เมื่อคังซิงเหวินกลับมาถึงจวนสกุลคังเขาก็ถูกบิดาเรียกเข้าพบทันที
“ข้าเพิ่งบอกเ้าไปก่อนจะมาถึงว่าให้ไปที่ตำหนักเหมยกุ้ยมิใช่หรือแต่เ้ากลับ ฮึ่ม!”คังหงิต่อว่าบุตรชายทันที
คังซิงเหวินไม่ตอบโต้ ได้แต่คุกเข่านั่งนิ่งอยู่ตรงหน้าบิดา
เขาครุ่นคิดเรียงลำดับเื่ราวที่ตระกูลคังวางแผนร่วมกับตระกูลหานซึ่งบิดาได้คุยกับเขามาก่อนหน้านี้แล้ว
มารดาของเขาเป็สหายรักของฮองเฮาซึ่งเป็พระมารดาขององค์ชายรอง
ฮองเฮาเป็คนตระกูลหาน ซึ่งมีราชครูหานเป็บิดา ราชครูหานถือได้ว่าเป็บุคคลที่ราชสำนักให้ความนับถือเป็อย่างมากมีขุนนางฝ่ายบุ๋นอยู่ข้างเขาเป็จำนวนมาก
พระนางให้กำเนิดโอรส คือ องค์ชายรอง..ถังเทียนอี้ และธิดาอีกหนึ่งนั่นคือ องค์หญิงห้า..ถังยี่หราน
เขาถูกเรียกตัวเข้าวังเพื่อเป็สหายร่วมเรียนกับองค์ชายรองจึงทำให้ได้มีโอกาสได้รู้จักกับเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่ง
แต่ทางมารดาก็หวังจะเกี่ยวดองกับทางฮองเฮาเสียมากกว่า
ซึ่งทางตระกูลหานก็อยากได้อำนาจของกองกำลังทหารของตระกูลคังเพื่อมาช่วยเสริมอำนาจให้แก่องค์ชายรองเพื่อการขึ้นเป็รัชทายาทเพราะทางฝั่งองค์ชายอีกสี่พระองค์ล้วนแต่มีตระกูลที่มีกองทัพหนุนหลังมีเพียงตระกูลของฮองเฮาเท่านั้นที่เป็ตระกูลนักปราชญ์ ดังนั้นหากตระกูลหานได้ตระกูลคังมาเป็พวก ย่อมเป็ผลดี
อำนาจที่พวกท่าน้าล้วนไม่ใช่หัวใจของข้า
แม้อยากะโออกไปดังๆ แต่ก็ได้แต่กลืนคำพูดลงท้อง ไม่อาจกล่าวต่อหน้าผู้เป็บิดาได้
ในตระกูลคังสายหลัก มีเขาที่เป็บุตรชายคนโตและเป็บุตรเพียงคนเดียวที่เกิดจากภรรยาเอกส่วนอนุภรรยาทั้งสามของบิดาให้กำเนิดบุตรสาวรวมห้าคน
โดยทั้งสองตระกูลวางแผนไว้ว่าจะให้เขาแต่งงานกับองค์หญิงห้าและให้บุตรสาวของอนุภรรยาหนึ่งคนเป็ชายารองขององค์ชายรอง
ส่วนตระกูลคังสายรอง ฮองเฮาไม่มีพระประสงค์จะรับเข้าตำหนักเพราะไม่มีอำนาจของกองทัพอยู่ในมือ
เห็นบุตรชายได้แต่นิ่งเงียบ คังหงิจึงถอนหายใจยาว“เหวินเอ๋อร์ แม้พ่อจะย้ายตัวเองไปอยู่ชายแดน ทางฝั่งอาของเ้าก็ไม่เข้าราชสำนักไปทำการค้าแทน แต่อย่างไรเสีย ฮ่องเต้ก็ไม่เคยไว้วางพระทัยตระกูลคัง”
ใช่แล้ว ผู้เป็โอรส์ไม่เคยไว้วางใจผู้ที่มีกำลังทหารในมือ
แล้วแม่ทัพคังก็เอ่ยต่อ “ตระกูลหาน เป็ตระกูลนักปราชญ์ไม่มีกำลังทหารในมือ ดังนั้นที่พระองค์เลือกฮองเฮาจากตระกูลหานก็เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่า้าคานอำนาจตระกูลของพระสนมทั้งสี่”
องค์ชายใหญ่ เกิดจากพระสนมเฉิน แม่ทัพเฉินผู้เป็บิดามีกองกำลังทหารประจำเมืองซือหวนซึ่งเป็เมืองที่อยู่ทางใต้ของแคว้น มีชายแดนติดกับเมืองหลงเหลียนของแคว้นเหลียน
องค์ชายหก เกิดจากพระสนมเกาโดยบิดาของพระสนมเกาดำรงตำแหน่งเป็เ้าเมืองที่เมืองฉานซีซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของแคว้น พี่ชายของพระสนมเกาเป็แม่ทัพที่เมืองฉานซี
องค์ชายเจ็ด เกิดจากพระสนมจู บิดาของพระนางเป็อัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาซึ่งกุมอำนาจของราชสำนักไม่แพ้อัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายและราชครูหาน และมีบุตรชายคนโตเป็แม่ทัพประจำเมืองหลวง
ทั้งสามตระกูลล้วนเป็ตระกูลแม่ทัพแห่งแคว้นซ่งที่มีทหารภายใต้บังคับบัญชาหลายแสนนายทั้งสิ้น
ส่วนองค์ชายสิบเอ็ด เกิดจากสนมจากแคว้นหานแม้ไม่มีอำนาจทหารในแคว้นซ่ง แต่ก็ใช่ว่าทางแคว้นหานจะละทิ้งองค์ชายสิบเอ็ด
โดยรวมแล้ว องค์ชายทั้งสี่รวมทั้งองค์ชายรองล้วนเป็ผู้ที่มีสิทธิ์ที่จะถูกยกขึ้นเป็รัชทายาทได้ทั้งสิ้น
เมื่อเห็นสายตาของคังซิงเหวินเริ่มอ่อนลง คังหงิก็กล่าวต่อ“ต่อให้เราไม่เลือกฝ่ายไหน สักวันก็ต้องถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับเื่พวกนี้อยู่ดีมิสู้แสดงจุดยืนไปเลยไม่ดีกว่ารึ อาศัยที่มารดาของเ้าเป็สหายรักของฮองเฮาให้ตระกูลคังส่งเสริมองค์ชายรอง ส่วนตระกูลหานก็ปกป้องและส่งเสริมตระกูลคังย่อมเป็การดีต่อพวกเรา”
หากตระกูลคังและตระกูลหานเป็ทองแผ่นเดียวกันจะมีโอกาสอย่างมากที่องค์ชายรองสามารถขึ้นเป็รัชทายาทเพราะอำนาจเดิมของราชครูหานในราชสำนักมีเทียบเท่ากับอัครมหาเสนาบดีทั้งสองเมื่อมีอำนาจจากตระกูลคังก็จะทำให้ตัวเลือกตำแหน่งรัชทายาทเหลือเพียงองค์ชายรองและองค์ชายเจ็ด
เพราะองค์ชายใหญ่ยังไม่มีผลงานใดๆ เป็ที่น่าพอใจจึงปัดตกไป
ส่วนองค์ชายสิบเอ็ดมีสายเืต่างแคว้นไม่มีขุนนางฝ่ายใดสนับสนุน
และองค์ชายเจ็ดอายุน้อยกว่าองค์ชายรองถึงสี่ปีระหว่างนี้องค์ชายรองก็กำลังเร่งสร้างผลงานโดยตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาก็ล้วนได้รับคำชมเชยจากฮ่องเต้อยู่หลายครั้ง ดังนั้นขุนนางส่วนใหญ่ย่อมสนับสนุนองค์ชายรองเป็ที่แน่นอน
แต่คังซิงเหวินก็ไม่เห็นด้วยกับเื่ที่จะให้เขาแต่งงานกับองค์หญิงห้าจึงอยากจะเอ่ยเพื่อทัดทาน “แต่ข้า...”
คำว่า ไม่ได้รักนาง ถูกกลืนลงท้องไปอีกคำ
เมื่อผู้เป็บิดาพูดแทรกขึ้นอีก“แต่เ้าจะทำให้ตระกูลคังลำบากต่างหาก แม้องค์หญิงเชี่ยวหลานจะตัวคนเดียวแต่อำนาจของแคว้นเหลียนไม่ใช่สิ่งที่แคว้นซ่งจะอาจหาญต่อกรได้เ้าไม่เห็นรึว่านางอยู่สุขสบายแค่ไหนในพระราชวัง หากเ้าเลือกลงเอยกับนางฮ่องเต้ก็จะหันกลับมาเล่นงานตระกูลคังแทน ทีนี้ตระกูลคังก็จะเหลือแค่ชื่อเหตุผลที่ให้องค์หญิงแคว้นเหลียนเท่านั้นเป็ฮองเฮาของแคว้นซ่งก็เพื่อการส่งเสริมอำนาจของรัชทายาทที่จะเป็ฮ่องเต้ในอนาคตป้องกันการฏต่างหาก หรือต่อให้พวกเ้าสองคนดื้อแพ่งฮ่องเต้ก็ไม่มีทางยอมให้นางแต่งกับเ้า ดีไม่ดี นางอาจถูกลงโทษเพราะเ้า! เ้า้าให้เป็เช่นนั้นงั้นรึ”
คังซิงเหวินก้าวเท้ามาจนถึงเรือนของตนเองด้วยความรู้สึกเหม่อลอยน้ำหนักของทุกก้าวย่างนั้นดูไม่มั่นคงราวกับว่าไม่ใช่คุณชายคังซิงเหวินที่องอาจคนเดิม
ในมือของเขามีกล่องไม้ภายในมีจดหมายทุกฉบับที่เขาเขียนไปถึงเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่ง
ราวกับว่าระยะทางจากเรือนของบิดามาถึงเรือนของตนเองนั้นไกลเป็ร้อยลี้ช่างยาวนานเหลือเกินกว่าจะก้าวมาจนถึงเรือนนอนของตนเอง
ในขณะเดียวกัน คังซิงเหวินก็ครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมา
...ร่างกายก็ของข้า หัวใจก็เป็ของข้า เหตุใดพวกท่านถึงไม่ปล่อยให้ข้าได้ใช้ชีวิตด้วยตัวเอง
ั้แ่เกิดชีวิตของเขาล้วนถูกบิดาและมารดาคอยกำหนดทุกเื่
กตัญญู...คำนี้คำเดียวที่ทำให้เขาต้องยอมรับในสิ่งที่ผู้ให้กำเนิดขีดเส้นให้
ข้าไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตแบบที่ควรจะเป็เลยงั้นหรือ
แล้วเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งจะรู้สึกอย่างไร
นางจะโกรธ...
จะเกลียด..
จะโศกเศร้าเสียใจ..
จะรู้สึกผิดหวัง...
เมื่อนึกถึงใบหน้าเศร้าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาของเด็กสาวตัวน้อยที่ตนเองเฝ้าคะนึงหามาเป็แรมปีคังซิงเหวินก็รู้สึกเจ็บจุกที่หัวใจเหมือนมีเข็มนับพันเล่มแทงลงไปที่ก้อนเนื้อก้อนนี้
ช่างทรมานเหลือเกิน
มาถึงหน้าประตูห้อง คังซิงเหวินก็เห็นว่ามีใครคนหนึ่งนั่งคุกเข่ารออยู่ที่นี่แล้ว
“อาเฉิง” คังซิงเหวินเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่ไร้ความรู้สึก
เจิ้งลี่เฉิงไม่กล้าจะเงยหน้าขึ้นสบตาของผู้ที่เป็ทั้งสหายและเ้านายของตนเองเพราะเขารู้ว่าเขาได้ทำผิดต่อคังซิงเหวินในเื่นี้
เจิ้งลี่เฉิงเป็บุตรชายของพ่อบ้านตระกูลคังที่เกิดปีเดียวกันกับคังซิงเหวิน ทำให้ทั้งสองเป็สหายที่เล่นด้วยกันมาั้แ่เด็กความไว้วางใจที่คังซิงเหวินมีให้เจิ้งลี่เฉิงเทียบเท่ากับคนในครอบครัว
และเจิ้งลี่เฉิงก็รู้ถึงความสัมพันธ์ของเขาและเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งเป็อย่างดี
จดหมายของคังซิงเหวินที่เขียนถึงเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งเมื่อตอนที่อยู่ในค่ายทหารถูกส่งผ่านเจิ้งลี่เฉิงด้วยความไว้ใจว่าจะถูกส่งถึงมือของหญิงสาว แต่คาดไม่ถึงว่าจดหมายทุกฉบับของเขาถูกส่งให้ผู้เป็บิดา
ไม่ต้องถามถึงจดหมายของเชี่ยวหลานเฟยเฟิ่งที่เขียนมาถึงเขาว่าจะอยู่ที่ใด
หากวันนี้นางไม่เอ่ยถึงเื่จดหมายเขาก็คงไม่มีวันได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเจิ้งลี่เฉิงมิใช่สหายของเขาอย่างแท้จริง
เพราะคนที่นำจดหมายทั้งหมดไปให้บิดาของเขาก็ไม่ใช่ใครอื่นหากแต่เป็คนที่กำลังนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้านั่นเอง
เขาน่าจะเอะใจั้แ่ที่เจิ้งลี่เฉิงเลี่ยงที่จะพบหน้าเขาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาโดยใช้องค์ชายรองเป็ข้ออ้าง และคงจะเป็องค์ชายรองที่ให้ความร่วมมือในเื่นี้
แล้วคังซิงเหวินก็กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เ็ป“ข้าไว้ใจเ้า แต่ข้าไม่คิดว่าเ้าจะทรยศต่อหัวใจของข้า”
เจิ้งลี่เฉิงกำหมัดแน่น “อาเหวิน ข้าขอ...”
ไม่ทันจบประโยคของเจิ้งลี่เฉิง คังซิงเหวินก็ตัดบทก่อน“เ้ากลับไปหาเ้านายที่แท้จริงของเ้าเสียเถอะ ไม่ต้องมาหาข้าอีก”
แล้วเขาก็ผลักประตูเข้าห้องไปโดยไม่รอฟังคำอธิบายของผู้เป็สหายแม้แต่น้อย
จะให้ฟังคำแก้ตัวอะไรอีก
ในเมื่อเจิ้งลี่เฉิงกล้าที่จะหักหลังเขาเขาก็จะไม่เก็บคนผู้นี้ไว้ข้างกายอีก
หนึ่งปีที่ข้าโง่งม ถูกปิดหูปิดตาก็มากเกินพอ!