่นั่งชิดขอบหน้าต่างเ้าของใบหน้าสวยเหม่อมองไปทางใบที่พลิ้วไหวตามสายลม
สายตาที่มองออกไปนอกกำแพงชวนหม่นหมองรองรับกับสภาพร่างกายของนางใบหน้าที่แสดงเค้าความงามถูกแก้มตอบดึงความสนใจมือที่เรียวยาวขาวนวลปรากฏเพียงหนังหุ้มกระดูก
เด็กน้อยที่ใช้ชีวิตอย่างชินชามองออกไปด้านนอกอย่างโหยหาก่อนจบลงที่หลับตาราวกับตัดใจ
หลิงจือคือชื่อของเด็กน้อยผู้นี้นางใช้ชีวิตแตกต่างจากเด็กทั่วไปั้แ่เกิดมาก็ถูกย้ายมาอยู่ที่จวนกลางป่าแห่งนี้เสียแล้ว ใช้ชีวิตไม่ทันไรก็มีเด็กน้อยแบเบาะตามเข้ามาอีกสามคนแม้จะยังเด็กแต่นางก็พอเข้าใจได้ว่าเด็กน้อยที่หน้าตาเหมือนกันทั้งสามคือน้องสาวของนาง
หลิงจือและน้องสาวใช้ชีวิตที่จวนนี้ในกฎเดียวกัน
ห้ามออกจากจวน นั่นคือกฎเหล็ก พวกนางถูกขังไว้ที่นี่จากบิดาของตนเองทุกครั้งที่ไปถามบ่าวไพร่คำตอบที่ได้รับกลับมีเพียง
“เป็เพราะพวกคุณหนูสร้างบาปมหันต์จึงถูกนายท่านทำโทษกักขังให้อยู่แต่เพียงที่นี่เท่านั้นเ้าค่ะ”
แล้วบาปที่ว่านั่นคืออะไรเป็สิ่งที่หลิงจือคิดอยู่ทุกค่ำคืนมันร้ายแรงขนาดที่ทำให้ทั้งบิดามารดาไม่มาหาพวกนางแม้แต่ครั้งเดียวเลยเหรอมันรุนแรงถึงขนาดต้องจองจำพวกนางเช่นนี้เลยหรือเปล่าเด็กน้อยคิดวนเวียนอยู่กับคำถามที่ไม่เคยได้คำตอบ
ปึง!
เสียงประตูถูกกระแทกอย่างรุนแรงเมื่อมองไปทางต้นตอพบสาวใช้ผู้หนึ่งยืนเท้าสะเอวมองมาอย่างเหยียดหยามพร้ะคอกด้วยเสียงดัง
“ถึงเวลาเรียนแล้วเ้าค่ะคุณหนูใหญ่!!”
แจ้งอีกฝ่ายเสร็จถือว่าหมดธุระสาวใช้คนเมื่อครู่เดินกระแทกเท้ากลับทางเดิมอย่างไม่แยแสทิ้งให้คุณหนูใหญ่ที่ว่ายันตัวขึ้นและเดินตรงไปยังห้องเรียนด้วยตนเอง
หลิงจือเองรู้ดีว่าโวยวายเื่กิริยามารยาทของอีกฝ่ายไปก็เปล่าประโยชน์ในเมื่อนางและน้องๆ ถูกจัดลำดับเป็สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำที่สุดในจวนแห่งนี้
“...”
เด็กน้อยยันตัวขึ้นก่อนเดินตรงไปทางห้องเรียนหมากกับอาจารย์เฉ่าชายผู้อยู่กับนางั้แ่เกิดและคือคนเดียวกับคนที่สร้างนรกในจวนให้แก่พวกนาง
ระหว่างที่เดินไปยังห้องเรียนนั้นหลิงจือกวาดตามองหาน้องสาวทั้งสามปกติยามนี้พวกนางจะต้องนั่งเล่นไม่ก็อยู่ใกล้ๆ แต่คราวนี้กลับไม่เห็นแม้เพียงเงาใจที่ร้อนรนของเด็กห้าหนาวภาวนาขออย่าให้เป็อย่างที่ตนเองคิดหลิงจือสาวเท้าไวขึ้นเพราะกลัวสิ่งที่คาดเดาจะเป็จริง
“ฮึก…ฮึก”
ยิ่งเข้าใกล้ห้องเดินหมากมากเท่าไหร่เสียงสะอื้นยิ่งดังขึ้นเท่านั้น หัวใจกระหน่ำก้าวจ้ำไปกระชากประตูออกทันที
ปึง!
สายตาทั้งสี่ที่อยู่ในห้องมองตรงมายังนางผู้มาใหม่หนึ่งเป็สายตาของน้องสาวคนโตในสามฝาแฝด ซูเจินมองมาระหว่างขดตัวอยู่ที่พื้น บริเวณริมฝีปากของนางมีเืไหลถัดมาเป็ซูเม่ยที่ไอกระอักเื นางกองอยู่ที่ริมห้องสภาพภายนอกดูค่อนข้างบอบช้ำส่วนเสียงร้องไห้ที่ได้ยินเป็เสียงของซูเมิ่ง ที่ตอนนี้ถูกอาจารย์เฉ่าคว้าคอเสื้อและมืออีกข้างของเขาถือกระปุกหมากเตรียมฟาดเข้าหัวของนาง
หลิงจือมองไปยังภาพตรงหน้าน้องสาวของนางมีสภาพไม่ต่างจากที่ห้องเละเทะ สิ่งที่ปรากฏทำให้ความโกรธพุ่งถึงจุดสูงสุดนางตวัดสายตากลับไปหาอาจารย์เฉ่าอย่างว่องไว
“ท่านกำลังทำอะไร!!!!”
บรรยากาศหนักอึ้งปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันอากาศภายในห้องราวกับถูกริบรอน อาจารย์เฉ่าที่เดิมทีคิดสวนกลับเปลี่ยนมือที่กระชากคอเสื้อของซูเมิ่งมาวางไว้เหนืออกตัวเองเขาพยายามควบคุมลมหายใจและพลังยุทธที่แปรปรวน
อีกแล้ว!คุณหนูใหญ่สร้างบรรยากาศแบบนี้อีกแล้ว!
เดิมทีอาจารย์เฉ่าเป็ถึงผู้ฝึกยุทธสีเหลืองขั้นกลางดูได้จากต่างหูของเขาที่มีสีเหลืองสด การใส่ต่างหูชนิดพิเศษเพื่อแสดงลำดับขั้นพลังเป็เื่ปกติของผู้ฝึกยุทธทั้งชายและหญิงถ้าหากเป็สีอ่อนจะเป็ขั้นต้น สีสดจะเป็ขั้นกลาง ส่วนสีเข้มเป็ขั้นปลาย
ผู้ฝึกยุทธสีเหลืองขั้นกลางไม่ถือว่าอ่อนด้อยแต่ถึงอย่างนั้นเขากลับสั่นสะท้านเพราะกลิ่นอายอำมหิตที่เด็กน้อยเพียงห้าหนาวปลดปล่อยออกมา
เฉ่ามองไปทางหลิงจือเด็กสาวที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับคนผู้หนึ่ง คนที่ไม่ว่าผู้ใดก็เลี่ยงจะยุ่งเกี่ยวไม่รู้ว่าที่เขาหวาดกลัวเป็เพราะใบหน้าของนางหรือว่าไอแปลกประหลาดนี้กันแน่
“อึก!”
พลังยุทธที่โคจรกลับปั่นป่วนเืที่เกือบกระฉอกย้อนกลับเข้าลำคอระหว่างกัดฟันรับกลิ่นคาวเืเฉ่าคิดหาวิธียุติการแผ่กลิ่นอายแปลกประหลาดของคนตรงหน้าเขากวาดตามองไปทั่วก่อนพบกับเด็กน้อยทั้งสามที่กำลังสลบไสลเมื่อคิดอุบายได้ตัดสินใจเสนอข้อตกลงทั้งที่เริ่มอ่อนแรง
“คะคุณหนูใหญ่ ท่าน.พะพาพวกนางออกไปก่อนดีกว่ามั้ง”
สิ้นประโยคเฉ่าเม้มปากเพื่อไม่ให้เืที่ย้อนกลับมาอีกครั้งเผยออกไปหากเด็กนี่เห็นว่าตนเองสร้างผลกระทบแก่เขาได้นางต้องรู้ตัวว่าสามารถใช้กลิ่นอายแปลกประหลาดต่อกร
เขาจะให้นางรู้ตัวไม่ได้เด็ดขาด!
หลิงจือที่ได้สติยุติกลิ่นอายที่มาจากโทสะนางกวาดตามองน้องสาวทั้งสามก่อนพบว่าพวกนางสลบกันหมดหลิงจือมองไปทางเฉ่าครู่หนึ่งก่อนเดินเข้าไปพยุงน้องสาวทั้งสามที่มีอายุเพียงสี่หนาวออกไปทีละคน
“.....ท่านอย่าได้คิดทำเช่นนี้อีก”
ระหว่างพยุงซูเมิ่งคนสุดท้ายเด็กน้อยพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจังมองไปทางเฉ่าด้วยแววตาแข็งกร้าว
ทางด้านเฉ่าพอกลับสู่สภาวะปกติรีบรวบรวมลมหายใจหลังเผชิญแรงกดดันมหาศาลพริบตาที่หายใจเข้าสภาพเขาเหมือนปลาได้น้ำมือข้างหนึ่งยันพื้นพยุงตัวเองไม่ให้ร่วง ก่อนจะโคจรพลังให้เข้าที่
แม้จะยังหายใจตะกุกตะกักแต่ก็ดีกว่าก่อนหน้านักเฉ่าเหล่มองไปทางหลิงจือที่กำลังพาซูเมิ่งออกจากห้อง นางก้าวข้ามประตูไปอย่างองอาจทำให้เขาเริ่มรู้สึกเสียศักดิ์ศรีเฉ่าชิงพูดทำลายความทระนง
“คุณหนูใหญ่ นี่มันการลงโทษตามปกติท่านอย่าทำเหมือนมันเป็เื่ใหญ่นักเลย”
หลิงจือที่พยุงน้องสาวหยุดชะงักนางกลั้นโทสะไม่ให้พวยพุ่งกับคำตอบของอีกฝ่าย ถ้าไม่ใช่เพราะน้องสาวของนางอยู่ในสภาพร่อแร่นางต้องหันไปปะทะฝีปากกับเขาอย่างแน่นอนหลิงจือพยุงซูเมิ่งออกไปเหมือนคำพูดของอีกฝ่ายทำอะไรนางไม่ได้ทว่าในใจกลับตาลปัตร
ลงโทษตามปกติ? แม้จะไม่เคยออกไปข้างนอกแม้แต่ครั้งเดียวแต่ก็พอรู้ว่า นี่มันไม่ใช่เื่ปกติ!
เมื่อมาถึงอีกห้องเด็กน้อยกัดริมฝีปากขณะวางน้องสาวลงอย่างเบามือนางมองสำรวจทั้งสามทีละคน ซูเจินาเ็หนักนางมีแผลภายนอกที่เห็นได้ชัดทั้งรอยช้ำตามใบหน้าและเืที่ไหลออกปากซูเม่ยอยู่ในสภาพอิดโรยนอนขดท้องทั้งที่ยังสลบน่าจะได้รับการกระแทกจนกระทบกระเทือนภายในส่วนซูเมิ่งตามเนื้อตัวไม่มีาแมีแค่คราบน้ำตาที่น่าจะเกิดก่อนนางสลบไป
“.......”
หลังจากพิจารณาสภาพภายนอกของทั้งสามเรียบร้อยหลิงจือยันตัวลุกขึ้นหันหลังเดินกลับไปยังทางเข้าระหว่างก้าวออกจากห้องนางหันกลับมามองทั้งสามอีกครั้งก่อนกลั้นใจหันกลับเดินตรงไปยังห้องก่อนหน้า
ห้องที่เหล่าน้องสาวถูกทำร้ายห้องเรียนของอาจารย์เฉ่า
“.......”
เสียงฝีเท้าหนักแน่นของเด็กวัยห้าหนาวดังเป็จังหวะหลิงจือทั้งแค้นทั้งชิงชังไม่เข้าใจสาเหตุที่อีกฝ่ายทำเื่แบบนี้กับพวกตนจวนแห่งนี้มีนางเป็คุณหนูแต่ก็เป็แค่คำเรียกขาน สถานะที่แท้จริงไม่ต่างจากเศษขยะได้รับการปฏิบัติราวกับสัตว์ชั้นต่ำข้าวปลาอาหารหรือผ้านวมดีๆ ยังไม่มีไม่ใช่แค่อาจารย์เฉ่าแต่ทั้งบ่าวไพร่กระทำเหมือนพวกนางทั้งสี่ไม่ใช่คน
“...”
เท้าที่สาวอย่างต่อเนื่องหยุดลงกะทันหันเด็กน้อยหันไปมองห้องที่จากมาเมื่อครู่ด้วยความเป็ห่วงก่อนตัดสินใจเดินต่อ
หลิงจือเป็ห่วงน้องทั้งสามมากแต่เพราะมีเหตุจำเป็เลยต้องกลับไปยังห้องที่อาจารย์เฉ่าอยู่
อาจารย์เฉ่าคือผู้มีอำนาจมากที่สุดในจวนแห่งนี้ถ้าเขา้าอะไรหรือไม่้าอะไรพวกบ่าวไพร่จะต้องวิ่งวุ่นจัดสรรให้ดั่งใจอย่างเมื่อหลายเดือนก่อนเฉ่าเกิดนึกครึ้มออกกฎกับพวกนางทั้งสี่ ลั่นวาจาว่าหากพวกนางไม่สามารถเอาชนะเขาในการเดินหมากได้อาหารในมื้อนั้นๆ จะไม่มีทางได้กิน
การสร้างเงื่อนไขที่ไม่รับฟังใครสร้างผลกระทบต่อพวกนางมหาศาลจากการใช้ชีวิตที่ยากลำบากอยู่แล้วกลับยิ่งรุนแรงมากขึ้นไปอีกหลิงจือและน้องสาวต่างพากันกดดัน หากพวกนางไม่สามารถหาอาหารกินในมื้อนั้นๆจะลำบากพี่น้องคนอื่นที่ต้องมาแบ่งอาหารให้กิน
และเพราะเมื่อครู่สภาพของทั้งสามและคำบอกเล่าจากปากอาจารย์เฉ่าการทำโทษที่ว่ามาจากความพ่ายแพ้ของน้องสาว หากนางเอาชนะเขาไม่ได้มื้อนี้ทั้งสี่ไม่มีอาหารกินแน่นอน
“มาแล้วเหรอคุณหนูใหญ่”
อาจารย์เฉ่ายิ้มร่าต้อนรับหลิงจือแม้จะรู้สึกพ่ายแพ้เพราะก่อนหน้าแต่ในเวลานี้เขากำลังจะได้บดขยี้นาง
หลิงจือไม่ตอบรับนั่งลงด้านหน้าของอาจารย์เฉ่าโค้งคำนับตามมารยาท
“ผู้น้อยรอรับคำชี้แนะจากท่านอาจารย์”
ทั้งสองมองหน้ากันด้วยแววตาห่างเหินทั้งที่เฉ่าและหลิงจืออาศัยมาด้วยกันเนิ่นนานหลายปี ทั้งคู่ไร้ความผูกพัน ไร้ความรักมีเพียงความแค้น
“หวังว่าท่านจะเอาชนะข้าได้นะคุณหนูใหญ่”
ความน่ารังเกียจของเฉ่าฉายชัดเขาเฝ้ารอที่จะได้ลงโทษนางเหมือนกับที่ลงโทษอีกสามคนใบหน้าที่หยิ่งยโสนั่นควรจมอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา
“...”
ทางด้านหลิงจือมองไปทางกระดานหมากอย่างแน่วแน่ไม่สนคำพูดยั่วยุของอีกฝ่ายนางกำลังเดิมพันทุกอย่างกับหมากกระดานนี้เพื่อรักษาชีวิตของน้องสาวและตัวนางเอง
กึก
เสียงหมากถูกวางลงบนกระดานเป็สัญญาณว่าทุกอย่างกำลังเริ่มต้นขึ้นเช่นทุกวันเด็กน้อยเพียงห้าหนาวกำลังแบกรับหลายสิ่งหลายอย่างทั้งเื่น้องสาวและตัวนางเองแค่ใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นไปได้แต่ละวันก็นับว่ามหัศจรรย์
หลิงจือวางหมากลงบนกระดานพลางคิดถึงคนที่นางไม่เคยเห็นหน้า
กึก
บิดาบาปอะไรกันแน่ที่ทำให้ท่านต้องส่งพวกข้ามาเจอนรกเช่นนี้