ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 68 : แหย่รังแตน

    พรึ่บ!


    พรึ่บ!


    พรึ่บ!


    ใจกลางป่าอสูรร่ำไห้ ร่างเงาสามร่างเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุดผ่านต้นไม้ใหญ่ และติดตามร่องรอยมาจนถึงถ้ำเล็กๆทางทิศตะวันออก โดยมีเถาวัลย์ขนาดใหญ่ปกคลุมเหนือถ้ำ 


    เมื่อเห็นดังนั้นเงาทั้งสามพลันหยุดฝีเท้าในทันที 


    คนทั้งสามคือหยูเป่ยเทียน ฉู่หยานและหยุนเหวินที่กำลังไล่ล่าจางหลินมาจนถึงถ้ำที่เขาเคยอยู่ก่อนหน้านี้ 


    หยูเป่ยเทียนนั่งยองๆก้มลงมองพื้นดินที่ถูกปกคลุมด้วยใบไม้แห้ง และเงยหน้ามองตามไปในถ้ำที่มืดมิด “รอยเท้าของคนผู้นั้นหายไปในตำแหน่งนี้ ดูเหมือนว่ามันอาจจะหลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ”


    “ไปกันเถอะ” ฉู่หยานไม่พูดอะไรให้มากความ และเป็นผู้นำเดินเข้าสู่ถ้ำในทันที 


    ตอนนี้เขารอไม่ไหวแล้วที่จะฉีกร่างของจางหลินให้เป็นพันๆชิ้น!


    หลังจากนั้นไม่นานนักทั้งสามก็มาหยุดลงตรงที่เส้นทางลาดชัน เบื้องหน้าคือทางแยกสามทางที่ไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิต


    สิ่งที่ทำให้หยูเป่ยเทียนประหลาดใจก็คือรอยฝีเท้าของบุคคลที่เขากำลังตามล่ากลับหายไปจากจุดๆนี้อย่างไร้ร่องรอย และไม่ว่าพวกเขาจะพยายามเดินไปตามเส้นทางทั้งสาม แต่เส้นทางนั้นกลับทะลุไปยังอีกฝั่งของถ้ำซึ่งเป็นพื้นที่เปิดโล่ง ไม่มีร่องรอยใดๆที่บ่งชี้ไปถึงตัวของชายหน้ากากงิ้วได้เลยราวกับว่าเขาหายไปในความว่างเปล่า


    เมื่อกลับเข้ามาในถ้ำอีกครั้ง หยูเป่ยเทียนก็รายงานเรื่องนี้แก่ฉู่หยานด้วยคิ้วที่ขมวด


    ฉู่หยานเกือบจะอาเจียนเป็นเลือดด้วยความโกรธ “ช่างไร้ประโยชน์!”


    ในวันนี้เขาได้รับความอัปยศอดสูงอย่างถึงที่สุด แต่เขากลับไม่สามารถระบายความโกรธเคืองนี้ได้ เขารู้สึกว่าตับของเขากำลังจะระเบิดจากภายใน


    หยูเป่ยเทียนตัวสั่นเล็กน้อย ก่อนที่จู่ๆเขาจะพึมพำออกมาเบาๆ “เป็นไปได้ไหมว่าพวกเราถูกมันหลอกอีกแล้ว?”


    ใบหน้าของฉู่หยานเริ่มที่จะบิดเบี้ยวด้วยความเคียดแค้น พวกเขาไม่สามารถคิดหาเหตุผลอื่นที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว


    “ไอ้สารเลว! พวกเราจะถูกหลอกซ้ำหลอกซ้อนโดยกุ้งที่อ่อนแอเช่นนั้นได้อย่างไร!?” ฉู่หยานระเบิดจิตสังหารออกมาทำให้พื้นหินของถ้ำเกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างหนัก


    หยูเป่ยเทียนอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย 


    แต่ในขณะที่พวกเขาทั้งสามกำลังหารือกันภายในถ้ำ จู่ๆ ก็มีแรงกดดันลึกลับที่มองไม่เห็นเข้าปกคลุมอย่างฉับพลัน ราวกับว่าบรรยากาศที่อบอ้าวได้ถูกแทนที่ด้วยความหนาวเหน็บที่ไม่ทราบที่มา...


    เชร้ง!


    หยูเป่ยเทียนที่สัมผัสได้ถึงอันตรายก็พลันดึงดาบสีทองออกมาจากฝักอย่างกะทันหัน “องค์ชาย! มาหลบอยู่ข้างหลังข้า!”


    หยุนเหวินที่สัมผัสได้ถึงภัยคุกคามก็ไม่รอช้าที่จะยกมือขวาขึ้นมา เผยให้เห็นภาพลวงตาของระฆังเก่าแก่ที่กำลังหมุนเวียนอยู่รอบๆตัวของเขา


    ฉู่หยานไม่ใช่คนโง่เขลา แม้ว่าตัวของเขาจะไม่สามารถสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศได้ แต่การที่จู่ๆผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตลึกซึ้งสองคนตั้งท่าเตรียมโจมตีเช่นนี้ย่อมหมายความว่า กำลังจะเกิดอันตรายร้ายแรงขึ้น!


    ด้วยเหตุนี้เขาจึงรีบแทรกตัวไปอยู่ระหว่างกลางคนทั้งสองในทันที “ลุงหยู เกิดอะไรขึ้น—”


    ไม่ทันที่เสียงสะท้อนภายในถ้ำของฉู่หยานจะเลือนหาย จู่ๆก็มีเสียงหัวเราะแปลกๆดังขึ้นจากทุกทิศทาง ก่อนจะได้ยินเสียงแหบแห้งที่เย็นชาของใครบางคนพูดขึ้น “โอ้? ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตลึกซึ้งสองคน และผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหลอมรวมหนึ่งคน ช่างเป็นแขกจากแดนไกลที่หาได้ยากอะไรเยี่ยงนี้…”


    เมื่อเสียงนั้นค่อยๆเลือนหาย ปรากฏเงาที่ทอดยาวจากทางเข้าถ้ำ เผยให้เห็นร่างชุดเกราะสีเงินแวววาวที่ส่องประกายมาแต่ไกล


    เมื่อจ้องมองดูอย่างตั้งใจก็พบว่านั่นคือร่างสูงใหญ่ของวานรที่กำลังเหยียบย่ำผืนพสุธาด้วยฝีเท้าที่หนักหน่วง และยังมีวานรยักษ์อีกสองคนที่ปิดกั้นเส้นทางหลบหนีของคนทั้งสามไว้ตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบได้


    ใบหน้าของหยูเป่ยเทียนและหยุนเหวินแปรเปลี่ยนเป็นสีซีดราวกับกระดาษ ขาของพวกเขาสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว!


    “สะ-สัตว์วิญญาณระดับ 7!”


    ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวานรยักษ์ทั้งสามที่ปรากฏตัวอย่างกะทันหันคือซุนเฮ่ยชิง ซุนเจี้ยนและซุนเฉิงที่มาตามคำสั่งของซุนจินหลง!


    แต่เมื่อฉู่หยานได้ยินคำว่า ‘สัตว์วิญญาณระดับ 7’ ขาของเขาก็อ่อนยวบราวกับเป็นของเหลว ร่างของเขาทรุดลงทันทีโดยที่ก้นกระแทกพื้นอย่างแรง 


    สีหน้าของเขาแสดงให้เห็นถึงความหวาดผวาและความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด “ปะ-เป็นไปได้อย่างไร!? ป่าอันห่างไกลเช่นนี้จะมีสัตว์วิญญาณระดับ 7 อยู่ได้อย่างไร!?”


    แม้พวกเขาจะไม่สามารถสัมผัสถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของวานรทั้งสามตนได้ แต่การที่พวกมันสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ก็เป็นการบ่งชี้แล้วว่า นั่นคือสัตว์วิญญาณที่เหนือกว่าระดับ 7!


    ความแข็งแกร่งของสัตว์วิญญาณระดับ 7 เทียบได้กับผู้ฝึกฝนขอบเขตนิรันดร์ของเผ่ามนุษย์ และผู้ที่ครอบครองความแข็งแกร่งในขอบเขตนิรันดร์มีเพียงแค่เจ้าสำนักของแคว้นฉู่เท่านั้น!


    มันคล้ายคลึงว่าพวกเขากำลังประจันหน้าอยู่กับเจ้าสำนักถึงสามคน!


    นี่ถือได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ร้ายแรงสำหรับพวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย!


    หยุนเหวินที่มีจุดประสงค์ในการตรวจสอบป่าอสูรร่ำไห้ตามคำสั่งที่ได้รับจากสำนักก็มีสีหน้าที่โกรธจัดขึ้นมาในทันที 


    [ใครกันที่ส่งข้อมูลมาว่าอย่างมากที่สุดคงเป็นสัตว์วิญญาณที่ไม่เกินระดับ 6!?]


    [ตรงหน้าข้าคือสัตว์วิญญาณระดับ 7 เทียบเท่ากับท่านเจ้าสำนักด้วยซ้ำ!]


    แต่ในใจหนึ่งเขาก็อดไม่ได้ที่จะหวาดผวา ที่ได้รับรู้ว่าในเมืองอันห่างไกลเช่นนี้กลับมีตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวอย่างสัตว์วิญญาณระดับ 7 มากมายถึงขนาดนี้


    ต้องเข้าใจว่าสัตว์วิญญาณระดับ 7 เพียงตนเดียวก็สามารถกลายเป็นผู้ปกครองดินแดนรองจากอ๋องได้แล้ว แต่ที่นี่มีด้วยกันถึงสามตน!


    และโดยส่วนใหญ่เผ่าวานรมักจะอยู่กันเป็นกลุ่ม หยุนเหวินจึงมั่นใจว่าคงจะไม่มีสัตว์วิญญาณระดับ 7 เพียงแค่สามตนนี้อย่างแน่นอน


    วันนี้พวกเขาเผลอไปแหย่รังแตนเข้าให้แล้ว!


    หยุนเหวินได้แต่ภาวนาในใจว่าหากเขาออกจากที่นี่ไปได้ เขาจะไม่มาเหยียบย่ำเมืองหยางโจวอีกเป็นครั้งที่สอง!


    การถูกสัตว์วิญญาณระดับ 7 หมายหัวไม่ใช่เรื่องล้อเล่น! ผลลัพธ์ที่จะตามมาอาจจะไม่ใช่แค่เขาเท่านั้นที่จะตกเป็นเป้าหมาย แม้แต่สำนักจักรพรรดิดาราก็มิอาจต้านทานสัตว์วิญญาณระดับ 7 ถึงสามตนได้!


    แต่กลับกันหยูเป่ยเทียนในตอนนี้รู้สึกอยากจะอาเจียนเป็นเลือด!


    การที่ป่าแห่งนี้มีสมบัติต้นกำเนิดซ่อนอยู่ย่อมหมายความว่า ต้องมีสัตว์วิญญาณที่แข็งแกร่งคอยพิทักษ์สมบัตินั้นอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย


    แต่เขาคิดง่ายเกินไปและชะล่าใจเกินไป ว่าเมืองหยางโจวแห่งนี้เป็นเมืองที่มีฐานะต่ำสุด ไม่มีทางที่จะมีสัตว์วิญญาณเกินกว่าระดับ 6 อย่างแน่นอน


    หยูเป่ยเทียนคิดผิดอย่างมหันต์!


    การเดินทางในครั้งนี้ไม่ต่างจากการเดินทางมาสู่ขุมนรก!


    ซุนเฮ่ยชิงที่กำลังแบกขวานยักษ์ก็หัวเราะออกมาเบาๆ ดวงตาของเขาแผ่รังสีอำมหิตที่กดทับทั้งสามคนไว้ “โอ้? ตาแหลมไม่เบา ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะมาจากราชวงศ์กษัตริย์ใช่หรือไม่?”


    หยูเป่ยเทียนพยายามที่จะสงบสติอารมณ์ ก่อนที่เขาจะเก็บดาบคืนสู่ฝักอย่างฉับพลันและโค้งคำนับอย่างสุภาพ “หยูเป่ยเทียน ราชองครักษ์แห่งแคว้นฉู่คารวะราชาวานรผู้ยิ่งใหญ่”


    “ราชางั้นรึ?” แต่จู่ๆ ซุนเจี้ยนที่กำลังแบกดาบยักษ์เก่าแก่ก็พ่นลมหายใจอย่างเย็นชา “เจ้าจะเอาตัวตนที่อ่อนแออย่างพวกเราไปเทียบชั้นกับท่านราชาได้อย่างไร!? คำพูดของเจ้าเป็นการไม่ให้เกียรติองค์ราชาอย่างยิ่ง!”


    เมื่อได้ยินดังนั้นจากความกลัวที่มีอยู่ก็ค่อยๆกลายเป็นความสิ้นหวัง! 


    หยูเป่ยเทียน หยุนเหวินและฉู่หยานเกือบจะหมดสติไปในทันที


    หากวานรตรงหน้าไม่ใช่ราชา นั่นไม่ได้หมายความว่ายังมีสัตว์วิญญาณที่แข็งแกร่งกว่าระดับ 7 อยู่อีกหรอกหรือ?


    ข้อเท็จจริงนี้ทำให้พวกเขาทั้งสามเกือบจะกรีดร้องออกมาด้วยความกลัว!