ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 44 การตัดสินใจที่ยากลำบาก

            “หยุดมือให้หมด”

            เหลยอวี๊เฟิงและนักพรตชุดสีไพลินตะโกนออกมาพร้อมกัน

            ในมือของเหลยอวี๊เฟิงนั้นกำลังจับกุมซูชือฉางไว้อยู่และในมือของนักพรตเสื้อสีไพลินคือซูฉีฉี ต่างฝ่ายต่างยืนกันอยู่คนละฝั่งล้วนต้องการข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม

            เมื่อเห็นว่าท่านแม่ทัพโดนจับกุมตัวไว้ทหารม้าทั้งหมดก็หยุดเดินไปข้างหน้าทันทีทุกคนล้วนยืนอยู่ที่เดิมไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย

            พวกเขารับฟังเพียงคำสั่งของแม่ทัพเท่านั้นหาได้ใส่ใจคำพูดของฮ่องเต้เบื้องหน้าไม่

            เพราะฉะนั้นการที่เหลยอวี๊เฟิงทำเช่นนี้นั้นถือว่าได้ผลเป็นอย่างมาก

            ในทางกลับกันม่อเวิ่นเฉินที่เห็นว่าในมือของนักพรตเสื้อสีไพลินนั้นเป็นซูฉีฉีสีหน้าของเขาก็เย็นชามากขึ้น ไอสังหารกระจายโอบอุ้มพื้นที่โดยรอบทำให้คนรอบข้างเขาล้วนรู้สึกถึงบรรยากาศอันหนาวเย็น

            ม่อเวิ่นเฉินบันดาลโทสะเสียแล้วดูเหมือนว่ามีคนไปสะกิดจุดอ่อนไหวของเขาคนที่ทำให้เขาเจ็บจะต้องเจ็บกว่าเป็นร้อยเป็นพันเท่า

            เมื่อเห็นภาพตรงหน้าม่อเวิ่นเสวียนกลับรู้สึกหมดหวังขึ้นมา ความหวังที่ปรากฏเมื่อครู่ได้หายวับไปแล้วเขารู้ดีถึงความสำคัญของซูฉีฉีในหัวใจของม่อเวิ่นเฉินเป็นอย่างดี ถ้าหากว่าจับนางเป็นทางออกที่ดีล่ะก็เขาคงสั่งให้ลูกน้องไปจับซูฉีฉีไว้เสียแต่แรกแล้ว

            ดูเหมือนว่าวันนี้กองทัพจะต้องตายด้วยกันหมดแล้วไม่เหลือความหวังเลยแม้แต่น้อย

            ในขณะที่ม่อเวิ่นเสวียนกำลังหมดหวังนั้นม่อเวิ่นเฉินกลับยกมือของตนเองขึ้นและสั่งให้ทุกคนรีบถอยกลับออกมาอย่าได้วู่วามลงมือเป็นอันขาด

            ทำให้ซูฉีฉีที่แต่เดิมมีสีหน้าราบเรียบหลุบตาลงต่ำนั้นรีบเงยหน้าของตนขึ้นมามองในทันที นางไม่เข้าใจบุรุษตรงหน้า แม้ว่าตลอดทางที่ผ่านมาเขาจะแสดงท่าทีอ่อนโยนมากกว่าเดิมมากนักแต่นางก็ไม่กล้าให้ตนเองมีความหวังอีกแม้แต่น้อย

            ทว่าตอนนี้เขากลับมีสีหน้าเยือกเย็นขณะบอกสั่งให้ทุกคนห้ามขยับเป็นอันขาด

            นี่หมายความว่าอย่างไรกันแน่?

            กระทั่งเหลิ่งเหยียนและเหลยอวี๊เฟิงก็ล้วนแต่นิ่งอึ้งไป

            เหลยอวี๊เฟิงที่ดึงตัวซูชือฉางค้างไว้อยู่นั้นรู้สึกเหมือนตนเองกำลังหูฝาดเมื่อเห็นม่อเวิ่นเฉินกำลังออกคำสั่งกับกองทหารโลหิตอย่างไม่ลดละเขาก็รีบยกมือขึ้นขยี้ตาตนเอง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันน้อยๆก่อนจะนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้...

            การพนันของตนกับเขา!

            เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้เขาก็ส่ายศีรษะไม่หยุดแค่ดาบเสวียนหยวน เขาจำเป็นต้องจริงจังถึงเพียงนี้ในเวลาเช่นนี้ด้วยหรือ?

            อย่างนี้ย่อมได้ใจของซูฉีฉีเป็นแน่ทว่าสิ่งที่ต้องเสียไปกลับมีมากกว่า

            “เสด็จพี่ให้คนของท่านปล่อยคน” ม่อเวิ่นเฉินจ้องไปที่ม่อเวิ่นเสวียนก่อนจะย้ำแต่ละคำออกมาอย่างชัดเจนด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นผิดปกติ “ข้ารับประกันว่าจะไว้ชีวิตอัครมหาเสนาบดีซู”

            ความหวังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอีกครั้งตอนนี้ในใจของม่อเวิ่นเสวียนสับสนยิ่งนักเขาเองก็จับจ้องไปที่ใบหน้าของม่อเวิ่นเฉิน ไม่ให้สีหน้าใดๆ ของม่อเวิ่นเฉินเล็ดลอดจากสายตาของตนไปได้เขาไม่สามารถใช้ชีวิตของตนเป็นเดิมพันได้

            ความจริงแล้วเขายังไม่เข้าใจม่อเวิ่นเฉินดีเท่าใดนัก

            ยิ่งไม่รู้ถึงความสามารถที่แท้จริงของม่อเวิ่นเฉิน

            เขาหันกลับไปมองซูชือฉางและยอดฝีมือทั้งหลายที่ถูกทำร้ายจนอเนจอนาถแวบหนึ่ง

            ตอนนี้เขารู้สึกว่ากองทหารม้านั้นดูจะมีประโยชน์ที่สุด

            เพราะฉะนั้นแต่เดิมเขาคิดว่าซูชือฉางนั้นสมควรตายเป็นอย่างมากโดยเฉพาะเมื่อคิดถึงความสัมพันธ์ของเขากับเสด็จแม่ของตนก็ยิ่งทำให้เขาคิดอยากจะเอาดาบแทงทะลุหัวใจของซูชือฉางเองเสียยิ่งดี

            แต่ว่าในเวลานี้มีเพียงซูชือฉางเท่านั้นที่จะสามารถช่วยตนได้

            ซูฉีฉีเองก็มองดูสถานการณ์เงียบๆ เช่นกันนางกำลังคิดว่าม่อเวิ่นเฉินต้องการทำอะไรกันแน่

            เขาเป็นห่วงนางจริงๆ หรือ?

            นางหรี่ตาลงเล็กน้อยหรือว่าบางทีอาจเป็นเพราะการตายของมารดานางทำให้เขารู้สึกผิดถ้าหากมิใช่เพราะม่อเวิ่นเฉินมารดาของนางคงไม่ถูกบีบจนต้องเลือกที่จะฆ่าตัวตายอย่างแน่นอน

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจของนางก็ค่อยๆสงบลงก่อนที่นางจะแหงนหน้าขึ้นมองสถานการณ์บริเวณรอบๆ

            เมื่อเห็นธงอ๋องและธงฮ่องเต้สะบัดไปมานั้นในดวงตาของนางก็ปรากฎแสงสว่างขึ้นแวบหนึ่งนางจะต้องให้ธงอ๋องแทนที่ธงฮ่องเต้ให้ได้

            “ได้” ผ่านไปเนิ่นนานก่อนที่ม่อเวิ่นเสวียนจะตอบรับออกมาเสียงต่ำ

            จากนั้นเขาก็หันไปโบกมือให้กับนักพรตเสื้อสีไพลินผู้นั้น “ปล่อยนาง”

            แล้วเขาก็หันไปจับจ้องซูฉีฉีอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่งความสนใจในแววตาหยั่งลึกลงไปมากยิ่งขึ้น ดูเหมือนว่าเขาจะประเมินความสำคัญของสตรีผู้นี้ในใจม่อเวิ่นเฉินต่ำไปเสียแล้ว

            ถ้าหากรู้เช่นนี้แต่แรกเมื่อตอนอยู่ในวังหลวงนั้นก็สามารถทำให้ม่อเวิ่นเฉินตายได้แล้วไหนเลยจะต้องคิดวางแผนมากมายในการจับตัวเหลยอวี๊เฟิงมาจนทำให้ตกอยู่สถานการณ์ลำบากเฉกเช่นตอนนี้ได้

            เขาน่าจะเปลี่ยนแผนการสู้รบของตน

            เพียงแต่ว่าตอนนี้ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว

            ตอนนี้รักษาชีวิตได้จึงจะสำคัญที่สุด

            นักพรตมองไปที่ซูชือฉางแวบหนึ่งก่อนจะมองไปที่ม่อเวิ่นเสวียนสุดท้ายเขาก็กระตุกยิ้มที่มุมปากขึ้น “ท่านอ๋องติ้งเป่ยโหวให้ข้าปล่อยคนนั้นย่อมได้ แต่ข้าไม่อยากแลกเปลี่ยนนางกับท่านแม่ทัพคนนี้”

            เขาเหมือนจะรู้สึกได้ถึงความสำคัญของตัวประกันในมือเพราะเหตุนี้จึงทำให้เขาใจกล้าขึ้นอีกมาก

            ต้องรู้ว่าการมาครั้งนี้ของทุกคนนั้นล้วนมาเพื่ออำนาจและเงินทองด้วยกันทั้งสิ้น

            ขอเพียงสามารถทำเรื่องใหญ่ให้ฮ่องเต้สำเร็จทุกอย่างที่เขาอยากได้ก็จะตกมาอยู่ในมือของเขา สำหรับซูชือฉางนั้นเขาไม่เห็นอยู่ในสายตามาตั้งแต่แรกแล้ว

            คนในยุทธภพบางครั้งก็ไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา

            เสียงของนักพรตชุดสีไพลินนั้นดังมากทำให้คนที่อยู่ในพื้นที่ทั้งหมดล้วนได้ยินอย่างชัดเจนเหลยอวี๊เฟิงที่จับกุมซูชือฉางนั้นฉายความเยือกเย็นออกมาทางแววตาขณะจับจ้องไปที่นักพรตดาบที่ทาบอยู่ตรงคอกระชับแน่นมากขึ้น

            ทำให้ใบหน้าของซูชือฉางขาวคล้ำสลับไปมาในดวงตามีความหวาดกลัวปรากฏขึ้นบางๆ จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมองไปทางบุตรสาวของตนความจริงแล้วซูฉีฉีก็เป็นบุตรสาวแท้ๆ ของตนแต่ว่าเขากลับรู้สึกว่าไม่อาจใกล้ชิดกับนางได้

            เขาเคยรักและโปรดปรานเซี่ยเสี่ยวเตี๋ยแต่เหมือนกับว่าอยู่มาวันหนึ่งสตรีผู้นั้นก็ถอยตัวออกห่างจากเขา

            เขาก็ไม่รู้เช่นกันว่าเพราะอะไร

            ตอนนี้เขาและบุตรสาวล้วนกลายเป็นตัวประกันและดูเหมือนว่าชีวิตของตนนั้นจะไม่มีผู้ใดสนใจทว่าชีวิตของบุตรสาวตนนั้นกลับมีความสำคัญมาก ความรู้สึกเช่นนี้ประหลาดนักและก็รู้สึกจนปัญญาเป็นอย่างยิ่ง

             เขาไม่รู้ว่าจะขอให้บุตรสาวช่วยตนเองดีหรือไม่

            สีหน้าของม่อเวิ่นเฉินไม่เปลี่ยนแปลงเขายังคงมองไปที่นักพรตอย่างนิ่งๆ ดวงตาฉายประกายแห่งความเยือกเย็นออกมาทว่าบนใบหน้ากลับฉีกยิ้มออกมาทำให้คนอดรู้สึกสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวมิได้

            ทุกคนในกองทหารโลหิตต่างรู้ดีว่าม่อเวิ่นเฉินในตอนนี้ได้โมโหถึงขั้นสุดแล้ว

            เมื่อไม่ได้รับคำตอบจากฝ่ายตรงข้ามนักพรตก็รู้สึกร้อนรนบ้างแล้วเขามองไปที่ม่อเวิ่นเสวียนอีกครั้งและเหมือนได้รับการอนุญาตจากม่อเวิ่นเสวียนทำให้เขารีบหันศีรษะกลับมาในทันที “ท่านอ๋องติ้งเป่ยโหวถ้าหากอยากจะให้พระชายาอยู่รอดปลอดภัยแล้วท่านก็จงนำป้ายคุมทหารมาแลกเสีย”

            ในดวงตามีความคึกคะนองปรากฏขึ้น

            เสมือนว่าเขาได้เห็นอนาคตสดใสอยู่เบื้องหน้าแล้ว

            ดาบที่ทาบอยู่บนลำคอของซูฉีฉีก็ออกแรงมากขึ้นด้วยเหตุมาจากการที่นักพรตนั้นรู้สึกกระวนกระวายใจเล็กน้อยกระทั่งนิ้วมือของเขายังสั่นระริกอยู่เบาๆ ความจริงแล้วเขาก็กลัวม่อเวิ่นเฉินเช่นกันความโหดร้ายเย็นชาที่แผ่กระจายออกมาจากตัวของม่อเวิ่นเฉินทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวจริงๆ

            แต่เขาก็ต้องพยายามทนเอาไว้เพื่ออนาคตอันสดใส เพื่อทองคำก้อนโตจำนวนมาก

            เมื่อเห็นนักพรตชุดสีไพลินผู้นั้นเป็นเช่นนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของม่อเวิ่นเสวียนก็หยั่งลึกมากขึ้นดูเหมือนว่าวันนี้เขาอาจจะไม่พ่ายแพ้ก็เป็นได้

            ม่อเวิ่นเฉินที่กระตุกยิ้มเย็นกลับไม่เอ่ยคำใดๆออกมา เขาเพียงแค่จับจ้องสายตาไปที่ซูฉีฉีเสมือนว่ากำลังทำการตัดสินใจที่ยากลำบากอยู่ในดวงตาเหมือนฉายแววแห่งความเจ็บปวดออกมาแวบหนึ่ง

            แววตาเมื่อครู่นั้นซูฉีฉีเห็นมันอย่างชัดเจน ไม่มีทางผิดแน่

            ซูฉีฉีในตอนนี้กลับรู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจเบาๆ

            บุรุษผู้นี้เริ่มที่จะห่วงใยในตัวซูฉีฉีแล้วไม่ใช่ความรู้สึกที่คิดไปเอง หากเป็นเมื่อก่อนม่อเวิ่นเฉินในตอนนี้จะต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ทอดทิ้งนางไปอย่างแน่นอน

            เพียงแต่ว่าความลังเลของเขาในตอนนี้ทำให้จิตใจของซูฉีฉีรู้สึกปั่นป่วนเป็นอย่างยิ่ง

            สถานะของนางในหัวใจของเขาคงไม่อาจเอามาเทียบกับป้ายคุมทหารกระมัง

            ซูฉีฉีปิดตาลงเบาๆ บังคับตัวเองให้หยุดคิดหากคิดไปก็เพียงแต่จะทำให้ใจของตนเจ็บมากขึ้น หมดหวังมากขึ้นเท่านั้น

            ทั้งสองฝ่ายต่างจ้องกันไปมาเหลยอวี๊เฟิงก็มีสีหน้าร้อนรนขณะมองไปที่ม่อเวิ่นเฉิน เขากลัวจริงๆเพราะว่าม่อเวิ่นเฉินได้ลังเลเสียแล้ว

            ม่อเวิ่นเฉินก็รู้สึกได้ว่าลมที่พัดมานั้นโหมแรงมากแรงจนทำให้ใบหน้าของเขาเจ็บแสบไปหมด

            ม่อเวิ่นเฉินปิดตาลงสนิทจากนั้นไม่นานเขาก็ลืมตาขึ้นมาตอนนี้ในดวงตาเหลือไว้เพียงความเย็นชาและไร้ความรู้สึกเท่านั้น “ฉีฉี...ขอโทษด้วย ข้าจะต้องแก้แค้นให้กับเจ้าอย่างแน่นอน”

            ทันใดนั้นบริเวณโดยรอบก็เงียบสนิทที่แท้ความหวังเพียงนิดเดียวก็ไม่ควรจะมีซูฉีฉีมิได้ลืมตาขึ้นและก็ไม่ได้หลั่งน้ำตาออกมา เป็นอีกครั้งที่นางรู้สึกเหมือนร่วงลงมาจากท้องฟ้าและจมดิ่งสู่ก้นเหวหัวใจรู้สึกเจ็บปวดเหลือเกิน

            และในขณะเดียวกันนั้นเหลยอวี๊เฟิงก็ได้ขยับแล้วเช่นกัน...

    คล้ายกับเรื่องชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247