ภายในห้องนอนเล็กๆ สีโทนอ่อนอันมีเด็กหนุ่มอายุราว 15-16 ปีนอนอยู่บนเตียงไฟฟ้าโดยมีหญิงสาวผู้เป็พี่กำลังเช็ดตัวให้ด้วยความอ่อนโยนสภาพร่างกายของเด็กหนุ่มนั้นมองผ่านๆ ก็ดูเหมือนว่าจะปกติดีหากแต่ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาคือหนึ่งในเหยื่อจากอุบัติเหตุครั้งใหญ่เมื่อราวครึ่งปีก่อนอุบัติเหตุที่พรากลมหายใจเสาหลักของครอบครัวพวกเขาไปและทำให้เขาต้องกลายเป็คนพิการไปชั่วชีวิต เพียงเพราะชายนักเที่ยวลูกไฮโซที่เมาแล้วขับเพียงคนเดียว
“พี่แพม อย่าพยายามอีกเลย ได้แค่นี้ก็ดีถมไปแล้วล่ะผมไม่อยากผ่าตัด และยิ่งไม่อยากเห็นพี่ต้องเหนื่อยมากขนาดนี้อีกแล้ว”
พันธกิจกล่าวเสียงอ่อน ความยากลำบากของพี่สาวเพียงคนเดียวตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาเขาล้วนเห็นอยู่ในสายตาดังนั้นส่วนลึกในใจจึงอดคิดไม่ได้ว่าเขานั้นเป็ภาระที่คอยถ่วงความก้าวหน้าในชีวิตของพี่สาวแท้ๆ
พันธกานต์ที่กำลังง่วนอยู่กับการเช็ดตัวชะงักมือไปครู่หนึ่งก่อนจะแสร้งทำเป็ไม่ได้ยิน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่น้องชายของเธอพูดเช่นนี้แม้เธอจะพยายามปลอบโยนเพียงใด แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์เลยเขายังคงมองตนเองเป็ตัวปัญหาสำหรับเธอไม่สร่างซา
“เย็นนี้พี่จะออกไปหาเพื่อน อาจจะกลับดึกหน่อยเดี๋ยวพี่จะให้แป้งมาอยู่เป็เพื่อนพอล ตกลงไหมจ๊ะ?”
ร่างบางในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์ขายาวสีเข้มพูดเสียงอ่อนใบหน้าจิ้มลิ้มราวตุ๊กตากระเบื้องเคลือบแย้มยิ้มอ่อนโยน ั์ตาหวานปนโศกซ่อนอยู่หลังแว่นตากรอบดำเรียบง่ายทั้งๆ ที่ดูบอบบางกว่าใครแต่พันธกานต์กลับเข้มแข็งลุกขึ้นมายืนหยัดท่ามกลางมรสุมที่พัดผ่านครอบครัวอย่างไม่ย่นระย่อยังความปวดใจมาให้ผู้เป็น้องชายอย่างยิ่งยวด
“พี่แพมผมขอโทษที่ช่วยอะไรพี่ไม่ได้เลย ซ้ำยังเป็ภาระให้พี่เสียอีก”
ไม่รู้เป็ครั้งที่เท่าไรแล้วที่พันธกิจกล่าวเช่นนี้ออกไปหากแต่ผู้เป็พี่สาวกลับไม่ใส่ใจและไม่เคยคิดทอดทิ้งผลักไสเขาเลยสักครั้ง
“ชู่ว์... พูดอะไรอย่างนั้นพอลเป็น้องชายคนเดียวของพี่ จะเป็ภาระของพี่ได้ยังไง ขอล่ะเลิกโทษตัวเองสักทีเถอะ พอลต้องยิ้มสู้สิจ๊ะ ไหน..ยิ้มเป็กำลังใจให้พี่หน่อยเร็ว”
พันธกิจจึงฝืนยิ้มออกมาเพื่อให้พี่สาวได้สบายใจ
“พี่รับปากว่าการผ่าตัดครั้งนี้จะเป็ครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆถ้ามันยังไม่ได้ผลเหมือนเดิม พี่ก็จะไม่เคี่ยวเข็ญเราอีกแล้ว แต่พี่อยากให้เรามีความหวังอยู่ตลอดเวลาว่าเราจะต้องหายดีกลับมายืนได้ด้วยตัวเองอีกครั้ง พอลอย่าเพิ่งหมดศรัทธาเข้าใจไหมจ๊ะ?”
พันธกิจเม้มปากแน่นรู้สึกจุกอยู่ในอกไร้ทางระบาย จึงได้แต่สบตาพี่สาวและพยักหน้าอย่างแกนๆรู้ดีว่ายิ่งตนแสดงท่าทีหมดอาลัยตายอยากพี่สาวที่แสนดีของเขาก็จะยิ่งมีความกดดันและต้องเหน็ดเหนื่อยมากขึ้นไปอีกดังนั้นเขาจึงมักยิ้มแย้มและแสดงออกว่าเขาไม่แคร์ที่จะต้องนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิต
“ดีมากจ้ะ งั้นเดี๋ยวพี่ไปเรียกแป้งมาอยู่เป็เพื่อนนะจ๊ะอย่าลืมทานยาดีๆ ด้วยล่ะ เข้าใจไหม?”
พันธกิจกรอกตามองบนก่อนพยักหน้าอย่างกล้ำกลืนบางครั้งเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจพี่สาวสักเท่าไรนัก ว่าเพราะเหตุใดทุกครั้งก่อนออกจากบ้านจะต้องกำชับเขาแบบนี้ด้วย
...................
เสียงเพลงแสบแก้วหูจนแทบฟังไม่รู้เื่ดังสนั่นผับดังใจกลางกรุงแสงสีวับแวมชวนให้ตาลายทำให้พันธกานต์ที่อยู่ตรงประตูทางเข้านิ่งงันนี่เป็ครั้งแรกที่เธอเหยียบย่างเข้ามาในสถานที่อโคจรเช่นนี้จึงออกที่จะทำตัวไม่ถูกอยู่บ้างยังดีที่ผับแห่งนี้เป็สถานบันเทิงระดับวีไอพี พนักงานที่คอยให้ความช่วยเหลือจึงปรี่เข้ามาหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทันที
“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่ามีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ?”
พันธกานต์ที่กำลังจะกล่าวตอบเป็อันต้องชะงักไปเมื่อมีหนุ่มนักเที่ยวซึ่งเมาเละผวาเข้ามาหาเธอ
“สาวน้อย ไม่คุ้นหน้าเลยอ่า...มาใหม่เหรอจ๊ะ? งั้นไปนั่งกับฉันดีกว่าไหม รับรองว่าเธอจะไม่ผิดหวังเลยล่ะ”
พูดจบชายนักเที่ยวคนนั้นก็ลากพันธกานต์เข้าไปหากลุ่มเพื่อนของตนทันทีพนักงานคนนั้นได้แต่ทำสีหน้าจนปัญญาด้วยลูกค้าในกลุ่มนั้นล้วนมีอิทธิพลหนุนหลังใหญ่โตเป็ผู้ที่เขาไม่อาจล่วงเกินได้อย่างสิ้นเชิง
“นี่คุณ ปล่อยฉันนะ! ฉันนัดกับเพื่อนเอาไว้เดี๋ยวเขาก็มาแล้ว ปล่อย!”
พันธกานต์ดิ้นรนสะบัดแขนอย่างแรงแต่เธอรู้ดีว่าจะทำอะไรเกินไปไม่ได้ มิเช่นนั้นจะต้องมีปัญหาตามมาเป็แน่จึงทำเพียงจับข้อมือของเขาเอาไว้แน่นและคิดจะบิดแขนเขาเบาๆ เท่านั้นคิดว่าทำให้เขาข้อมือเคล็ดแค่นั้นก็น่าจะพอแล้วแต่ก่อนที่เธอจะได้ทำอย่างที่คิดก็มีคนเข้ามาช่วยเธอเสียก่อน
หมับ!
“ผู้หญิงเขาบอกว่าไม่ไปกับนายหูหนวกรึไงวะ?”
กานตธีร์ที่เพิ่งเข้ามาในผับคว้าหมับเข้าที่ไหล่ของชายคนนั้นแล้วบีบแน่นจนเขาร้องโอดโอย นักเที่ยวขี้เมาจำต้องปล่อยมือพันธกานต์อย่างช่วยไม่ได้และยิ่งเมื่อได้เห็นว่าคนที่ทำร้ายเขาเป็ใครก็พลันต้องสร่างเมาไปกว่าครึ่ง
“คะ คุณไคน์!”
กานตธีร์เลิกคิ้วสูงคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะรู้จักเขาเสียด้วย
“ในเมื่อนายรู้ว่าฉันเป็ใครงั้นก็คงไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ มาทางไหนก็กลับไปทางนั้น หรือนายอยากให้ฉันช่วยหิ้วนายออกไปข้างนอกล่ะฮึ? ตอนนี้ฉันยิ่งมีเื่กลุ้มใจหาที่ระบายไม่ได้พอดี”
ชายคนนั้นหน้าซีเผือดละล่ำละลักกล่าวพลางถอยไปทางประตู
“ไม่ ไม่ครับคุณไคน์ ผมไปเองผมไปเองครับ”
กานตธีร์มองตามชายคนนั้นไปด้วยสายตาเหยียดหยามแต่ให้อย่างไรเขาก็ยังคิดไม่ออกว่าไอ้หมอนี่มันเป็ใครและในเมื่อเขาจำมันไม่ได้ก็แสดงว่า มันต้องไม่ใช่คนสำคัญอย่างแน่นอนเมื่อเป็เช่นนี้เขาก็ไม่จำเป็ต้องเก็บมาใส่ใจ
“คุณเป็อะไรมากไหมครับ?”
พันธกานต์ลูบข้อมือขาวเนียนที่เป็รอยแดงเล็กน้อยอย่างจนใจมองไปรอบๆ บรรยากาศยังคงครึกครื้นคล้ายเื่ที่เกิดขึ้นกับเธอเมื่อครู่นี้เป็เพียงเื่เล็กน้อยที่ไม่อาจดึงดูดสายตาของเหล่านักเที่ยวได้เลยแม้แต่น้อยนี่อาจเป็เพราะเื่ทำนองนี้เกิดขึ้นอยู่เป็ประจำจึงไม่อาจทำให้พวกเขาหันมาสนใจแม้สักสายตา หญิงสาวถอนหายใจพลางคิดดูท่าสถานที่แบบนี้จะไม่เหมาะตนจริงๆ
“ไม่เป็ไรค่ะ ขอบคุณนะคะที่ช่วย”
กานตธีร์มองใบหน้าที่ราวกับตุ๊กตามีชีวิตนั้นอย่างอึ้งงันแม้จะไม่ใช่ผู้หญิงสวยบาดตาแต่รับรองได้ว่าใครได้เห็นย่อมต้องจดจำใบหน้าของเธอไปอีกนาน
“คราวหลังก็ระวังตัวหน่อยนะครับผมชื่อไคน์ ไม่ทราบว่า...”
เดิมทีพันธกานต์ไม่คิดจะทำความรู้จักกับชายตรงหน้าที่เพิ่งช่วยเธอเอาไว้แต่ด้วยมารยาทแล้ว การปฏิเสธเขาซึ่งๆหน้าทั้งที่อีกฝ่ายเพิ่งช่วยเธอจากเื่ยุ่งยากเมื่อครู่นี้ก็ดูจะไร้มารยาทเกินไป
“ฉันชื่อแพมค่ะเื่เมื่อครู่ต้องขอบคุณคุณไคน์อีกครั้งนะคะ เอ่อ เพื่อนฉันมาพอดีถ้ายังไงฉันขอตัวก่อนนะคะ”
พันธกานต์มองเห็นเพื่อนรุ่นพี่ที่เธอนัดเอาไว้เดินเข้ามาพอดีจึงรีบเอ่ยขอตัวแต่คิดไม่ถึงว่ารุนพี่คนนั้นกลับเดินเข้ามากอดคอกานตธีร์อย่างสนิทสนมเสียอย่างนั้น
“ไงไอ้เสือ ลมอะไรพัดแกมาผับฉันได้วะเนี่ย?ได้ข่าวว่าเมื่อวานแกก็มานี่ มีเื่กลุ้มใจอะไรนักหนาถึงกับต้องมานี่ติดๆกันสองวัน ระวังนะเว้ย เดี๋ยวแม่แกรู้เข้า เป็ได้ถูกตีก้นลายล่ะ”
กานตธีร์กลอกตาสวนกลับอย่างรู้ไส้รู้พุงกันดี
“น้อยๆ หน่อย ฉันโตแล้วคุณแม่ไม่มาไล่ตีฉันหรอก แกแหละตัวดี ได้ข่าวว่าอยู่ไม่ติดบ้านเลย สาวๆ ในสต๊อกเยอะนี่หว่า”
ปริยะยืดอกยิ้มรับ เื่สาวๆนี่เป็ความสามารถเฉพาะของเขาจริงๆ
“แล้วนี่ทำไมนายถึงมายืนอยู่กับน้องแพมได้ล่ะเนี่ย?เฮ้ย!อย่าบอกนะว่านายคิดจะเคลมรุ่นน้องฉัน อย่าเชียวนะ เด็กคนนี้เป็เด็กดีแกอย่าคิดชั่วๆ กับเขาเชียว”
ปริยะว่าพลางคว้าตัวพันธกานต์มาหลบข้างหลังตน
กานตธีร์ฟังแล้วอยากหัวเราะกับอาการป่วยจิตของเพื่อนที่คิดมากเกินไป
“บ้า! แกเห็นฉันกินไม่เลือกรึไงถึงรุ่นน้องแกจะหน้าตาพอไปวัดไปวาได้ตอนสายๆ ก็เถอะ แต่โทษที ยังไม่ใช่สเปคฉันว่ะ”
ปริยะทำหน้าเหรอหรามองเพื่อนอย่างไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไร จึงหันไปมองรุ่นน้องอย่างขอคำยืนยัน
พันธกานต์กระอักกระอ่วนไม่คิดว่ารุ่นพี่ที่แสนอบอุ่นอ่อนโยนซึ่งไม่ได้พบกันมาหลายปีจะมีมุมแบบนี้กับเขาด้วย
“พี่ยะเข้าใจผิดแล้วค่ะคุณไคน์เพิ่งช่วยแพมจากผู้ชายที่เขามาเกาะแกะแพมเมื่อกี้นี้ต่างหากล่ะคะเขาไม่ได้เข้ามาวอแวแพมจริงๆ ค่ะ”
ปริยะฟังที่รุ่นน้องบอกแล้วก็ชะงักไปหันกลับไปมองกานตธีร์ั้แ่หัวจรดจรดเท้ารอบหนึ่งอย่างเหลือเชื่อ แล้วจึงว่า
“คิดไม่ถึงที่แท้แกก็ทำเื่ดีๆเป็กับเขาด้วย เอาเถอะ เห็นแก่ที่แกช่วยรุ่นน้องของฉันเอาไว้ คืนนี้ฉันเลี้ยงเหล้าแกเองแล้วกันไป ขึ้นไปห้องทำงานฉันดีกว่า”
ห้องทำงานของปริยะนั้นอยู่บนชั้นสี่ซึ่งทำเป็ชั้นลอยสามด้านล้วนเป็กระจกนิรภัยแบบวันเวย์ซึ่งมองเห็นเพียงด้านเดียว ทำให้มุมมองจากภายในห้องมองเห็นแทบทั่วพื้นที่ของผับด้านล่างในขณะที่คนด้านนอกจะมองไม่เห็นความเป็ไปของคนด้านในภายในห้องตกแต่งอย่างเรียบง่ายมีเพียงโต๊ะทำงานไม้มะฮอกกานีตัวใหญ่กับชุดโซฟาหรูแบรนด์ดังอีกหนึ่งชุดและโซฟาเบดอีกตัวเท่านั้นเองทั้งห้องจึงดูโล่งมากทีเดียว
“เชิญครับน้องแพมตามสบายเลยครับไอ้คุณไคน์ เดี๋ยวฉันสั่งงานเด็กแป๊บนึง”
ปริยะเปิดประตูห้องทำงานก่อนเรียกผู้จัดการเข้ามาสั่งงานพร้อมสั่งของขบเคี้ยวและเครื่องดื่มมาด้วยพร้อมกัน
กานตธีร์เคยมากินมานอนอยู่ในห้องนี้เป็เดือนๆดังนั้นจึงรู้ดีว่าอะไรอยู่ตรงไหนอย่างไร เขาจึงเป็ฝ่ายบริการเครื่องดื่มเบาๆให้กับหญิงสาวที่นั่งอยู่บนโซฟาเสียเอง
“น้ำผลไม้ครับในห้องนี้ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คุณแพมดื่มน้ำผลไม้ไปก่อนนะครับ”
พันธกานต์รับน้ำผลไม้มาอย่างเกรงใจ
“ขอบคุณค่ะความจริงแค่น้ำผลไม้ก็พอแล้วล่ะค่ะ แพมแพ้แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำพวกนั้นแพมแตะไม่ได้เลย”
กานตธีร์ยิ้มพอได้เห็นหน้าหญิงสาวชัดๆแล้ว ยิ่งมองก็ยิ่งถูกใจ จู่ๆ ในหัวเริ่มมีแผนการขึ้นมาเป็ฉากๆ หลังจากที่วันนี้ทั้งวันเขาตระเวนไปทั่วทุกสารทิศเพื่อนฝูงั้แ่เล็กจนโตที่พอจะติดต่อได้ถูกเขารบกวนมาถ้วนหน้าแล้วแต่ก็ยังไม่มีใครที่ตรงกับเงื่อนไขหรือยอมรับเงื่อนไขของพี่ชายสุดเพอร์เฟ็คของเขาได้เลยสักคนไม่แน่ว่าหญิงสาวที่เขาบังเอิญช่วยเอาไว้นี้อาจเป็พรหมลิขิตของพี่ชายเขาก็เป็ได้เพียงแต่เขาคงต้องลองหยั่งเชิงดูอีกสักหน่อย
“ดูคุณแพมไม่ค่อยคุ้นกับที่เที่ยวแบบนี้เลยแล้วทำไมถึงนัดกับไอ้ยะที่นี่ได้ล่ะครับ?”
พันธกานต์ยิ้มเก้อๆ จิบน้ำผลไม้ก่อนตอบอย่างไม่ค่อยจะเต็มคำ
“ฟังแล้วคุณไคน์อย่าหัวเราะนะคะความจริงนี่เป็ครั้งแรกในชีวิตเลยที่แพมเข้ามาในที่แบบนี้อันที่จริงหากไม่ใช่เพราะพี่ยะงานยุ่งมากจนหาเวลาคุยกับแพมไม่ได้แพมก็คงไม่มาที่นี่หรอกค่ะ”
กานตธีร์ฟังแล้วก็ลุ้นอยู่ลึกๆว่าหญิงสาวจะใช่คนพิเศษของเพื่อนสนิทเขารึเปล่า หากใช่ เขาก็คงต้องรามือแต่หากไม่ใช่แล้วล่ะก็... หึหึ งานนี้มีลุ้นจริงๆ แล้วสิ
“นี่คุณแพมกับเ้ายะ เอ่อ... เป็..แฟนกัน?”
พันธกานต์แทบสำลักลมหายใจต้องยกแก้วน้ำผลไม้ขึ้นจิบอึกใหญ่ๆ ให้โล่งคอ
“ไม่ใช่ค่ะ อย่างแพมจะเป็แฟนพี่ยะได้ไงคะ?พี่ยะน่ะชอบผู้หญิงสวยเฉี่ยว แบบควงไปไหนทีก็มีคนมองตามเป็ตาเดียวกันมากกว่าค่ะจำได้ว่าตอนเรียนที่อังกฤษสาวๆที่พี่ยะควงน่ะสวยระดับซูเปอร์สตาร์ทั้งนั้นเลยล่ะค่ะ จืดชืดอย่างแพมเนี่ยพี่ยะเขาไม่มองหรอกค่ะ”
กานตธีร์ได้ยินว่าหญิงสาวเคยเรียนที่อังกฤษก็ยิ่งตาโตภายนอกยังคงมีท่าทีสุภาพหากแต่ในใจหัวเราะร่า ชักเข้าเค้าแล้วโว้ยยยยย... ฮ่าๆๆมีลุ้นจริงๆ
“ที่แท้คุณแพมเป็รุ่นน้องเ้ายะที่อังกฤษนี่เองถึงว่าผมไม่เคยพบคุณแพมมาก่อนเลย”
พันธกานต์เพียงยิ้มๆ ไม่ตอบคำเพราะเพิ่งรู้จักกัน เธอจึงไม่คิดสนทนากับเขามากเกินไปด้วยเกรงว่าชายหนุ่มจะเข้าใจผิดว่าเธอจงใจตีสนิทด้วยพอดีกับที่ปริยะเข้ามาสมทบร่วงวงด้วย
“ไคน์ รอเดี๋ยวนะเดี๋ยวเด็กมันก็เอาเครื่องดื่มกับกับแกล้มขึ้นมาให้แล้วล่ะว่าแต่คุยอะไรกันอยู่ล่ะ?”
กานตธีร์ยิ้มเ้าเล่ห์ ตอบแบบกวนๆ
“คุยว่านายอยากกิ๊กกับน้องแพมป่าววะถึงได้นัดน้องเขามาที่แบบนี้”
ปริยะสบถแล้วคว้าหมอนอิงปาหน้ากวนๆของกานตธีร์ทันควัน
“ไอ้บ้า! ฉันไม่คิดสกปรกกับรุ่นน้องที่เคารพอย่างน้องแพมหรอกเว้ยคนนี้น่ะ เขาคู่ควรกับคนที่ดีกว่าฉันสักร้อยเท่าโน่น อย่างฉันน่ะเหมาะกับสาวๆ ข้างล่างนั่นมากกว่า”
กานตธีร์ได้ยินก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่งทีนี้ก็เหลือแค่ตัวหญิงสาวแล้วว่าเธอมีใครหรือยัง
“ฉันก็ว่างั้นเหมือนกันว่ะอย่างแกน่ะ ไม่เหมาะกับผู้หญิงดีๆ หรอก”
ปริยะส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เพื่อนของเขาคนนี้ยังคงปากเปราะและกวน่ล่างเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย
“ฉันว่าแกคงโดนกระทืบปากเข้าสักวันว่ะไคน์เอ๊ะ! แล้วนี่แกเอาน้ำผลไม้ที่ไหนให้น้องแพมวะน่ะ?”
กานตธีร์ยักไหล่กับคำทำนายของเพื่อนเื่โดนกระทืบปากก็ใช่ว่าเขาจะไม่เคยโดนเสียหน่อย
“น้ำผลไม้ในตู้เย็นในห้องกาแฟของแกไง”
ปริยะตาเหลือกหันไปจับมือพันธกานต์พลิกไปมาด้วยความใ
“เวรแล้วไง!น้ำผลไม้ในตู้เย็นพวกนั้น ไอ้ติเอาไปผสมวอดก้าหมดแล้ว น้องแพมแพ้แอลกอฮอล์!”