เวลาผ่านไปนานจนมืดค่ำ หล่อนได้ยินเสียงฝีเท้าแว่วมาใกล้ๆ สองแขนเริ่มอ่อนแรง แทบทั้งวันหล่อนไม่ได้แตะต้องอาหารที่วางอยู่เลย แต่เต็มกมลก็ยังอดทน หล่อนรู้สึกหิวและแสบท้องมากๆ แต่ไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น สาวชาวบ้านอีกคนนำอาหารมาเปลี่ยนให้ แต่หล่อนก็แค่เหลือบไปมองเฉยอย่างไม่ไยดี
“เอ๊ะ! นี่คุณยังไม่ได้กินอะไรเลยหรือ? นี่มันมืดค่ำแล้วนะ” หญิงสาวผู้เข้ามาใหม่ถามขึ้นด้วยความแปลกใจ หล่อนอยู่ในชุดพื้นเมืองสีขาวผ้าถุงสีเข้ม อายุคงราวๆสิบหกหรือสิบเจ็ดปี ใบหน้าอ่อนเยาว์ ดวงตาสดใส ผิวออกขาวตามแบบสาวชาวเหนือ ถ้าโตเป็สาวเต็มที่คงเป็คนสวยและดูดีมากคนหนึ่ง เต็มกมลคิดในใจ ความจริงแล้วจะบอกว่าไม่แตะต้องอาหารเลยก็ไม่ถูก หล่อนเองก็แอบดื่มน้ำในแก้วนั้นไปเล็กน้อยพอประทังชีวิต หล่อนไม่ยอมตายอยู่ที่นี่แน่ ยังไงก็ขอเอาแรงไว้ เพื่อหนีรอดไปให้ได้
แต่จะให้กินลงได้ยังไง? ถูกจับมาขังไว้ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันแบบนี้ จะเอาอารมณ์ไหนไปนั่งกินอะไรได้ ถ้าหนีรอดไปได้ หล่อนจะแจ้งจับคนที่นี่เข้าคุกให้หมด คอยดู! เต็มกมลได้แต่คิดในใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืนจากท่านั่ง แต่ก็เซเสียหลักจนต้องรีบหาหลักพยุงตัวไว้ สาวน้อยอีกคนร้องขึ้นอย่างใ แต่ก็โล่งใจที่เห็นหล่อนยังคงมีแรงพะยุงตัวเองได้ไม่ล้มลงไปซะก่อน
“อุ๊ย! แต่ท่าทางคุณเหมือนจะหมดแรงอย่างนี้ จะเอาแรงที่ไหนหนีออกไปได้ล่ะ? บัวตองว่าทางที่ดี คุณนั่งลง แล้วก็กินอาหารนี้ให้หมดก่อนดีกว่า จะได้มีแรงคิดหาวิธีช่วยเหลือตัวเองต่อไป แม่เคยสอนว่า ถ้าร่างกายคนเราหิว สมองทำงานได้ไม่ดี เมื่อร่างกายพร้อม ใจพร้อมอะไรก็ทำได้ คนเราอดอาหารไม่ดีหรอกค่ะ มันทรมานด้วยนะ”
สาวน้อยคนนี้ก็พูดเข้าท่าอยู่ ที่สำคัญ ราวกับอีกฝ่ายอ่านใจหล่อนออก
“เธอนี่ก็พูดมีเหตุผลเหมือนกันนะ คงอยู่ที่นี่นานแล้วสินะ” เต็มกมลชวนคุย รู้สึกถูกชะตาสาวชาวบ้านคนนี้ ดูท่าทางอัธยาศัยดี เป็มิตร ไม่เหมือนคนอื่นๆ หล่อนรู้สึกดีที่อย่างน้อย ก็ยังพอมีใครที่พูดจากันรู้เื่อยู่บ้าง เต็มกมลได้ความรู้ใหม่หลายอย่างจากการบอกเล่าของบัวตอง ที่เป็คนช่างพูดช่างคุย แต่สาวน้อยก็ฉลาดพอที่จะหลบเลี่ยงไม่พูดถึงเื่ที่หล่อนไม่้าให้รู้ หล่อนจึงได้ข้อมูลแค่รู้ว่า ที่นี่อยู่บนดอยสูงแห่งหนึ่ง ทางภาคเหนือของประเทศ ผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่เป็คนงานอยู่ในความปกครองของนายใหญ่ เ้าของไร่ชาขนาดใหญ่ ที่มีผลผลิตชาคุณภาพดี เป็อันดับต้นๆของประเทศ เป็การร่วมลงทุนกันกับต่างประเทศ ซึ่งประเทศที่ร่วมลงทุนด้วยเป็ประเทศส่งออกชามากที่สุด และ้าขยายกำลังผลิต จึงมาลงทุนในประเทศไทยเพื่อมาปลูกใบชาที่นี่
เต็มกมลกำลังจะถามถึงชายหนุ่มร่างสูง หน้าตาเหี้ยมเกรียม ดูวางอำนาจ แต่ไม่ทันได้ถามออกไป เสียงห้าวเข้ม ก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน
“คิดจะหลอกถาม หาทางหนีรึไง?” หล่อนหันไปตามเสียงนั้น สาวใช้บัวตองเมื่อสบสายตาผู้เข้ามาใหม่ถึงกับหน้าสลด เลี่ยงออกไปจากห้องทันที เหลือเพียงหล่อนที่ต้องเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายเพียงลำพัง เต็มกมลเงียบกับคำถามนั้น ชายหนุ่มมองถาดอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะมุมห้อง ก่อนจะหันกลับมามองร่างบางที่ยังคงหันข้างให้อย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
“คนของผมรายงานว่าคุณยังไม่ได้กินอะไรั้แ่เมื่อคืน” เต็มกมลเหลือบตามองอีกฝ่ายอย่างไม่หวั่นเกรง และยังคงทำเฉยอยู่อย่างนั้นจนอีกฝ่ายต้องเป็ฝ่ายพูดออกมาอีก
“ถ้าคิดว่าจะอดข้าวตาย เพื่อเรียกร้องความสนใจล่ะก็ อย่าเลย ทรมานเปล่าๆ และมันก็เป็วิธีที่โง่เกินไป หนำซ้ำคุณคงได้ตายอยู่ที่นี่ฟรีๆ ซึ่งผมก็จะไม่ยอมให้มันเป็อย่างนั้น มันง่ายเกินไป ผมไม่ยอมให้คุณตายง่ายๆหรอก” และเขาก็แน่ใจว่าคนอย่างตรีชฎาจะไม่ใช้วิธีนั้นแน่ๆ หล่อนออกจะรักชีวิตตัวเองอย่างกับอะไรดี ไม่อย่างนั้นคงไม่เลือกเส้นทางที่ทำให้ชีวิตของตัวเองไม่ต้องลำบากหรอก
“แล้วคุณ้าอะไร? บอกมาสิ ทำอย่างนี้ทำไม? ฉันเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน จู่ๆวันหนึ่งฉันก็ถูกจับตัวมาขังอยู่ที่นี่ โดยที่ไม่รู้เื่อะไรเลยสักนิด ช่วยบอกฉันให้หายข้องใจทีเถอะ” เต็มกมลหมดความอดทนจากที่ตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะสงบปากสงบคำ ทำเป็ไม่สนใจกับคำพูดถากถางของอีกฝ่าย แต่หล่อนก็ทนไม่ไหว นิสัยเดิมมันออกมาเองแก้ไม่หาย หล่อนถามโพล่งออกไป ร่างสูงยิ้มมุมปากเล็กน้อย สายตาคมกร้าวมีแววขบขัน
“เอาล่ะ ถ้าอยากจะเล่นละคร เป็คนความจำเสื่อมก็เล่นให้เนียนตลอดแล้วกัน แต่ถ้าจะให้ผมเล่ารำลึกความหลังถึงความร้ายกาจของคุณ เห็นทีเสียเวลาเปล่า เพราะคุณก็รู้ดีอยู่แก่ใจ” อย่าให้เขาต้องมาตอกย้ำถึงความเลวที่หล่อนได้ทำไว้อีกเลย เพราะเขาเองก็ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่าจะใจแข็งพอ ที่จะไม่บีบคอหล่อนให้ตายคามือให้สมกับความแค้นที่หล่อนได้ทำไว้หรือไม่ อย่างน้อยก็ให้จิตใจตัวเองสงบลงกว่านี้ อย่าพูดถึงมันเลยดีกว่า
“กินข้าวซะให้หมด!” เขาเปลี่ยนประเด็น ตาคมคู่สวยมองจ้องตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
“เดี๋ยวนี้!” คำสั่งนั้นเฉียบขาด จนหล่อนรู้สึกหวาดๆ แต่ก็ยังยืนนิ่งเฉยอยู่อย่างนั้น
“ฉันไม่หิว” หล่อนตอบไม่ตรงความจริง
“ไม่หิวก็ต้องกิน! นี่คือคำสั่ง!” เขาไม่ยอม คนอย่างเขาไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง ไม่กล้าแม้แต่จะต่อรอง ส่วนหล่อนก็ไม่ชอบวิธีการบังคับเหมือนกัน หล่อนไม่ยอมทำตามง่ายๆแน่ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่หวังดีคนนี้
“ไม่ได้ยินที่สั่งหรือไง?” เสียงเขาห้วนกระชาก เริ่มดังขึ้น หน้าตาที่เฉยชาอยู่แล้วยิ่งดูดุดันเข้าไปอีก จนเต็มกมลชักจะหวั่นๆ แต่ก็ยังคงยืนเฉยอยู่ ถ้ายอมง่ายๆ ก็ถือว่ากลัวน่ะสิ!
“ฉันบอกว่าไม่หิวไง ฟังไม่รู้เื่รึไง?” หล่อนเริ่มใจคอไม่ดีขึ้นมาบ้างแล้ว หวาดระแวงกับท่าทีของอีกฝ่าย จอมทัพสะกดกลั้นอารมณ์เต็มที่ เขามีนิสัยเอาแต่ใจเคยตัวั้แ่เด็ก ไม่ชอบให้ใครขัดใจ ถ้า้าอะไรแล้วก็ต้องได้ตามนั้น
“จะกินดีๆ หรือจะให้ป้อนเลือกเอา!” สายตาคมประสานกันแรงกล้าพอกัน หล่อนเป็ฝ่ายเสหลบมองไปทางอื่นซะเอง ร่างสูงสาวเท้าพรวดเดียวถึงตัว
มันจะมากไปแล้ว! หล่อนคิดว่าตัวเองเป็ใคร? ถึงมากล้าท้าทายคนอย่างเขา เขาไม่ใช่นายจอมทัพ จอมโง่คนเดิมที่จะยอมหล่อนทุกอย่างอีกต่อไป และหล่อนก็ไม่อยู่ในสถานะของผู้หญิงที่เขาจะต้องหวงแหน ทะนุถนอมอีกต่อไปแล้วด้วย มือเรียวแข็งคว้าหมับที่ข้อมือบาง เ้าตัวพยายามขัดขืนเต็มที่ ดวงตากลมโตเบิกกว้าง อย่างตื่นตระหนก หล่อนคงไม่คิดว่าเขาจะทำอะไรรุนแรงจริงจัง ร่างบางเซถลาไปตามแรงกระชาก หล่อนขัดขืนอย่างไรก็ไม่เป็ผล ข้อมือแข็งแรงปานคีมเหล็ก จับกุมมือหล่อนไว้ออกแรงกระชาก ลากหล่อนไปยังโต๊ะมุมห้อง และเหวี่ยงร่างบาง กระแทกเก้าอี้โดยแรง
“ตึง!”
“โอ๊ย!” หล่อนเผลอร้องออกมาด้วยความเจ็บ จากแรงกระแทกมันทำให้รู้สึกเ็ปซ้ำตรงตำแหน่งเดิมจากเมื่อคืนที่คนใจร้าย ป่าเถื่อนคนนี้ทำไว้ เขาเป็ใคร? ถึงบังอาจมาทำรุนแรงอย่างนี้ ไม่มีความเป็เป็สุภาพบุรุษกับสุภาพสตรีเอาซะเลย!!
“กินซะ!” เสียงเขาดังเกือบเป็ตะคอก
“ไม่!!” หล่อนผลักถาดอาหารตรงหน้า กระจัดกระจายเกลื่อนกลาดลงพื้น ต่อหน้าต่อตาอีกฝ่ายที่กำลังอยู่ในอารมณ์เดือดอยู่แล้ว สติขาดผึ่ง ดวงตาวาวโรจน์ ด้วยความโกรธขีดสุด
หล่อนมีสิทธิ์อะไรมาทำอย่างนี้? แค่มีข้าวมีน้ำให้กินเข้าไป ก็ถือว่าเขากรุณาขนาดไหนแล้ว นี่ยังไม่ยอมรับความหวังดี กลับอวดดีทำลายข้าวของอีก มันจะมากไปแล้ว!!
ร่างบางถูกกระชากลงจากเก้าอี้โดยแรง กระแทกลงกับพื้นตรงหน้าที่มีเศษอาหารกระจายเกลื่อน คลุกฝุ่นบนพื้นห้อง
“กินเข้าไป ตรีชฎา!” ชายหนุ่มกวาดเศษอาหารที่เกลื่อนบนพื้นจับยัดเข้าไปในปากอีกฝ่ายครั้งแล้วครั้งเล่า หล่อนพยายามดิ้นรนขัดขืน มือทั้งสองข้างของหล่อนถูกจับมัดไว้ด้วยมือแข็งแรงข้างเดียวของเขา อย่างดิ้นไม่หลุด เนื้อตัว ผมเผ้า หน้าตามีแต่เศษอาหารกระจายไปทั่ว อาหารที่อยู่ในปากโดยอีกฝ่าย ทำให้หล่อนจุก หายใจไม่ออก ดวงตาเหลือกลาน หล่อนพะอืดพะอม แล้วก็พ่นออกมาเต็มที่ เต็มหน้าอีกฝ่าย จนร่างสูงผงะ
“โธ่เว๊ย!!!” เขาผลักหล่อนโดยแรง ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าร่างบางจะกระแทกเข้ากับอะไรบ้าง ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปอย่างหงุดหงิดหัวเสียเต็มที่
หยาดน้ำใสๆ ไหลลงอาบแก้ม โดยเ้าของไม่อาจระงับไว้ได้ มันคือความคับแค้นใจอย่างเต็มเปี่ยม หล่อนบอกตัวเองอย่างหนักแน่น ว่าจะต้องหนีไปจากนรกนี่ให้ได้ จะต้องไปให้พ้นจากคนโหดร้ายป่าเถื่อน และไม่ฟังเหตุผลใครอย่างนี้
“อย่าให้ฉันรอดไปได้ ถ้าฉันรอดไปได้ ฉันจะให้นายต้องชดใช้เื่ในวันนี้เป็ร้อยเท่า!” เต็มกมลได้แต่บอกตัวเอง หล่อนอาจจะเอาคืนได้ไม่เท่าที่พูดไว้ก็ได้ แต่สำหรับความรู้สึก ณ ขณะนี้ การได้ระบายมันออกไปบ้าง อย่างน้อยก็ทำให้รู้สึกดีขึ้น เต็มกมลปาดน้ำตาทิ้งอย่างเจ็บแค้น กัดฟันแน่นด้วยความอัดอั้น ขมขื่นใจ หล่อนยินดียอมรับชะตากรรม ถึงแม้ว่ามันจะโหดร้ายรุนแรง ถ้าเพียงเพราะตัวเองเป็คนก่อไว้ แต่นี่อะไร? หล่อนไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเื่บ้าๆที่เกิดขึ้นเลยสักนิด มันเป็ความเข้าใจผิด ของคนๆหนึ่งที่ตามืดบอด ไม่ฟังเหตุผลใดๆจากใคร หล่อนไม่ควรจะอยู่ที่นี่ ไม่ควรได้รับการปฏิบัติอย่างหยาบคายเช่นนี้