เช้าวันต่อมา…
ภายใต้เพดานสูงอันวิจิตรแห่งท้องพระโรงในวันนี้ดูช่างเงียบงันอย่างผิดปกติ บรรดาขุนนางในราชสำนักต่างยืนอย่างสงบในชุดเครื่องแบบเต็มยศ กลิ่นเครื่องหอมโบราณหลากหลายในตระกูลชั้นสูงจากกายพวกเขาอบอวลไปทั่ว
ทุกสายตาจับจ้องไปยังเบื้องหน้าในขณะที่ทั้งสามพระองค์กำลังก้าวขึ้นสู่พระแท่นด้านหน้าท้องพระโรง องค์ชายมันตราผู้เป็องค์รัชทายาท องค์ชายรองพระโอรสอันเกิดจากพระสนมเอกผู้ล่วงลับ และองค์หญิงสามน้องสาวแท้ๆ ร่วมพระราชบิดาและพระมารดาเดียวกันกับองค์รัชทายาท
“ฝ่าาและองค์ราชินีเสด็จ!” เสียงประกาศดังกึกก้องของทหารองครักษ์ ทำให้ขุนนางทุกคนคุกเข่าลงทันทีอย่างพร้อมเพรียง
“ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน!”
เสียงประกาศนั้นใช่เพียงแค่เป็ไปตามธรรมเนียม หากแต่แฝงไว้ซึ่งความคาดหวัง ต่ออนาคตของอาณาจักรแห่งนี้
“ลุกขึ้นเถิด” เสียงฝ่าาดังขึ้นอย่างอ่อนโยน แต่หากฟังให้ลึกจะพบประกายแห่งความกดดันที่หลบซ่อนเร้นอยู่
ฝ่าาก้าวขึ้นประทับบนพระที่นั่งหยก เคียงคู่กับองค์พระราชินีผู้สง่างามราวแสงจันทร์เหนือผืนน้ำ ห้วงบรรยากาศนิ่งสงบ และเงียบงันดังพายุใหญ่กำลังเริ่มก่อตัว
ราชครูวากิวก้าวขึ้นมาเบื้องหน้า เสียงของเขานุ่มนวลแต่เปี่ยมด้วยอำนาจ
“เมื่อวานนี้มีฎีกาจำนวนมาก ทูลขอให้องค์รัชทายาทรับพระชายา ฝ่าาตรัสกับที่ประชุมนี้ว่าจะทรงให้คำตอบในวันนี้ ไม่ทราบว่าทรงมีพระราชวินิจฉัยเช่นไร…” คำกล่าวของเขานี้แฝงด้วยเจตนากระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจอย่างเปิดเผย
พระเนตรของฝ่าาจับจ้ององค์ชายมันตราอย่างแน่วแน่ “เื่นี้… องค์รัชทายาทจะเป็ผู้ตัดสินใจด้วยตนเอง” เสียงของพระองค์เรียบเย็นทว่าแฝงด้วยความไว้ใจของพ่อที่มีต่อลูกชาย
“แต่โบราณนานมา เื่การมีคู่ครอง พ่อแม่ล้วนเป็คนตัดสินใจให้ทั้งสิ้น ดังนั้นกระหม่อมจึงคิดว่าพระองค์ควรตัดสินใจว่าควรจะให้องค์ชายพระองค์ใดแต่งกับบุตรีของกระหม่อมพะยะค่ะ” ท่านมหาเสนาบดีกล่าวขัดขึ้นในทันใด
“ขอฝ่าาโปรดพิจารณา!!” เสียงขุนนางเกินครึ่งกระหึ่มดังขึ้น
“บังอาจ!!! พวกเ้ากล้ากดดันเราถึงเพียงนี้เชียวหรือ” กษัตริย์มันสินธรตรัสขึ้นด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
มันตรายิ้มบางๆ “ก่อนอื่น...ข้าขอขอบใจทุกท่าน ที่เห็นว่าข้าอายุครบสิบแปดปีแล้ว เหมาะแก่การมีภรรยา ส่วนน้องรองเขายังเด็กกว่าข้า จึงยังไม่สมควรที่จะมีคู่ครอง ดังนั้นคำถามนี้จึงตอบได้อย่างง่ายดายยิ่งนัก โดยที่มิต้องทำให้เสด็จพ่อต้องขุ่นเคืองพระทัยเลย” เขาเว้นวรรค พลางหรี่ตาลง
เสียงหัวเราะเบาๆของเหล่าขุนนางดังขึ้นประปราย ท่านมหาเสนาบดีจึงกล่าวขึ้นว่า “เช่นนั้นบุตรีของกระหม่อมประพฤติตนเหมาะสม เปี่ยมด้วยสติปัญญา และรู้หน้าที่ ย่อมคู่ควรกับตำแหน่งพระชายาแห่งองค์รัชทายาทยิ่งนัก”
มันตรายิ้มพลันตอบกลับพร้อมด้วยรอยยิ้ม “ขอบใจท่านมหาเสนา แต่จะให้เป็ถึงพระชายาเลย คงเร็วเกินไป…”
เสียงกระซิบกระซาบระงมไปทั่วท้องพระโรง ความเงียบกลายเป็แรงกดดัน ทุกฝ่ายเริ่มเผยท่าที สายตาบางคู่เป็ประกายวาวอย่างนักล่า บ้างก็คล้ายพญางูที่รอฉกเหยื่อ
มันตรายกมือขึ้นห้ามการถกเถียงที่ระงมจนกลืนกันไปหมดนั้น “ช้าก่อน… ข้ามีข้อเสนอ” เขากล่าวอย่างนุ่มนวลแต่เปี่ยมไปด้วยความนัย
ฝ่าาเลิกพระขนงเล็กน้อย “ข้อเสนออะไร องค์รัชทายาท เ้าจงกล่าวมาเถิด...”
“ข้าขอจัดตั้งหมวดเรือรบเล็กๆ ขึ้นมา สร้างผลงานให้ประจักษ์แก่อาณาจักรของเราก่อน เมื่อข้าสะสมคุณความดีเพียงพอแล้ว ค่อยนำเื่พระชายามาตรึกตรองกันอีกครั้ง ในตอนนี้… ข้าขอเพียงแค่มีพระสนมก่อนก็แล้วกัน”
เสียงสูดลมหายใจของขุนนางทั้งหลายดังกระหึ่ม ดวงตาหลายคู่หรี่ลง บ้างเปลี่ยนจากความใเป็ความหวาดระแวง
“เป็ไปไม่ได้! ตำแหน่งรัชทายาทคือฝ่ายบริหาร ไม่ควรมีอำนาจในกองทัพ!” มหาเสนาบดีกล่าวเสียงสั่น
“ท่านก็เป็ฝ่ายบริหาร เหตุไฉนจึงมีกองพิทักษ์เสื้อแพร ที่ขึ้นตรงกับท่านเพียงผู้เดียวได้เล่า?” แม่ทัพใหญ่ชิงเยวี่ยนจื่อ เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทว่าคมกริบราวกับใบมีดโกน
“นั่นคือหน่วยข่าวกรอง...มีเพียงสิบคน!” มหาเสนาบดีะโแทรก
“เก้าคนระดับ 7 ปลดผนึกจิต อีกหนึ่ง หัวหน้ากองพิทักษ์เสื้อแพร...จินหลัวเยี่ย ระดับ 8 ควบคุมิญญา นี่มันยิ่งกว่ามีกองทหารอีกนะ” แม่ทัพใหญ่ตอกกลับด้วยข้อมูลที่ทำให้ทุกคนชะงัก
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง แต่เป็ความเงียบที่ฉาบด้วยแรงอาฆาต มหาเสนาบดีฝืนยิ้ม ก่อนกล่าวด้วยเสียงอันดังเพราะความโกรธ “เช่นนั้น...หากองค์รัชทายาทสามารถเอาชนะหัวหน้ากองพิทักษ์เสื้อแพรของข้าได้ ข้าจะยอมไม่คัดค้าน”
“บังอาจนัก!” ฝ่าาตวาดก้อง พระเนตรเปล่งแสงวาวโรจน์ แต่ก่อนที่ฝ่าาจะตรัสสิ่งใด มันตราก็พลันกล่าวขึ้นอย่างแน่วแน่ “เสด็จพ่อ...อย่าทรงกริ้วไปเลย ลูกขอรับคำท้า… ”
มหาเสนาแสยะยิ้ม “หากองค์รัชทายาทมั่นใจเช่นนั้น กระหม่อมจะให้โอกาสพระองค์กลับไปฝึกฝนให้ดีสักสามวันก่อน แล้วจึงค่อยมาประลองกัน”
“สามวันมันนานเกินไป...ข้าขอเป็พรุ่งนี้เช้าเลยก็แล้วกัน” มันตรากล่าวอย่างมั่นใจ เสียงอุทานดังกระหึ่มทั่วทั้งท้องพระโรง
“ฮ่าๆๆ” มหาเสนาบดีหัวเราะอย่างสะใจ “ตกลง! หากลูกน้องข้าชนะ...องค์รัชทายาทจะต้องรับบุตรีข้าเป็พระชายาเพียงสถานเดียวเท่านั้น”
“แต่หากข้าชนะ...ท่านจะต้องยอมให้ข้าตั้งหมวดเรือ และรับพระสนมสองนางเข้าตำหนักนะ” มันตรากล่าวอย่างเรียบง่าย
เงียบไปเพียงชั่วครู่ แต่ทุกลมหายใจดูเหมือนจะหยุดนิ่งลงชั่วคราวทั่วทั้งท้องพระโรง ก่อนที่ท่านมหาเสนาบดีจะยิ้มรับอย่างไม่ลังเล “ตกลง!”
“เช่นนั้น...พรุ่งนี้เช้า พบกันที่ลานประลองหน้าตำหนักหลวง” ฝ่าาตรัสพลางลุกยืนขึ้น พระพักตร์เคร่งเครียด “เลิกประชุม! องค์รัชทายาท...ตามเรากลับตำหนักหลวง”
สายใยแห่งขุนนางและราชวงค์กำลังจะถูกฉีกออกด้วยเล่ห์กลและคำท้าทาย บรรยากาศในท้องพระโรงเย็นเฉียบ จากความหวาดหวั่นที่ซ่อนอยู่ภายในใจของทุกคน
เปลวแสงสีทองในยามเย็น ขับเงาพลิ้วไหวของม่านผ้าไหมภายในตำหนักหลวงให้สั่นระริกดั่งต้องมนต์แห่งชะตากรรม เสียงกระดิ่งลมดังเบาๆ จากระเบียง เหมือนคอยย้ำเตือนว่ามีบางสิ่งกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป
“เสด็จพ่อ อย่าได้ทรงเป็ห่วงเลย” มันตรากล่าว น้ำเสียงแฝงด้วยความมั่นใจ “ตอนนี้ลูกอยู่ในระดับที่หก กลั่นแก่นิญญาแล้ว หากฝึกตามกลอนจากอาจารย์อีกบท ข้าก็คงจะทะลวงผ่านสู่ขอบเขตใหม่ได้แน่นอน”
ฝ่าาหรี่ตามองบุตรชายอย่างพินิจ แสงเรืองรองจากตะเกียงสะท้อนประกายภายในดวงเนตร “กลอนบทเดียว เหรอ…”
“เื่อะไรกันนี่?” ราชินีมันษิตาผู้มีผมยาวสยายราวม่านหมอกบนยอดเขาเอ่ยขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง
“ข้าบังเอิญได้พบกับท่านอาจารย์นักพรตท่านหนึ่ง… เขาสอนข้าเพียงกลอนบทเดียว ข้าก็บรรลุถึงขั้นหกทันที” มันตราตอบโดยพยายามเก็บสีหน้าตื่นเต้นเอาไว้
ทันใดนั้น กลิ่นหอมจางๆ ที่ลอยมากับลมก็ชัดเจนขึ้น ราชินีมันษิตาสูดลมหายใจเข้าช้าๆ แล้วพลันหลับตา
“กลิ่นหอมช่างแปลกนัก... กลิ่นของชายผู้ทรงภูมิ มีอำนาจและเปี่ยมด้วยเมตตา” นางลืมตาขึ้นอย่างสงสัย “หรือว่าเ้า…จะฝึกวิชากับอาจารย์จากสำนักเดียวกันกับแม่?”
มันตราเบือนหน้าหนีเล็กน้อย พลางคิดในใจ กลิ่นนี้...คือกลิ่นบลู เดอ… น้ำหอมยี่ห้อดังจากชาติภพก่อนที่ข้าเคยใช้... น่าแปลกที่มันกลับมาส่งกลิ่นอีกแม้จะเปลี่ยนภพชาติไปแล้ว
“หึ…เ้าจะต้องฝึกกับสำนักปฐมิญญาแน่ๆ” องค์ราชินีกล่าวต่อ มุมปากกระตุกยิ้มบางๆ “แต่ปกติแล้วสำนักนั้นไม่เคยรับศิษย์โดยพลการ นี่นา…?”
องค์ราชินีรู้ดีว่าลูกชายของนางได้พบกับอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเข้าให้แล้ว บางทีอาจจะเป็นักพรตเตียหลงซาน เ้าสำนักปฐมิญญาก็เป็ได้