เสียงะเิเล็กๆ ดังสะท้อนจากท่อระบายอากาศเมื่อเคนกดสวิตช์ทำลายประตูเหล็กด้านหลังกลุ่มผู้ต่อต้านนับสิบคู่กรูกันออกมาสู่ความมืดนอกเขตเมืองเอเธอร์นัสกลิ่นควันไฟและฝุ่นคอนกรีตลอยคลุ้ง พวกเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะหันกลับไปมอง
เดวิดวิ่งเคียงข้างแมรี่หัวใจเต้นแรงทุกจังหวะ ร่างกายแทบแตกสลายจากความเหนื่อยล้าแต่ในสมองยังคงสว่างชัดเพียงคำเดียว—“อิสระ”
เคนะโสั่ง
“แยกกันวิ่งเป็กลุ่มเล็กๆ! จุดรวมคือท่าเรือใต้สะพานไครโอนิกส์ภายในสามชั่วโมง!”
เสียงฝีเท้าโกลาหลดังสลับกับเสียงไซเรนที่เริ่มกรีดร้องทั่วเมืองโดรนลาดตระเวนโฉบลงมาจากท้องฟ้ายิงสปอตไลต์แสงขาวสาดใส่ผู้หลบหนีเหมือนฝูงหนูทดลอง ทุกครั้งที่แสงจับต้องก็มีเสียงปืนเลเซอร์ดังขึ้นพร้อมกรีดร้องสั้น ๆ ของเหยื่อ
“เราต้องไปให้ถึงเรือ!”ลูซี่หอบแฮ่ก พลางโอบประคองเด็กสาวที่ขาได้รับาเ็ “ถ้าไม่ทันเวลาพวกมันจะปิดล้อมมหาสะพานทั้งหมด!”
ในความโกลาหลนั้นเดวิดเหลือบไปเห็นกำแพงโฆษณาอิเล็กทรอนิกส์ั์ส่องประกาศจาก นายกฯ ไดโอนีซัส วาเลนติส ดวงตาเย็นเฉียบของเขามองตรงมาราวกับกำลังเฝ้าดูอยู่ทุกฝีก้าว
“การหลบหนีคือการทรยศการทรยศคือความตาย”
ใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเสียงหวีดของโดรนทั้ง 30 คู่พยายามฝ่าเส้นทางสู่ท่าเรือแต่รัฐบาลไม่ได้มีเพียงโดรนเป็อุปสรรค—สนามทดลองล่า ได้ถูกเตรียมไว้ล่วงหน้า
ประตูเหล็กั์ที่ขวางเส้นทางออกเปิดออกเผยร่างหุ่นสังเคราะห์กึ่งทหาร “โครนัสคลาส” สูงกว่าสองเมตรถืออาวุธพลังงานที่สามารถสาดยิงเป็ฝนไฟฟ้าแรงสูง เสียงแผดคำสั่งของ AI ดังขึ้น
“ภารกิจ:กำจัดสิ่งปฏิเสธกฎระเบียบ—เริ่มต้นการกวาดล้าง”
เสียงกรีดร้องดังขึ้นทันทีเมื่อคู่รักสองคู่ถูกปืนไฟฟ้าสาดใส่จนร่างไหม้เกรียมพื้นคอนกรีตร้อนวาบกลายเป็รอยไหม้ดำ บรรยากาศเปลี่ยนจากการหลบหนีเป็ เกมเอาชีวิตรอด อย่างสมบูรณ์
เคนยกปืนยิงสวนะุเจาะเข้าช่องระบายของโครนัสหนึ่งตัวจนมันประกายไฟะเิชิ้นส่วนเกราะกระเด็นใส่กำแพงเสียงดังสนั่น
“มันไม่ใช่เครื่องจักระ!ยิงที่จุดเชื่อมเกราะ!”
พ่อครัวกับสาวบาร์ที่ไม่มีอาวุธใช้เพียงขวดเชื้อเพลิงทำมือขว้างใส่ทำให้หุ่นอีกตัวลุกไหม้ล้มลง ทุกคนเริ่มเห็นความหวังว่าพวกมันสามารถโต้กลับได้แม้จะเป็เพียงชั่วคราว
ในห้องบังคับการ หอคอยออโรร่า ผู้นำทหารและตำรวจเฝ้ามองการสังหารผ่านจอั์ด้วยสีหน้าราบเรียบบางคนหัวเราะ บางคนจิบไวน์ราวกำลังดูการแสดง
พลเอก มักซิมุสแกรนดิส พูดเสียงเข้ม
“พวกมันคิดว่าตนเองเลือกเส้นทางได้…แต่แท้จริงแล้ว พวกมันกำลังเดินในสนามที่เราวางไว้ให้”
เสียงหอบหายใจดังระงมในความมืดคู่รักบางคู่เริ่มแตกตื่นจนแทบพังทลายจากภายในเด็กสาวผมสั้นที่เพิ่งเห็นพี่ชายถูกยิงล้มตายกลางทางร้องไห้สะอื้นไม่หยุดเพื่อนชายของเธอพยายามปลอบทั้งที่ตัวเองก็สั่นเทิ้มไปทั้งร่าง
“เราหนีไม่ได้หรอก…”ใครบางคนพึมพำ “มันคือกับดัก มันไม่ใช่การหลบหนีมันคือเกมที่พวกมันสร้างไว้ให้เราเล่นจนตาย”
เคนหันขวับดวงตาแข็งกร้าว
“ใช่มันคือเกม—แต่เกมใด ๆ ก็มีช่องโหว่ ถ้าเราไม่พยายามหามัน เราก็จะตายอยู่ตรงนี้แน่”
คำพูดนั้นปลุกให้คนที่สิ้นหวังกลับมากัดฟันวิ่งต่อแม้รู้ว่าความน่าจะรอดช่างน้อยนิด แต่ไฟแห่งความหวังเล็ก ๆยังดีกว่ามอดดับไปโดยไม่ขัดขืน
เดวิดเหลือบตามองแมรี่เธอยังหอบเหนื่อยแต่ไม่ยอมปล่อยมือเขาความกล้าหาญนั้นทำให้หัวใจเขาเต้นแรงกว่าเดิม เขารู้แล้วว่า ไม่ว่าจะจบอย่างไรพวกเขาจะไม่ปล่อยกันและกันอีก
โมนิก้าเดินเคียงข้างกลุ่มเธอไม่ได้แต่งหน้าเข้มเหมือนในบาร์ แต่ดวงตายังคงมีเสน่ห์เศร้าลึกที่ไม่อาจซ่อนเธอกอดอกเดินเงียบ ๆ จนเดวิดหันไปถาม
“เธอกลัวใช่ไหม”
หญิงสาวหัวเราะเบาๆ
“คนอย่างฉัน? กลัวสิ…แต่ฉันเคยขายรอยยิ้มให้คนทั้งคืนทั้งที่ในใจอยากร้องไห้ถ้ารอดไปได้ ฉันไม่อยากกลับไปนั่งดริ๊งอีกแล้วแค่อยากมีชีวิตที่ใครสักคนมองฉันเป็มากกว่าของเล่น”
คำพูดนั้นทำให้กลุ่มเงียบลงราวกับถูกตีแผ่ความจริงอันขมขื่นโมนิก้าคือหนึ่งในคนที่สังคมเหยียบย่ำมานานแต่เธอยังยิ้มทั้งน้ำตาและก้าวต่อไปด้วยหัวใจแข็งแรง
หล่อนควักบุหรี่ไฟฟ้าจากกระเป๋าเสื้อขึ้นมาสูบพลางนึกย้อนไปในอดีต
แสงไฟสีม่วงสลัวกระทบเสาโครเมียมกลางเวทีเสียงดนตรีเร้าใจดังก้องในบาร์ใต้ดินโมนิก้าเกาะเสาแน่นก่อนแอ่นกายเหวี่ยงตัวขึ้นสูงท่วงท่าโพลแดนซ์ของเธอทั้งอ่อนช้อยและยั่วยวน เส้นผมสยายไหวตามแรงหมุนเสียงผู้ชายรอบโต๊ะโห่ร้อง ปรบมือ ตบโต๊ะอย่างตื่นเต้น
แต่ในแววตาของเธอกลับว่างเปล่า—รอยยิ้มที่ฉาบอยู่บนริมฝีปากเป็เพียงหน้ากากที่ถูกฝึกให้แสดงเธอรูดเสาลงมาอย่างนุ่มนวล ก่อนโน้มตัวเข้าใกล้แขกที่ยื่นธนบัตรมาเสียบตรงสาบเสื้อทว่าใจลึก ๆ เธอกลับคิดเพียงว่า “สักวันหนึ่ง ฉันจะไม่ต้องเต้นให้ใครดูอีกฉันอยากเต้นเพื่ออิสระของฉันเอง”
ในขณะเดียวกันบนห้องประชุมหรูหราใน หอคอยออโรร่า นายกฯ ไดโอนีซัสวาเลนติสนั่งเอนหลังบนเก้าอี้หนัง เสียงหัวเราะเบา ๆ ของเขาสะท้อนก้องไปทั่วห้องข้างกายคือพลเอกมักซิมุสและผบ.ตร.ไททัสที่กำลังรายงานสถานการณ์การไล่ล่า
ฮอโลแกรมขนาดั์ฉายภาพสดของผู้หลบหนีทั้ง30 คู่กำลังวิ่งหนีตายข้างจอคือหน้าต่างวิดีโอที่เชื่อมต่อไปยังบรรดาผู้นำชาติอื่น ๆที่เฝ้าดูอยู่จากทั่วโลก—ราวกับกำลังนั่งชมการแสดงโศกนาฏกรรม
วาเลนติสยกแก้วไวน์ขึ้นพลางกล่าวเสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยความโหดร้าย
“นี่คือหลักฐานว่าประชาชนของเราเต็มใจที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่อโครงการ Pop Mom …แม้รู้ว่ามีโอกาสตาย แต่พวกเขาก็ยังเลือกเข้าร่วมเพื่ออนาคตของโลก”
ผู้นำบางคนบนหน้าจอนิ่งเงียบบางคนขมวดคิ้ว แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากค้านรู้ดีว่าภายใต้คำพูดสวยหรูนั้นคือการทดลองมนุษย์ที่อำมหิต—และรู้เช่นกันว่าคอร์ดิสคอร์สามารถทำลายประเทศของพวกเขาได้เพียงชั่วพริบตา
พลเอกมักซิมุสหัวเราะหึๆ
“พวกมันไม่ใช่ผู้หลบหนีแต่คือหมากในกระดานที่เราจัดไว้ให้โลกทั้งใบได้ดู…”
กลุ่มผู้ต่อต้านเหลือรอดไม่ถึงยี่สิบคู่เมื่อมาถึงท่าเรือใต้สะพานไครโอนิกส์เสียงน้ำคลื่นกระทบเสาเหล็กดังสม่ำเสมอแต่เหนือศีรษะคือสปอร์ตไลต์สีขาวจากโดรนกว่าร้อยลำที่เริ่มตีวงล้อม
ลูซี่ะโ
“เรืออยู่ตรงนั้น!อีกแค่ไม่กี่ร้อยเมตร!”
เดวิดพยุงแมรี่ที่หอบหนักแขนทั้งสองโอบกันแน่นราวกับไม่มีอะไรจะพรากพวกเขาได้อีกแล้วเขามองไปข้างหน้า—เรือเหล็กเก่าที่เคนซ่อนไว้มันคือความหวังเดียวที่พาพวกเขาไปสู่เกาะเอลีเซีย
แต่ทันใดนั้นเสียงเครื่องยนต์คำรามหนักก็ดังสนั่นจากทิศเหนือ เงาดำมหึมาเคลื่อนเข้ามา—หุ่นสังเคราะห์คลาสไททัน สูงเทียบตึกสิบชั้นยกปืนใหญ่ควอนตัมขึ้นเล็งตรงไปที่ท่าเรือ
เสียงเตือนดังจากระบบโฆษณาของเมือง
“ผู้ก่อฏทั้งหลายท่านได้เลือกชะตาของตัวเองแล้ว—จงหายไปพร้อมความฝันที่ไร้ค่า!”
เดวิดกอดแมรี่แน่นเสียงหัวใจทั้งคู่เต้นถี่รัวราวกับจะะเิ ความตายอยู่ห่างออกไปเพียงเสี้ยววินาทีแต่สายตาเขายังคงเปล่งประกายด้วยคำมั่นเพียงหนึ่งเดียว—
“เราจะต้องไปถึงเกาะเอลีเซียให้ได้…ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร”
และเสียงปืนควอนตัมก็เริ่มแผดคำราม…
จบตอนที่ 5
(24 ส.ค.68)