“...ไม่มีทาง! นี่มันไม่สมเหตุสมผล!”
โม่จ้านเบิกตากว้างพร้อมหยัดกายลุกขึ้นทันใด เก้าอี้หนักถูกขาดันจนถอยออกไประยะหนึ่ง
“ความจริงเป็นเช่นนี้ หากเป็นไปได้ พวกเราก็อยากถามเช่นกันว่าแท้จริงแล้วเกิดอันใดขึ้น”
ซีนั่วนำมือประสานใต้คาง ข้อศอกทั้งสองรองรับน้ำหนักของศีรษะ ภายในสายตาฉายแววอ่อนล้าและมึนงง
“ข้าถูกองค์ราชาปีศาจรับเลี้ยงหลังจากถูกครอบครัวขับไล่เพราะเป็นพวก ‘ต่างเผ่าพันธุ์’ ในยามนั้นเผ่าพันธุ์ปีศาจทำได้เพียงอาศัยอยู่ในป่าที่ชายแดนเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตามล่าเท่านั้น ข้ามิใช่ผู้แรกที่ติดตามองค์ราชาปีศาจ ข้อมูลที่ได้รับนั้นมีจำกัดนัก แม้ว่าองค์ราชาปีศาจมักเผยสีหน้าเปี่ยมด้วยความเศร้าโศก กระนั้นเขากลับมิเคยเปิดเผยสิ่งใดให้เรารับรู้”
โม่จ้านจับประเด็นสำคัญที่ซีนั่วสื่อได้อย่างแม่นยำแล้วพลันรู้สึกงงงวยเล็กน้อย --- ‘พวกเรา’ แทนที่จะเป็น ‘ข้า’ ซึ่งหมายความว่าคนอื่นๆ ก็ไม่รู้อันใดเช่นกัน
“ปีศาจเผ่าอื่นๆ ก็ไม่รู้เช่นกันใช่หรือไม่? ด้วยตำแหน่งฐานะของเจ้าคงจะพอสอบถามจนรู้สิ่งใดบ้างกระมัง”
“ปีศาจทุกตนที่อยู่ในตรอกขี้เถ้า ผู้ที่ติดตามองค์ราชาปีศาจมาเป็นเวลานานที่สุดก็คือเจี๋ยหลัว เพียงแต่เจี๋ยหลัวเคยกล่าวว่ายามเขาเริ่มจำความได้ เผ่าปีศาจก็อยู่ในสภาพเช่นนี้แล้ว”
มังกรกึ่งมนุษย์เงยหน้าขึ้นด้วยความเศร้าโศก หวนนึกถึงคำพูดของเจ้าตัวใหญ่เจี๋ยหลัว
“...ต้องหลบซ่อนอย่างมิเคยหยุดพักและใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัวมาโดยตลอด แต่กระนั้นกลับมิรู้ด้วยซ้ำว่าสาเหตุคือสิ่งใด”
“...พวกเจ้าเคยคิดจะสืบหาความจริงสักหน่อยหรือไม่?”
ซีนั่วแค่นหัวเราะเสียงเย็นหลังได้ฟังคำกล่าวของโม่จ้าน น้ำเสียงเจือความเย้ยหยันตนเอง
“ในยามที่เจ้าต้องพยายามสุดความสามารถเพื่อให้ได้มีชีวิตรอดต่อไป ยังจะมีเวลาไปนึกถึงเรื่องอื่นอีกงั้นหรือ?”
โม่จ้านพยักหน้าอย่างขออภัย ยามที่ตนเพิ่งหนีออกมาจากวิหารหลังนั้น ใช่ว่าจะมิเคยสัมผัสความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน...
“หากองค์ราชาปีศาจมิได้รับข้าเอาไว้ เกรงว่าข้าคงตายตกอยู่ภายใต้กีบม้าเหล็กของกองกำลังทหารส่วนตัวของข้าหลวงใหญ่สักคนแห่งราชอาณาจักรข่ายเจ๋อไปเสียนานแล้ว”
แววตาของซีนั่วแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาทันใด น้ำเสียงหนักแน่นขึ้นโดยมิต้องสงสัย
“ต่อให้ต้องพลีชีพจนตัวตายก็จะทำตามปณิธานสุดท้ายขององค์ราชาปีศาจให้จงได้ มิเพียงแต่ข้าเท่านั้น เผ่าพันธุ์อื่นเองก็คิดเช่นนี้เช่นเดียวกัน”
“อืม ข้าเข้าใจแล้ว ยามนี้อามู่ได้เล่าสถานการณ์โดยรวมของตรอกขี้เถ้าให้ข้าฟังแล้ว”
โม่จ้านเผยหนึ่งรอยยิ้มพลางตบบ่าซีนั่ว หากเอ่ยออกไปว่า ‘เกิดอันใดขึ้นกับปู้ไหลเต๋อผู้นั้น’ ในยามนี้ คาดว่าคงจะถูกอีกฝ่ายไล่ตีเสียแล้ว
“เพียงแต่ข้าใคร่รู้ เหตุใดอามู่จึงติดตามราชาปีศาจเล่า? เผ่าภูตความมืดกับเผ่าภูตเกิดความขัดแย้งต่อกันเช่นนั้นหรือ?”
“มิใช่ เผ่าภูตเป็นมิตรและรักสงบโดยธรรมชาติ พวกเขายอมรับว่าภูตความมืดคือหนึ่งในเผ่าพันธุ์ย่อย อามู่ใช้ความสัมพันธ์นี้ลอบช่วยเหลือเผ่าปีศาจที่หลบซ่อนอยู่ในชายป่า อีกทั้งยังคอยจัดหาอาหารและน้ำดื่มให้พวกเขา”
ครั้นเอ่ยถึงอามู่ สีหน้าของซีนั่วค่อนข้างซับซ้อน
“เพียงแต่ภายหลังอาณาจักรไหลเต๋อค้นพบความช่วยเหลืออย่างลับๆ นี้เสียแล้ว จึงส่งกองทัพไปล้อมป่าเพื่อซุ่มโจมตีและขับไล่เผ่าภูตออกไป กระทั่งถึงยามนี้ พวกเรายังหาไม่พบว่าเผ่าภูตหลบหนีไปที่ใด ทั้งองค์ราชาปีศาจและอามู่ต่างโทษตนเองเพราะเรื่องนี้อย่างยิ่ง”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้..”
โม่จ้านกุมปลายคางพลางเริ่มใช้ความคิด หากการต่อต้านในครานี้ประสบความสำเร็จ ตนจะต้องไปยัง ‘ป่า’ ที่ซีนั่วเอ่ยออกมาสักครา แม้ว่าจะมิใช่สถานที่ต้นกำเนิดของเผ่าปีศาจ แต่ทว่าจะต้องทิ้งร่องรอยเอาไว้มิน้อยอย่างแน่นอน
“เช่นนั้นท่านหัวหน้ากิลด์ซีนั่ว พอจะมีวิธีเผชิญหน้ากับศัตรูโดยไม่เผยโฉมหน้าหรือไม่? สันตะสำนักล่วงรู้หน้าตาและตำแหน่งของพวกเจ้าเสียทั้งหมด เป็นเพราะปู้ไหลเต๋อที่เป็นหนอนบ่อนไส้แพร่งพรายออกไปใช่หรือไม่? หากเป็นเช่นนี้ พวกเราก็มีโอกาสที่จะหลบหนีไปได้”
ครั้นได้ยินคำกล่าวของโม่จ้าน ซีนั่วส่ายหน้าพลางยกยิ้มขื่น คลี่แผนที่บนโต๊ะให้แผ่ราบก่อนชี้ไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
“ตรอกขี้เถ้าตั้งอยู่บนดินแดนเชื่อมต่อระหว่างอาณาจักรทั้งสาม ด้านหลังเป็นพื้นที่รกร้างสูงโดดเด่น ด้านหลังคือมหาสมุทรที่ไร้จุดสิ้นสุด อาณาจักรอื่นๆ เคยส่งกองเรือออกไปสำรวจ หากแต่ไม่มีแม้แต่ลำเดียวที่กลับมา พวกเราเคยคิดจะล่องเรือออกทะเล เพียงแต่หลังจากเดินเรือไปครึ่งวันกลับพบเจอโขดหินขนาดใหญ่และไม่กล้าไปต่อ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อพวกเราถูกล้อมก็จะไร้ซึ่งหนทางให้ถอย”
“นอกจากนั้นเวทติดตามของสันตะสำนักก็มิเกี่ยวอันใดกับปู้ไหลเต๋อ ระยะหลังมานี้ ขอเพียงมีเผ่าปีศาจลอบออกไปจากตรอกขี้เถ้า อีกฝ่ายก็จะค้นพบทันทีและสังหารทิ้ง”
คำถามหนึ่งถูกปัดตกโดยซีนั่ว หากแต่โม่จ้านกลับยิ่งงงงวยกว่าเดิม อีกคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาทันใด
“เช่นนั้นเหตุใดท่านหัวหน้ากิลด์ซีนั่วจึงสามารถ...”
“คาถาสาปแช่งสืบหาร่องรอยพุ่งเป้าไปยังเผ่าปีศาจ ไม่มีผลกับข้าแต่อย่างใด ดังนั้นข้าจึงสามารถออกไปทำงานข้างนอก เพียงแต่ด้วยรูปลักษณ์ของข้าเป็นเอกลักษณ์มากจนเกินไป ไม่ว่าไปที่ใดล้วนแต่ถูกผู้คนจดจำได้ ดังนั้นจึงมิอาจพาเด็กๆ หนีไปด้วย”
ซีนั่วถอนหายใจ ส่งใบรายชื่อลงตราประทับที่มีชื่อและรูปเหมือนของปีศาจวัยเยาว์ไปให้โม่จ้าน โม่จ้านถอนหายใจ สายตากวาดมองรายชื่ออย่างรวดเร็ว จดจำภาพเหมือนและชื่อสิบกว่าชื่อเอาไว้ในใจ
“นี่คือเชื้อไฟสุดท้ายของเผ่าปีศาจ ล้วนแต่เตรียมสัมภาระพร้อมเดินทางทุกเมื่ออยู่ในสนามใกล้กับประตูทางออกที่สองมากที่สุด ความหวังของเผ่าปีศาจจำต้องฝากไว้ในมือของท่านแล้ว”
“ข้ายังมีอีกหนึ่งคำถาม ทำอย่างไรจึงจะสามารถหลบเลี่ยง ‘คาถาสาปแช่งสะกด’ ที่ถูกร่ายมา? หากข้าเองติดกับไปด้วย เช่นนั้นคงจบสิ้นแล้วกระมัง”
โม่จ้านค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับคำสาปประหลาดนี้ แม้ว่าจะมิน่าเป็นไปได้ที่ผู้รับผิดชอบพาหลบหนีอย่างตนจะได้พบกับอัศวินแห่งพระวิหาร แต่กระนั้นก็ควรจะมีมาตรการรับมือเอาไว้
“...เสียใจด้วยอย่างยิ่ง พวกเราเองก็มิรู้เช่นกัน กระทั่งร่ายคาถาอย่างไร ร่ายเมื่อใด และร่ายที่ใดก็ยังมิรู้”
ซีนั่วถอนหายใจ แค่นหัวเราะเยาะเย้ยตนเอง
“ดังนั้นทั้งเผ่าปีศาจล้วนแต่ต้องคำสาปนี้ ทว่าทารกแรกเกิดที่เกิดหลังหลบหนีเข้ามาในตรอกขี้เถ้ากลับมิได้ถูกสาป ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าพบ ‘เงื่อนงำ’ ได้อย่างไร?”
โม่จ้านส่ายหน้าเป็นสัญญาณว่ากำลังรอฟัง
“ปีศาจเด็กรักสนุกตนหนึ่งแอบออกไปเที่ยวเล่นด้านนอกตรอกขี้เถ้า เมื่อพวกเราพบว่ามีคนขาดหายไป เขาก็ได้วิ่งหนีเข้าไปในป่าเสียแล้ว เดิมทีคิดว่าเขาจะถูกสังหารโดยอัศวินแห่งพระวิหารที่ดักซุ่มอยู่มิไกล แต่ทว่านึกมิถึงว่าเขาจะไปได้ไกลถึงตำบลลมฝุ่น”
เมื่อนึกถึงเด็กผู้นั้นที่ซุกซนจนแทบสร้างเรื่องสั่นสะเทือนไปทั่ว รอยยิ้มพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซีนั่ว
“พวกเราคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ ทว่าไม่นานนักหลังจากเขาเที่ยวเล่นในตำบลลมฝุ่นจนเบื่อ นึกมิถึงว่าจะแอบกลับเข้ามาในตรอกขี้เถ้า ทำเอาพวกเราตกใจกลัวเจียนตาย ทั้งเจ้าหนูน้อยผู้นั้นยังโอ้อวดกับสหายว่าตนได้พบกับอัศวินแห่งพระวิหารมาแล้ว”
“หนึ่งครั้งคือความผิดพลาด สองครั้งคือความบังเอิญ ต่อให้เด็กน้อยไม่มีเขาไม่มีหาง อัศวินแห่งพระวิหารมิอาจแยกแยะด้วยตาเปล่า กระนั้นคำสาปแช่งมิอาจไร้ผลอย่างแน่นอน”
ซีนั่วเหลือบมองนาฬิกาแขวนบนผนังแล้วจึงเอ่ยต่อไป
“ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงลองทดสอบโดยการคุ้มกันเด็กเล็กอีกผู้หนึ่งเดินไปยังละแวกใกล้เคียงของตรอกขี้เถ้า วงเวทย์เตือนภัยล่วงหน้าที่ข้าร่ายไว้ไร้ซึ่งการตอบสนอง หากแต่เมื่อเจี๋ยหลัวหรืออามู่ทำเช่นเดียวกัน วงเวทย์เตือนภัยล่วงหน้ากลับเรืองแสงขึ้นมาทันที แสดงให้เห็นว่าอัศวินแห่งพระวิหารที่ดักซุ่มโจมตีรับรู้ได้ถึงคำสาปสะกดรอยและออกมาเพื่อตามหาปีศาจเสียแล้ว”
“อีกทั้งข้ายังให้เก๋อเหลยเกอหลี่ทำเรื่องในทำนองเดียวกัน วงเวทย์เตือนภัยล่วงหน้ายังคงไร้ซึ่งการตอบสนอง เมื่อเป็นเช่นนี้ข้าจึงเข้าใจว่าบนกายของเด็กที่เพิ่งเกิดใหม่หลังหนีเข้ามาในตรอกขี้เถ้าไม่มีคาถาสาปแช่งสะกดรอย ยามค้นพบเรื่องนี้ พวกเราไม่กี่คนต่างตื่นเต้นจนแทบน้ำตาไหลเสียแล้ว”
ซีนั่วที่ใบหน้าเผยยิ้มบางจมอยู่ในห้วงความทรงจำ มิทันสังเกตเห็นโม่จ้านที่อ้ำอึ้งอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งซีนั่วได้สติกลับมา เขาจึงรับรู้ได้ว่าสีหน้าของโม่จ้านมีหลากหลายอารมณ์ผสมปนเปและเผยสีหน้ากระอักกระอ่วนออกมา
“...มีอันใดหรือ ท่านโม่เจ๋อเอ่อร์?”
“...การเจริญเติบโตของเผ่าปีศาจช่างรวดเร็วยิ่งนัก อายุเพียงไม่กี่เดือนกลับวิ่งไปได้ไกลถึงเพียงนั้น”
น้ำเสียงของโม่จ้านค่อนข้างสับสน ทั้งๆ ที่รู้ว่านี่อาจเป็นเรื่องปกติทั่วไปอย่างยิ่ง ทว่าหากไม่เอ่ยแขวะออกมาตนคงอัดอั้นจนทรมาน
“ยังนับว่าดี เผ่าสัตว์กลายร่างจำนวนหนึ่งเติบโตรวดเร็วยิ่งกว่านี้เสียอีก อายุเพียงเดือนกว่ากลับช่วยไปซื้อของให้บิดามารดาได้แล้ว”
ซีนั่วถึงกับควานหาสมองไม่เจออยู่บ้าง ในฐานะที่อีกฝ่ายเป็นเผ่าปีศาจ คงมิได้ตัดขาดจากโลกภายนอกจนถึงขั้นไม่รู้ว่าเผ่าของตนมีระยะเวลาในการเจริญเติบโตเช่นไรกระมัง
“เผ่าปีศาจมีวัยเยาว์สั้น หากแต่วัยเด็กและวัยหนุ่มยาวนาน ท่านก็น่าจะได้สัมผัสแล้วกระมัง?”
ข้าได้สัมผัสกับผีน่ะสิ...
โม่จ้านคลี่ยิ้มเจื่อนพลางนั่งลง ออกแรงหยิกต้นขาของตนเองอย่างแรง
“...แท้จริงแล้วข้าอยากถามยิ่งนักว่าแท้จริงแล้วเก๋อเหลยเกอหลี่มีความสัมพันธ์เช่นไรกับพวกเจ้า? เหตุใดภายในบทสนทนาของเจ้ากับอามู่ล้วนเห็นเขาเป็น ‘คนกันเอง’ อย่างเป็นธรรมชาติยิ่งนัก?”