ตอนที่3 กาลเวลาผ่านพ้นไป
แม้ว่าทุกสรรพสิ่งจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกาลเวลาทว่ามีสิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยก็คือชีวิตที่สุขสงบและเรียบง่ายในชนบทที่ห่างไกล
กลิ่นหอมหวนชวนให้น้ำลายสอโชยออกมาจากกระทะใบใหญ่หญิงสาวนางหนึ่งกำลังขยับไม้ผายในมืออย่างคล่องแคล่วก่อนที่นางจะยกกระทะขนาดใหญ่นั้นขึ้นมาด้วยมือเพียงข้างเดียวแล้วขยับข้อมืออย่างชำนาญ เปลวไฟที่ร้อนระอุใต้เตาลุกพรึบขึ้นมาในพริบตา
เมล็ดข้าวสวยและไข่สีเหลืองทองดูชุ่มฉ่ำผสานกับเนื้อสัตว์เ่าั้ลอยขึ้นมาเหนือกระทะคลุกเคล้ากันไปมาอย่างอิสระตามแรงขยับของข้อมือเล็กก่อนจะตกลงในกระทะอีกครั้งตามด้วยเครื่องปรุงรสอีกมากมายที่ผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัวผักสดหลากหลายชนิดถูกแต่งเติมลงไปอย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็ข้าวผัดรวมมิตรจานใหญ่สีสันน่ารับประทาน
“โอ้โห พี่ลู่จิวทำของอร่อยอีกแล้ว ข้าขอกินด้วยได้ไหม นะๆ” เด็กชายในชุดผ้าป่านสีหม่นตัวน้อยยืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านไม้หลังเล็กทว่าแข็งแรงแล้วเฝ้ามองดูข้าวผัดสีสันสดใสในกระทะด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย
ข้างกายเขายังมีเด็กหญิงและเด็กชายอีกหลายคนที่ยืนน้ำลายไหลมองดูข้าวผัดในกระทะด้วยความหิวโหยพวกเขาต่างก็เป็บุตรหลานของเพื่อนบ้านในละแวกนี้อีกทั้งยังมีหลานชายและหลานสาวของสามีนางอีกด้วย เด็กๆเหล่านี้มักจะจับกลุ่มวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานเมื่อได้กลิ่นอาหารที่หอมเย้ายวนชวนให้ท้องร้องแล้ว พวกเขาก็จะรีบวิ่งมาดักรอชิมของอร่อยอยู่ตรงนี้อย่างรู้เวลา
ลู่จิวมองดูดวงตาใสซื่อที่เปี่ยมไปด้วยความหวังของพวกเด็กๆก่อนจะยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
นางรักชีวิตชนบทอันแสนเรียบง่ายนี้ที่สุดเลย!
ลู่จิวนึกในใจแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่มีเมตตาไปว่า “พวกเ้ากลับบ้านไปเอาจานมาสิเดี๋ยวพี่จะแบ่งให้พวกเ้าเอง อย่าลืมชามใส่น้ำแกงด้วยนะ กินข้าวเฉยๆประเดี๋ยวจะติดคอเอา”
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าพี่ลู่จิวใจดีที่สุด!”
“พวกข้าจะรีบไปเอาชามมาเดี๋ยวนี้!”
เด็กน้อยเ่าั้ร้องออกมาด้วยความดีใจก่อนจะรีบวิ่งกลับบ้านของตัวเองไปอย่างรวดเร็ว ลู่จิวมองดูแผ่นหลังเล็กๆเ่าั้ด้วยความเอ็นดู นางเองก็ใฝ่ฝันที่จะมีลูกน้อยน่ารักเช่นนั้นสักหลายๆคนเหมือนกัน ต่อให้ยามนี้จะมีหลานชายและหลานสาวของสามีอยู่เป็เพื่อนเล่นแล้วก็เถอะทว่ามันก็ไม่เหมือนการได้มีลูกเป็ของตัวเอง ได้มีชีวิตน้อยๆที่ถือกำเนิดจากความรักของนางและสามีได้มีเสียงหัวเราะอ้อแอ้น่ารักน่าชังคอยร้องเรียกท่านพ่อท่านแม่ทุกวันหากเป็เช่นนั้นครอบครัวของนางคงจะสมบูรณ์แบบและคึกคักมากขึ้นกว่าเดิม
หญิงสาวลูบไล้หน้าท้องที่แบนราบของตัวเองเล็กน้อยเพียงไม่นานดวงตากลมโตคู่งามก็พลันเปล่งประกายด้วยความหวังก่อนจะรีบยกกระทะขนาดใหญ่นี้ไปพักเอาไว้บนโต๊ะไม้ด้านข้างแล้วหันไปเปิดฝาหม้อน้ำแกงออกฉับพลันนั้นก็มีไอน้ำแผ่พุ่งกระจายส่งกลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอไปทั่วบริเวณ
เมื่อเหล่าเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงได้สูดหอมกลิ่นหอมนี้ในใจก็คิดกันไปว่าวันนี้ลาภปากอีกแล้ว ก่อนจะเร่งให้ลูกๆของตนรีบไปรับของอร่อยจากพี่สาวใจดีมาโดยเร็ว
ลู่จิวตักอาหารแบ่งใส่ในชามให้กับลูกๆของเพื่อนบ้านอย่างใจกว้าง แต่ก่อนตอนที่นางอยู่กับท่านยายเพียงแค่สองคนนั้นพวกนางก็เคยได้รับการแบ่งปันอาหารจากเพื่อนบ้านทั้งหลาย ภายหลังจากที่นางแต่งงานและได้เป็ถึงฮูหยินของท่านอาจารย์ผู้หล่อเหลาที่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้ไปแล้วจึงทำให้นางมีชีวิตที่สุขสบายกว่าเมื่อก่อน ทั้งยังมีเงินพอซื้ออาหารมากมาย ดังนั้นนางจึงอยากตอบแทนชาวบ้านที่เคยใจดีกับนางเท่าที่จะทำได้
หลังจากที่พวกเด็กน้อยเ่าั้จากไปด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มเบิกบานใจแล้วมือเล็กขาวผ่องก็เคี่ยวน้ำแกงไก่ป่าตัวอวบอ้วนที่ตุ๋นคู่กับสมุนไพรสดใหม่หลายชนิดพร้อมด้วยเห็ดหอม ฟักขาวและหูหลัวโป[1]สีส้มสดกรอบอร่อยที่เพิ่งเก็บมาจากสวนในตอนเช้านำมาตุ๋นรวมกันนานหลายชั่วยามจนได้กลิ่นหอมเข้มข้นและกลมกล่อมที่ไม่ว่าใครได้สูดดมแล้วเป็ต้องน้ำลายหยดติ๋งๆที่นางตระเตรียมอาหารมากมายขนาดนี้ก็เพื่อรอต้อนรับสามีที่กำลังเดินทางกลับจากการไปสอนหนังสือในอำเภอที่ห่างไกล
ลู่จิวหยิบตะเกียบขึ้นมาก่อนจะจิ้มลงบนเนื้อไก่อย่างชำนาญแล้วคีบเนื้อไก่ชิ้นเล็กเข้าปากเพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อไก่นั้นสุกนุ่มกำลังดีรวมถึงได้รสสมุนไพรที่เข้มข้นกลมกล่อมแล้ว
อื้มอร่อยมาก!
ดวงตากลมโตโค้งขึ้นเป็รูปเสี้ยวพระจันทร์เพราะความอร่อยที่ได้ลิ้มลองนั้นนางพยักหน้าให้กับฝีมือการทำอาหารที่ล้ำเลิศของตัวเอง แม้นางจะท่องตำราไม่ได้เื่ทั้งยังเขียนตัวอักษรราวกับไก่เขี่ย แต่มีสิ่งหนึ่งที่นางทำได้ดีที่สุดก็คืออาหาร!
เ้าจะบอกว่าข้าโง่เขลาท่องตำราไม่แตกฉานก็ได้แต่เ้าห้ามบอกว่าข้าทำอาหารไม่อร่อยเป็อันขาด
เพราะความจริงแล้วมันอร่อยมาก!
ลู่จิวแอบยิ้มอย่างภาคภูมิใจให้กับฝีมือการทำอาหารของตัวเองก่อนที่นางจะตักไก่ป่าตัวอวบอ้วนนั้นใส่ลงในชามใบใหญ่แล้วราดน้ำแกงใสตามด้วยผักสดกรุบกรอบรสชาติหวานฉ่ำลงไป
พร้อมกันนี้นางก็หันไปทำอาหารจานสุดท้ายหญิงสาวยกกระทะใบเดิมที่ถูกขัดจนสะอาดแล้วขึ้นมา จากนั้นนำกระทะใบใหญ่ไปตั้งไว้บนเตาไฟที่ร้อนจัดก่อนจะราดน้ำมันตามด้วยกระเทียมและพริกสีแดงสดทุบพอให้แตกตามลงไปผัดจนหอมแล้วเติมผักบุ้งที่เก็บมาจากสวนหลังบ้าน
พรึบ!
เพียงพริบตาเดียวเปลวไฟร้อนระอุก็ลุกพรึบขึ้นมาแต่ถึงกระนั้นลู่จิวก็หาได้หวั่นกลัวไม่ นางสะบัดผมหน้าม้าที่ยาวเกะกะนั้นออกไปก่อนจะแต่งเติมเครื่องปรุงลงในกระทะแล้วยกขึ้นมาเขย่าอย่างชำนาญเพื่อให้ส่วนผสมทุกอย่างคลุกเคล้าเข้าด้วยกันจากนั้นเทใส่ลงในชามอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ผักเ่าั้สูญเสียความเขียวฉ่ำกรุบกรอบไป
หลังจากที่อาหารทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วนางก็ชะโงกหน้าออกไปมองดูข้างนอกหน้าต่างเล็กน้อย
เมื่อเห็นว่าใกล้จะได้เวลาแล้วนางจึงรีบยกสำรับอาหารเตรียมแยกเอาไว้มุ่งหน้าไปยังบ้านของพ่อแม่สามีที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามโดยเร็ว
ภายหลังจากที่จัดแจงข้าวปลาอาหารให้ครอบครัวสามีเสร็จเรียบร้อยแล้วลู่จิวก็รีบวิ่งกลับเข้าบ้านเพื่อมาเตรียมสำรับอาหารให้สามีอย่างรวดเร็วตามด้วยวิ่งออกไปหาบน้ำร้อนมาเติมลงในถังไม้และโรยด้วยกลีบดอกไม้แสนหวานลงไปตามลำดับ
ลู่จิวยุ่งอยู่กับการเตรียมสิ่งของต่างๆอยู่สักพัก ไม่นานนักก็มีร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ถือตำราเดินมุ่งหน้ามาทางบ้านหลังเล็กอย่างเชื่องช้าแสงอาทิตย์ในยามเย็นสาดส่องประกายให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาดุจหยกเจือกลิ่นอายบัณฑิตหลายส่วนใบหน้าสงบนิ่งจนมองอารมณ์ไม่ออกนั้นกลับยิ่งทำให้เขาดูมีเสน่ห์น่าค้นหามากยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากตำราแล้วเขายังสะพายสัมภาระและถือของฝากมากมายติดไม้ติดมือมาด้วยเช่นกัน
ชายหนุ่มถอดรองเท้าด้วยท่าทางที่สุขุมใจเย็นก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในบ้านไม้หลังเล็กทันใดนั้นเองก็มีเงาร่างอรชรแน่งน้อยของหญิงสาวนางหนึ่งวิ่งพุ่งปราดเข้ามาโอบเอวหนาเอาไว้แน่นแล้วเงยใบหน้ากลมดุจซาลาเปาอันอวบอิ่มน่ารักของตัวเองขึ้นมาส่งยิ้มโง่งมให้กับเขา
“สามี! ท่านกลับมาแล้ว!” ลู่จิวยิ้มตาหยีด้วยความดีใจอย่างไม่ปิดบัง
“อืม” เฮ่าตู๋ตอบรับในลำคอหนึ่งคำก่อนที่จะเบี่ยงตัวไปทางด้านขวาเพื่อวางของฝากมากมายลงบนโต๊ะ
ทันทีที่เห็นอย่างนั้นร่างเล็กก็รีบปล่อยมือทันทีก่อนจะเอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า “ข้าช่วยท่าน”
พอพูดจบมือเล็กก็รีบแย่งสัมภาระในมือของชายหนุ่มไปวางไว้บนโต๊ะด้วยความเคยชิน บ่อยครั้งที่สามีของนางต้องออกไปสอนหนังสือยังต่างเมืองกว่าจะเดินทางมาถึงที่หมู่บ้านก็เป็เวลาตั้งหลายวัน
ถึงแม้ลู่จิวจะรู้สึกเหงาเวลาที่ต้องอยู่คนเดียวทว่านางก็ยืนยันที่จะส่งเสริมทุกการกระทำของสามี ใครใช้ให้นางมีบุญได้สามีหล่อเหลาประดุจเทพเซียนหนำซ้ำยังมีความสามารถโดดเด่นเหนือผู้ใดกันเล่าแม้ว่าตัวนางจะรู้ตัวหนังสือแค่ไม่กี่คำ แต่นางก็รู้ได้ว่าสามีของนางจะต้องเป็บุคคลที่เก่งกาจหาตัวจับได้ยากเขามักจะเล่าให้นางฟังอยู่เสมอว่ามีเศรษฐีจำนวนไม่น้อยยอมทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อจ้างให้เขาไปสอนหนังสือถึงที่บ้านนั่นจึงเป็สาเหตุที่ทำไมสามีของนางถึงต้องเดินทางอยู่เป็ประจำ
ลู่จิวไม่ได้สนใจเงินทองที่เขานำกลับมาเลยสักนิดนางสนแค่เพียงว่าสามีของนางกินอยู่อย่างไร เหน็ดเหนื่อยหรือเปล่าตลอดสามปีที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมา นางเห็นเขาทำงานหนักเพื่อครอบครัวมาโดยตลอดดังนั้นไม่ว่าเขา้าสิ่งใด นางก็พร้อมที่จะทำให้เขาเสมอนาง้าทำให้บ้านหลังนี้เป็สถานที่ที่เขาสามารถพักผ่อนร่างกายและจิตใจได้อย่างเต็มที่นี่คือสิ่งเดียวที่นางสามารถทำเพื่อสามีสุดที่รักของนางได้
นางมองดูรอยฝุ่นที่ติดอยู่ตรงคอเสื้อของสามีด้วยความปวดใจเขาคงจะทำงานหนักและเหนื่อยมากเลยสินะเขาเป็ผู้หาเลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียวและด้วยเหตุนี้นางจึงพยายามทำหน้าที่ของภรรยาให้ดีที่สุดรวมถึงดูแลครอบครัวของเขาให้ดีที่สุดเช่นกัน
เมื่อสามปีก่อนท่านยายของนางเก็บชายที่ได้รับาเ็คนหนึ่งมาได้ดูเหมือนว่าเขาจะสูญเสียความทรงจำไม่รู้ว่าตัวเองเป็ใครมีเพียงรอยเฆี่ยนตีไปทั่วร่างกายเท่านั้นที่ทำให้รู้ว่าชีวิตก่อนหน้านี้ของเขาคงจะไม่ราบรื่นสักเท่าไหร่เพราะอย่างนี้นางจึงรู้สึกสงสารเขาและขอร้องให้ท่านยายรับเขาเข้ามาอยู่ด้วยกัน
พวกนางเป็เพียงแค่สตรีอ่อนแอไร้ที่พึ่งพิงหากมีบุรุษมาอยู่ด้วยก็คงจะดี แล้วก็เป็ไปอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆชายผู้นี้มีความรู้สูงส่ง ทั้งยังเขียนอ่านได้อย่างคล่องแคล่วท่านยายตั้งชื่อให้เขาว่าเฮ่าตู๋ ก่อนจากไปยังฝากฝังนางให้เขาดูแลนับั้แ่นั้นเป็ต้นมาทั้งคู่ก็ได้ถือว่าเป็สามีภรรยากัน
สามปีมานี้เขาช่วยเหลือนางทุกอย่างแม้แต่่เวลายากลำบากที่สุดอย่างตอนสูญเสียท่านยายก็ได้เขาคอยอยู่เคียงข้างมาโดยตลอด นางจึงสามารถผ่านพ้น่เวลาที่ยากลำบากนั้นมาได้
นางและเขาใช้ชีวิตที่เงียบสงบอยู่ในชนบทที่ห่างไกลแต่ถึงกระนั้นก็เรียบง่ายและมีความสุขร่วมกันมากว่าหนึ่งปี จวบจนกระทั่งเฮ่าตู๋เริ่มออกไปสอนหนังสือและกลับมาพร้อมกับญาติที่พบเจอกันโดยไม่คาดคิดมาก่อน
เดิมทีนางนึกว่าเขาคงจะทิ้งนางกลับไปหาชีวิตเดิมเสียแล้วแต่คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะพาครอบครัวของเขาย้ายจากในเมืองมาอยู่ด้วยกันที่หมู่บ้านแทนเขาตัดสินใจอยู่เป็เพื่อนนาง ไม่ได้จากไปไหนทั้งนั้น สิ่งนี้ยิ่งทำให้นางรู้สึกรักและซาบซึ้งในตัวสามีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมไม่ว่าตอนไหนเขาก็คิดเผื่อนางอยู่เสมอ
ดังคำกล่าวที่ว่าคนทำดีย่อมได้ดีนางรู้สึกขอบคุณที่ตอนนั้นท่านยายช่วยเหลือเขาขอบคุณที่ตัวนางขอร้องให้พาเขามาอยู่ด้วยกัน ชีวิตของนางหลังจากนี้ต่อไปย่อมไม่เปล่าเปลี่ยวและเดียวดายไร้ที่พึ่งเหมือนเช่นในอดีตอีกต่อไปแล้ว เพราะว่าตอนนี้นางมีสามีที่แสนประเสริฐคนนี้คอยอยู่เคียงข้างเขาเปรียบเสมือนโลกทั้งใบของนาง แล้วนางก็จะดูแลรักษาโลกใบนี้ให้ดีที่สุดเช่นกัน
[1]หูหลัวโป แปลว่า แครอท