เหวินหลางถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพราะอดข้าวอดน้ำอยู่เกือบสองวัน กว่าแม่บ้านจะมาเห็น เด็กชายก็อยู่ในสภาพหมดสติไปแล้ว เพราะก่อนหน้านี้แม่บ้านต้องอยู่เฝ้าเหวินหย่าซินที่โรงพยาบาล คนขับรถก็ไม่รู้ว่านายน้อยยังอยู่ในห้อง เมื่อไปส่งไปคุณผู้หญิงที่โรงพยาบาลกลับมา คนขับรถจึงไม่ได้สนใจจะขึ้นไปสำรวจความเรียบร้อยบนตึก ส่วนคนงานที่มีอยู่มากมายก่อนหน้านี้ก็ถูกเหวินหย่าซินเลิกจ้างไปหมดแล้ว ตามแผนที่เธอวางไว้ว่าจะพาครอบครัวย้ายไปตั้งรกรากที่ต่างประเทศ ทำให้คนงานในบ้านเหลือแค่แม่บ้านกับคนขับรถเท่านั้น
แม่บ้านติดต่อเหวินหรงจุนกับเหวินหรงไม่ได้ เธอจึงติดต่อไปหาซ่งหมิ่นแทน ซ่งหมิ่นรู้เรื่องก็รีบมาที่โรงพยาบาลทันที ถึงแม้เขาจะตัดขาดกับพี่สาวไปแล้ว แต่พอรู้ว่าพี่สาวและหลานชายกำลังป่วยหนัก เขาก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้
“ติดต่อคุณผู้ชายได้หรือยัง” ซ่งหมิ่นถามแม่บ้าน
“ยังติดต่อไม่ได้เลยค่ะ นี่ก็เกือบจะอาทิตย์หนึ่งแล้ว แต่เรื่องนายน้อย...ดิฉันยังไม่กล้าบอกคุณผู้หญิงนะคะ กลัวเธอจะเครียดและอาการจะทรุดไปมากกว่านี้” แม่บ้านพูดเสียงเบา ถึงแม้บางครั้งเจ้านายจะอารมณ์เสียใส่เธอบ้าง แต่เธอก็รับใช้เหวินหย่าซินมานาน เมื่อรู้ว่าเจ้านายป่วยหนัก เธอจึงอดที่จะเป็นห่วงเจ้านายไม่ได้
เมื่อเห็นท่าทางของแม่บ้าน ซ่งหมิ่นก็อดที่จะแปลกใจไม่ได้ “คุณหมอบอกว่าคุณผู้หญิงป่วยเป็นอะไร”
“เอ่อ...คุณหมอบอกว่าคุณผู้หญิงป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้วค่ะ น่าจะอยู่ได้อีกไม่เกินสามเดือน”
“อะไรนะ!” ซ่งหมิ่นช็อกกับสิ่งที่ได้ยิน และพูดขึ้นอย่างโมโห “ก่อนหน้านี้คุณผู้หญิงไม่มีอาการป่วยให้เห็นเลยหรือไง แล้วทำไมถึงปล่อยให้อาการลุกลามมาถึงขั้นนี้ เหวินหรงจุนกับเหวินหรงล่ะ พวกเขาไม่รู้เรื่องนี้สักคนเลยหรือ”
“ดิฉันก็ไม่ทราบนะคะ คุณผู้หญิงไม่มีอาการป่วยอย่างอื่นให้เห็นเลยจริงๆ เธอมักจะบอกว่าเธอเบื่ออาหาร ทานข้าวไม่ค่อยลง ซึ่งคุณผู้หญิงก็ลงความเห็นด้วยตัวเองว่าอาจจะเป็นเพราะช่วงนี้มีแต่เรื่องให้กลุ้มใจ อีกอย่างก่อนหน้านี้คุณผู้หญิงกับคุณหนูหรงหรงก็มีเรื่องให้ทะเลาะกันแทบทุกวัน ฉันก็เลยเห็นด้วยกับสิ่งที่คุณผู้หญิงเธอบอกน่ะค่ะว่าคุณผู้หญิงเธออาจจะเครียดมากเกินไปเท่านั้น” แม่บ้านรีบอธิบาย
“เอาเถอะ ผมขอโทษด้วยที่เสียงดังใส่คุณ อันที่จริงเรื่องพวกนี้มันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก อีกอย่างช่วงนี้เรื่องของครอบครัวพี่สาวผมก็หนักหนามากจริงๆ ผมขอไปคุยกับคุณหมอเจ้าของไข้สักครู่นะ อ้อ...แล้วคุณก็ยังไม่ต้องบอกเรื่องเสี่ยวหลางให้คุณผู้หญิงรู้ล่ะ ถึงแม้อาการเสี่ยวหลางจะพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ช่วงนี้คุณผู้หญิงก็คงจะรับกับเรื่องนี้ไม่ได้หรอก” ซ่งหมิ่นกำชับแม่บ้านอีกที
“เป็นอะไรไป ทำไมนั่งหน้าเครียดเชียว ขมวดคิ้วอย่างนี้ เดี๋ยวก็ไม่สวยกันพอดี” หลี่ลี่หวั่นจูบที่หน้าผากหญิงสาวเบาๆ “ไหนที่รักลองบอกพี่มาสิครับว่าเครียดเรื่องอะไรอยู่”
“พี่ลี่หวั่น เรารีบแต่งงานกันเถอะค่ะ” เหวินหรงบอก
“หรงหรงอยากแต่งงานแล้วหรือ ทำไมล่ะครับ”
“คุณแม่อยากให้ฉันย้ายไปอยู่ที่ต่างประเทศด้วยน่ะค่ะ แต่ฉันไม่อยากแยกจากพี่ ฉันก็เลยคิดว่าไหนๆ ในอนาคตเราก็จะต้องแต่งงานกันอยู่แล้ว เราเลื่อนกำหนดการให้แต่งกันเร็วขึ้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
“ทำไมคุณแม่ของน้องหรงหรงถึงอยากจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศล่ะครับ” หลี่ลี่หวั่นทำเป็นใจเย็นถาม
เหวินหรงไม่กล้าตอบชายหนุ่มว่าเป็นเพราะธุรกิจผิดกฎหมายที่พ่อเธอทำ อีกอย่างเธอก็ไม่มั่นใจว่าที่แม่ต้องการให้ครอบครัวย้ายไปอยู่ต่างประเทศนั้นเป็นเพราะเรื่องนี้จริงหรือเปล่า หรืออาจจะเป็นเรื่องที่เธอเข้าใจผิดไปเอง เพราะวันนี้มัวแต่โมโห เธอก็เลยไม่ได้ตั้งใจฟังสิ่งที่แม่พูดสักเท่าไหร่ แต่ถึงยังไงเธอก็จะไม่ยอมให้หลี่ลี่หวั่นรู้เป็นอันขาดเกี่ยวกับธุรกิจผิดกฎหมายของพ่อเธอ
“คุณแม่อยากให้เสี่ยวหลางไปหัดใช้ชีวิตที่ต่างประเทศตั้งแต่ยังเด็กน่ะค่ะ พอโตไปแล้วจะได้ไม่ต้องปรับตัวมาก ท่านก็เลยอยากจะตามไปดูแลเขา อีกอย่างช่วงนี้คุณแม่ก็ไม่ค่อยสบายด้วย คิดว่าถ้าได้ย้ายไปอยู่ในประเทศที่มีอากาศดีๆ อาการของคุณแม่ก็คงจะดีขึ้น” เหวินหรงเริ่มแต่งเรื่อง
“เป็นอย่างนี้นี่เอง” หลี่ลี่หวั่นพยักหน้าอย่างเข้าใจ และกอดเหวินหรงไว้แน่น “ฟังอย่างนี้แล้วพี่ก็อยากจะรีบแต่งงานกับน้องหรงหรงให้ได้เสียวันนี้พรุ่งนี้เลยจริงๆ แต่...”
“แต่อะไรหรือคะ พี่ลี่หวั่นไม่สะดวกตรงไหนหรือเปล่า พี่รีบบอกฉันมาเถอะค่ะ” เหวินหรงถามอย่างร้อนใจ
“ก็เรื่องของโจวซูเจินนั่นล่ะครับที่ยังค้างคาใจพี่อยู่ อาจจะฟังดูเหมือนกับว่าพี่เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นอยู่สักหน่อย แต่พี่ก็ปล่อยเรื่องนี้ไปไม่ได้จริงๆ ถ้าพี่ยังไม่ได้เอาคืนผู้หญิงคนนั้น พอถึงวันแต่งงานของเราพี่ก็คงจะไม่มีความสุขอย่างเต็มที่” หลี่ลี่หวั่นแสร้งทำเสียงเศร้า “ตั้งแต่พี่เกิดมา พี่ยังไม่เคยรู้สึกเสียหน้าอย่างนี้มาก่อนเลย”
“พี่ลี่หวั่นหมายความว่า ถ้าฉันช่วยพี่แก้แค้นโจวซูเจินได้สำเร็จ พี่ก็จะแต่งงานกับฉันทันทีเลยใช่ไหมคะ”
“ครับ” หลี่ลี่หวั่นตอบอย่างหนักแน่น
“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงค่ะ เราเริ่มทำตามแผนของลี่จิงได้เลย พี่เอาข้อมูลของผู้หญิงคนนั้นมาให้ฉันให้หมดเลยนะคะ หล่อนเข้างานกี่โมงเลิกงานกี่โมง พี่บอกมาให้ละเอียดเลย”
“เจินเจิน ฉันลืมกระเป๋าไว้ที่ห้องพักน่ะ เธอไปรอฉันที่รถก่อนก็แล้วกันนะ” เกาจิ้งฮวาบอกเพื่อน
“ไม่เป็นไร ฉันไปเข้าห้องน้ำรอเธอก็ได้ เสร็จแล้วฉันจะยืนรอเธอตรงนี้” โจวซูเจินพูดจบก็เดินเข้าห้องน้ำไป
บอดี้การ์ดไม่สามารถตามเธอเข้าไปในห้องน้ำได้ พวกเขาได้แต่ยืนรออยู่ด้านนอก แต่ผ่านไปแล้วสิบห้านาที โจวซูเจินก็ยังไม่ออกมาจากห้องน้ำ บอดี้การ์ดเห็นท่าไม่ดีจึงให้แม่บ้านช่วยเข้าไปดูว่ายังมีใครอยู่ในห้องน้ำหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่ในห้องน้ำเลย
“เจ้านายครับ เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ คุณโจวซูเจินเธอหายไป” บอดี้การ์ดรีบโทรไปรายงานเจียวฮั่ว
“โจวซูเจินหายไป! เธอหายไปได้ยังไง! พวกนายรีบไปแจ้งคุณอาอู๋ แล้วก็รีบไปที่ห้องควบคุมเพื่อขอดูกล้องวงจรปิด เดี๋ยวฉันจะรีบไปหาพวกนายเดี๋ยวนี้ อ้อ...บอกคุณอาอู๋ให้แจ้ง รปภ. คอยดูที่ประตูเข้าออกอาคารให้เข้มงวดด้วย”
เจียวฮั่วสั่งการลูกน้องอย่างร้อนรน ก่อนที่เขาจะโทรศัพท์ไปหาเกาจิ้งหยวน “จิ้งหยวน เจินเจินถูกจับตัวไป ตอนนี้ฉันกำลังจะไปที่โรงพยาบาล ฉันก็ยังไม่รู้รายละเอียดมากนัก นายรีบตามไปก็แล้วกัน”
ที่โรงพยาบาลตอนนี้ก็กำลังวุ่นวายมาก รปภ. ถูกสั่งให้ไปยืนคุมอยู่ที่ประตูเข้าออกทุกทาง และเริ่มตรวจสอบผู้ที่กำลังเดินออกจากอาคารอย่างเคร่งครัด ในห้องควบคุมก็กำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิดกันอย่างคร่ำเคร่งจนพบว่า หลังจากที่โจวซูเจินเดินเข้าห้องน้ำไปได้ไม่กี่นาทีก็มีญาติคนไข้คนหนึ่งเข็นรถเข็นออกมาจากห้องน้ำพอดี ซึ่งคนไข้ที่นั่งอยู่บนรถเข็นดูเหมือนจะป่วยหนักและไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง อีกทั้งคนไข้ยังใส่เสื้อกันหนาวตัวใหญ่ รวมถึงใส่หน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้าเอาไว้ด้วย และรถเข็นคันดังกล่าวก็ถูกเข็นเข้าไปในห้องพักพิเศษของคนไข้คนหนึ่ง ภาพนั้นทำให้เกาจิ้งหยวนกัดฟันพูดขึ้นอย่างเจ็บใจ “ดี...ดีมาก ฉันสัญญาว่าจะไม่ปล่อยเธอไปแน่เหวินหย่าซิน”