โอกาสที่คนเราจะได้เจอกับใครสักคนในชีวิต และได้ทำความรู้จักกันอย่างลึกซึ้งนั้นเป็สิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก บางทีอาจเป็เพียงแค่หนึ่งในล้าน หรืออาจจะน้อยกว่านั้นจนผมไม่สามารถคำนวณออกมาได้
ดังนั้น การที่ผมและเพื่อนร่วมห้อง ซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกันในหอพักของมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ จึงกลายเป็ความท้าทายสำหรับผมในการปรับตัว แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังเชื่อว่าผมจะสามารถอยู่ร่วมกับเขาได้ หากเขาไม่ใช่คนที่มีนิสัยแย่จนเกินไป…
สวัสดีครับ ผมชื่อ เต หรือ เตวิชญ์ หนุ่มปีหนึ่งหน้าใสจากคณะบัญชี ชีวิตของผมที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้ใสสะอาดเหมือนหน้าตา เพราะผมเคยมีแฟนมาแล้วและเราทั้งคู่ก็รักกันมาก แต่สุดท้ายก็ต้องเลิกรากันไปเพราะเธอต้องไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ แม้ว่าเราจะไม่ได้ทะเลาะกัน แต่การเลิกกันครั้งนั้นก็ทำให้ผมรู้สึกคับข้องใจอยู่นาน…
จนกระทั่งมาถึงวันนี้…
วันที่ผมตัดสินใจเริ่มต้นใหม่ในมหาวิทยาลัยชื่อดังใจกลางกรุงเทพฯ และวันนี้ก็เป็วันแรกที่ผมต้องย้ายเข้าหอพักใหม่ด้วยเช่นกัน ผมได้แต่หวังว่า...จะมีใครสักคนเข้ามาช่วยเยียวยารักษาหัวใจที่เคยพังทลายของผม ให้กลับมาเป็เหมือนเดิมอีกครั้ง
“เต…ลูก แม่กับพ่อไม่ได้ไปส่งนะ อย่าลืมอะไรล่ะตรวจกระเป๋าหลายๆ รอบแล้วค่อยไป” เสียงของแม่ะโจากชั้นล่างแต่เช้าตรู่ก่อนที่พวกท่านทั้งสองจะรีบออกจากบ้านเพื่อไปให้ทันเวลาเข้างาน ผมชินแล้วกับชีวิตที่ต้องทำอะไรคนเดียวแบบนี้
“ได้ครับ…พ่อกับแม่ไม่ต้องห่วง” ผมตอบกลับไปอย่างนั้นแต่ใจจริงกับตื่นเต้นสุดบรรยาย เพราะั้แ่วันนี้เป็ต้นไปชีวิตของผมอาจเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เพียงแค่คิดหัวใจของผมก็ยิ่งเต้นรุนแรงตามไปด้วย
ผมมองซ้ายมองขวากวาดตามองดูห้องนอนเป็ครั้งสุดท้ายอย่างอาลัยอาวรณ์ก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าเสื้อผ้าที่เตรียมไว้แล้วเดินลงบันไดไป
ก่อนออกจากบ้านผมไม่ลืมเปิดมือถือเพื่อตรวจดูคอมเม้นต์ในประกาศตามหาสุนัขที่หายไปอีกครั้ง…หลังจากที่เห็นว่าไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร ผมก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจุกอก
เ้าดำ…หมาตัวแรกในชีวิตของผมได้หายตัวไปเกือบหนึ่งปีแล้ว ผมคิดถึงมันมาก มากเสียจนน้ำตาซึมทุกครั้งที่เห็นของเล่นที่ผมซื้อให้มัน ในตอนนี้ไม่รู้ว่ามันเป็ตายร้ายดีอย่างไรผมไม่อาจทราบได้เพราะผมได้พยายามทำทุกวิถีทางแล้วเพื่อตามหามัน
ในขณะที่คิดถึงเ้าดำผมก็เดินออกมาถึงนอกรั้วหน้าบ้านแล้วหันกลับไปมองสำรวจภาพความทรงจำเดิมๆ อีกครั้งก่อนตัดใจโบกมือเรียกพี่วินมอเตอร์ไซค์ที่อยู่ปากซอย
ต่อจากนี้ผมคงตัดใจได้หากไม่ได้เห็นสถานที่เดิมๆ ที่มันเคยวิ่งเล่น… ผมคิดแบบนี้ในใจระหว่างเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่…
...
หลังจากรายงานตัวและลงทะเบียนนักศึกษาจนแล้วเสร็จผมก็รีบลากกระเป๋าแล้วตรงดิ่งมาที่หอพักทันที เพราะอยากรู้ว่าสภาพด้านในจะเหมือนกับที่ผมคิดเอาไว้หรือไม่
เสียงกระเป๋าลากของผมครูดไปตามพื้นทางเดินของหอพักชายชั้นที่เจ็ด ลมเย็นจากด้านนอกพัดมากระทบตัวเป็ระยะ แต่ก็ไม่ช่วยให้ความตื่นเต้นในอกของผมลดลงไปได้เลย เสียงหัวเราะของนักศึกษาที่เดินผ่านไปมาทำให้รู้สึกได้ถึงบรรยากาศของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่แท้จริง
ในที่สุด ผมก็หยุดลงหน้าห้องหมายเลข 702 ใจของผมเต้นระรัวเหมือนจะหลุดออกมานอกอก ความรู้สึกตื่นเต้นปะปนไปกับความกังวลที่ไม่อาจอธิบายได้ เหมือนทุกอย่างรอบตัวกำลังเงียบลง ราวกับมีเพียงผมกับประตูบานนี้ที่อยู่ตรงหน้า
มือของผมจับที่ลูกบิดประตูด้วยความลังเลอยู่ชั่วครู่ แต่สุดท้ายก็หมุนเปิดออก ภาพที่เห็นคือห้องพักขนาดพอเหมาะ มีเตียงสองเตียงวางอยู่คนละด้านของห้อง ที่มุมห้องติดผนังมีโต๊ะหนังสือสองตัวตั้งอยู่ตรงหน้าต่างบานใหญ่ และตรงกลางห้องมีพรมผืนเล็กสีเทาคลุมพื้นไว้
เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานเบาๆ ในขณะที่ลมเย็นๆ ปะทะเข้ามาทันทีที่ผมก้าวเข้าไปในห้อง นี่ไม่ใช่ห้องพักหรู แต่ก็ดูโอเค ผมทิ้งตัวลงบนเตียงที่ว่างอยู่ฝั่งซ้าย สายตากวาดมองไปรอบๆ ก่อนที่จะสะดุดกับคนที่นั่งอยู่ที่เตียงฝั่งตรงข้าม
เพื่อนร่วมห้องของผม…
ร่างสูงของเขากำลังนั่งอยู่ที่เตียงฝั่งขวา ถือมือถือไว้ในมืออย่างเงียบๆ เขามีผมดำขลับเซตอย่างไม่ใส่ใจ ใบหน้าคมเข้มดูเ็าจนทำให้ผมรู้สึกเกร็งขึ้นมาทันทีที่เห็น
เขาชื่อ ต้า หรือ ต้าหวัง ชื่อเต็ม เอ็ดเวิร์ดหวัง ลูกครึ่งไทย-จีนที่มาเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะที่ต้องใช้ความคิดมากมาย และดูจากสายตาเ็าของเขาแล้ว คงไม่ใช่คนที่ชอบพูดคุยเท่าไหร่ ต้าเป็ผู้ชายสูงใหญ่ มีกล้ามชัดเจน แต่งตัวสบายๆ ด้วยเสื้อยืดสีดำและกางเกงยีนสีซีด เขาดูมีเสน่ห์แบบแบดบอยที่สาวๆ น่าจะกรี๊ดเมื่อได้เห็น แต่ในสายตาผม เขาดูน่ากลัวและเข้าถึงยากมากกว่า
ในอากาศมีบางอย่างลอยมา ผมรู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมจางๆ จากน้ำหอมที่ต้าใช้ มันทำให้บรรยากาศในห้องนี้ดูนิ่งเงียบ แต่ก็แฝงไปด้วยความลึกลับ
“เอ่อ…” ผมส่งเสียงออกไปเบาๆ เมื่อเห็นเขา
“นายมาถึงนานแล้วเหรอ?”
เขาเงยหน้าขึ้นมามองผมแค่ชั่วครู่ สายตาเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็งแทงทะลุผ่านผมไป ััได้ทันทีว่าเขาไม่ค่อยอยากจะสนทนานัก เหมือนกับว่าโลกของเขามีเพียงแค่หน้าจอมือถือเท่านั้น
“อืม” เขาตอบสั้นๆ แล้วหันกลับไปสนใจมือถือเหมือนเดิม
ผมพยายามยิ้มรับ แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนโดนตัดบททันที ความเงียบปกคลุมห้องเหมือนฝุ่นที่ไม่มีใครปัดออกไป ทำให้บรรยากาศดูชืดช้าอย่างไม่น่าเชื่อ นาฬิกาที่อยู่มุมห้องดัง ติ๊ก ต๊อก เบาๆ แต่กลับยิ่งทำให้ความอึดอัดทวีคูณ
“เราชื่อเตนะ นายล่ะ?” ผมพยายามชวนเขาคุย หวังว่าจะทำให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้น
“ต้า” เขาพูดสั้นๆ เหมือนเดิม
ผมเริ่มเกร็งขึ้นทุกที รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังพยายามสร้างสะพานที่อีกฝั่งไม่คิดจะข้ามมาเลยสักนิด
“นายมาจากไหนเหรอ?”
“กรุงเทพฯ” ต้ายังตอบสั้นๆ โดยไม่ละสายตาจากหน้าจอมือถือ
‘โอเค นายมาจากที่เดียวกัน’ ผมคิดในใจพลางพยายามหาทางชวนคุยต่อ แต่เหมือนทุกประโยคที่ผมพูดกลับเจอกำแพงที่เขาสร้างขึ้นไว้รอบตัวเขาเอง
การสนทนาระหว่างเราสิ้นสุดลงอีกครั้งด้วยความเงียบ ผมนั่งลงที่เตียงของตัวเอง พยายามที่จะไม่ให้ความรู้สึกอึดอัดที่เกิดขึ้นครอบงำ ผมเดินไปเปิดกระเป๋า หยิบหนังสือเรียนออกมาวางบนโต๊ะหนังสือ พยายามทำตัวให้ยุ่งเพื่อคลายความตึงเครียดที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าไอ้หมอนี่เป็คนยังไงกันแน่ ทำไมถึงได้เ็าขนาดนี้ ดูเหมือนว่าการสนทนาของผมเมื่อครู่กำลังพยายามปลุกคนที่ตายไปแล้วให้ลุกขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง
“นายเรียนคณะอะไร?” ผมถามอีกครั้ง พยายามหาประเด็นที่น่าจะทำให้เขาสนใจคุย
“วิศวกรรมคอมพิวเตอร์” ต้าตอบเสียงต่ำ
ผมพยักหน้าทั้งที่เขาไม่ได้มองเห็น
“อ้อ... เราเรียนบัญชี” ผมพยายามให้บทสนทนาต่อเนื่องจึงถามต่อ “วิศวะคอมฯ นี่ต้องเรียนหนักเลยใช่มั้ย?”
“ไม่รู้สิ…ก็คงพอประมาณ” ต้าตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“ดีแล้วล่ะ... วิศวะน่าจะสนุกดี” ผมพยายามพูดมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ต้องหยุดชะงักไปเมื่อเห็นว่าต้าไม่ได้สนใจอะไรผมเลยแน่นอนว่าผมไม่ใช่คนที่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ จึงถามในสิ่งที่อาจจะทำให้ต้าเปิดใจกับผมมากขึ้น
“นายชอบเล่นเกมมั้ย?” ผมหันไปมองต้าขณะที่จัดของไปด้วย
ต้าเงยหน้าขึ้นจากมือถือครู่หนึ่ง มองผมด้วยสายตาที่ผมอ่านไม่ออกก่อนจะตอบ
“ไม่ชอบ”
ทุกครั้งที่ต้าตอบคำถามแบบสั้นๆ มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างดึงพลังงานจากผมออกไปเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้ผมอยากรู้ว่าเขาเป็คนยังไง ทำไมถึงเ็าได้ขนาดนี้
ผมนั่งลงที่เตียงอีกครั้งหลังจากเก็บกระเป๋าเอาไว้ตรงมุมห้อง ต้ายังคงนั่งอยู่ในท่าเดิม สายตาจับจ้องไปที่หน้าจอมือถือราวกับว่าโลกภายนอกไม่ได้สำคัญอะไรเลย เหมือนว่าห้องนี้จะเงียบลงไปอีกถ้าผมหยุดความพยายาม
‘เอาวะ ลองทางอื่นดูบ้าง’
ผมนึกย้อนกลับไปที่บ้าน ตอนที่ได้อยู่พร้อมหน้ากันกับพ่อแม่ซึ่งหาโอกาสแบบนี้ได้ยาก ตอนนั้นพวกเรากินข้าวร่วมกัน พวกท่านทั้งสองได้ให้กำลังใจและอวยพรให้ผมเจอเพื่อนดีๆ ที่มหาวิทยาลัย ผมอดหัวเราะไม่ได้เมื่อคิดว่าถ้าพ่อกับแม่รู้ว่าเพื่อนร่วมห้องคนแรกของผมเป็คนเ็าขนาดนี้ คงจะใไม่น้อย
ผมนั่งมองต้าอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นไปหยิบขวดที่ซื้อติดมือมาด้วยแล้วดื่มรวดเดียวจนเกือบหมด น้ำเย็นๆ ที่ััลิ้นช่วยปลดปล่อยความอึดอัดที่คลออยู่ในคอได้บ้าง แต่ความรู้สึกแปลกๆ ก็ยังไม่หายไป
“นายกินน้ำมั้ย เราซื้อมาสองขวดยังเย็นๆ อยู่เลย?” ผมหันไปถามต้า
“ไม่…เราไม่กิน” ต้ายังคงตอบแบบเดิม
ผมพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินกลับมาที่เตียงตัวเอง คงต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมห้องคนนี้ได้ ผมพยายามไม่ให้ความเงียบที่ปกคลุมระหว่างเราทั้งสองคนมีอิทธิพลกับอารมณ์ของผม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไอ้ความรู้สึกอึดอัดที่ผมพยายามผลักออกมันก็ยังอยู่ที่เดิม
ในขณะที่ผมนั่งลงบนเตียงอีกครั้ง ความคิดบางอย่างก็แวบเข้ามาในหัว ผมเคยได้ยินมาว่า ถ้าเราอยากทำความรู้จักใครจริงๆ มันต้องลองเข้าหาด้วยวิธีอื่นๆ บางทีการชวนคุยเล่นๆ อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับคนแบบต้า
“เราชอบฟุตบอลนะ นายล่ะ?” ผมถามออกไป ทั้งที่ไม่ค่อยแน่ใจว่านี่เป็การเริ่มต้นที่ดีหรือไม่
ต้ายังคงเงยหน้าขึ้นมามองผมเช่นเดิม สายตาของเขาดูว่างเปล่า แต่ก็มีแววสนใจเล็กๆ ในที่สุด
“ก็...เล่นบ้าง”
“เยี่ยม!” ผมพูดด้วยความตื่นเต้นเล็กๆ “งั้นเราไปเตะบอลกันเย็นนี้เลยดีมั้ย?มันอาจช่วยคลายเครียดได้น่ะ”
ต้าไม่ได้ตอบทันที เขามองผมครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าช้าๆ
“ได้... แต่วันนี้ขอพักก่อน”
“อ๋อ โอเค ไม่มีปัญหา” ผมพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ก็เพิ่งย้ายเข้ามานี่เนอะ ก็คงเหนื่อยเหมือนกัน”
ผมยิ้มให้ตัวเองนิดๆ รู้สึกว่าคำตอบเมื่อครู่ของต้านั้นเหมือนมีประกายแสงเล็กๆ ที่ต้าเริ่มเปิดรับ มันทำให้ผมมีความหวังว่าเขาไม่ได้เ็าไปเสียทุกเื่