บทที่2:ประกายลมปราณแรก
ราตรีนั้นมืดสนิทและเงียบสงัดยิ่งกว่าปกติภายในกระท่อมไม้ซอมซ่อท้ายจวน กลิ่นอับชื้นของฟางและกลิ่นเหงื่อไคลของเหล่าบ่าวไพร่ที่อ่อนล้าจากการทำงานมาทั้งวันลอยคละคลุ้งเสียงกรน เสียงละเมอ และเสียงพลิกตัวดังขึ้นเป็ระยะเฟยชินนอนนิ่งอยู่บนที่นอนฟางแข็งๆ ของตน แสร้งทำเป็หลับสนิทแต่โสตประสาททั้งหมดของเขากลับตื่นตัว
เขาไม่ได้กำลังรอ...แต่กำลังอดทน
ภาพท่วงท่า"เคล็ดวิชาเมฆาคล้อย" ของหลิวชิงอีวนเวียนอยู่ในหัวของเขาตลอด่บ่ายมันเรียกร้อง ดึงดูด และกระตุ้นสัญชาตญาณบางอย่างที่หลับใหลอยู่ภายในตัวเขาความปรารถนาที่จะลองทำตามมันรุนแรงเสียจนแทบจะเผาไหม้ร่างกาย
เมื่อแน่ใจว่าเสียงลมหายใจของทุกคนรอบข้างสม่ำเสมอและลึกพอแล้วเฟยชินจึงค่อยๆ พลิกตัวลุกขึ้นอย่างเชื่องช้าและไร้เสียงที่สุดทุกการเคลื่อนไหวถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อไม่ให้แผ่นไม้ปูพื้นลั่นเอี๊ยดอ๊าดเขาก้าวข้ามร่างที่หลับใหลของบ่าวคนอื่นๆ ราวกับภูตพรายในความมืด ก่อนจะแง้มประตูไม้ออกไปอย่างแ่เบา
ลมกลางคืนที่เย็นเยียบปะทะเข้ากับใบหน้าและร่างกายของเขาทันทีมันช่วยชะล้างความอึดอัดจากในกระท่อมออกไปจนหมดสิ้น เขาสูดลมหายใจลึกกลิ่นดินและไอน้ำค้างยามค่ำคืนทำให้รู้สึกสดชื่นเขาเดินลึกเข้าไปยังลานดินว่างเปล่าหลังกระท่อม ซึ่งเป็ที่ที่พวกเขาใช้ตากผ้าในตอนกลางวันแต่ในยามนี้มันกลับเป็โลกส่วนตัวของเขาที่อาบไล้ไปด้วยแสงจันทร์สีเงินยวง
เฟยชินหลับตาลงขับไล่ความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดออกไปเหลือเพียงภาพของคุณหนูสี่ที่ยังคงชัดเจนในความทรงจำ
เขาเริ่มขยับร่างกาย...ครั้งแรกมันช่างติดขัดและดูตลกสิ้นดีร่างกายที่คุ้นชินแต่การใช้แรงงานหนักอย่างการผ่าฟืนและแบกน้ำยังคงแข็งทื่อไม่มีความอ่อนช้อยงดงามเหมือนต้นแบบเลยแม้แต่น้อยเขารู้สึกเพียงความเมื่อยล้าที่กล้ามเนื้อ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขาสูดหายใจเข้าลึกอีกครั้งคราวนี้เขาไม่เพียงแค่เลียนแบบท่าทาง แต่พยายามเข้าถึง "แก่น" ของมันเขาจินตนาการถึงปุยเมฆที่ลอยล่องอย่างอิสระระลึกถึงคำสอนของท่านเ้าบ้านหลิวเว่ยที่ได้ยินมาโดยบังเอิญ "อย่าฝืนใช้กำลังให้ลมปราณไหลเวียนไปเองตามธรรมชาติ"
เขาเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง...คราวนี้มันแตกต่างออกไป ท่วงท่าของเขาราบรื่นขึ้น ความแข็งกระด้างหายไปถูกแทนที่ด้วยความลื่นไหลที่น่าประหลาดใจร่างกายของเขาดูเหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าควรจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด
และในวินาทีที่เขารวบรวมสมาธิทั้งหมดมาไว้ที่ท้องน้อยพร้อมกับทำท่า "เมฆารวมตัว" ตามภาพในความทรงจำ...สิ่งมหัศจรรย์ก็บังเกิด
ความรู้สึกอุ่นวาบจุดเล็กๆคล้ายเมล็ดพันธุ์อันอบอุ่นได้ปรากฏขึ้นที่ใจกลางท้องน้อยของเขา!
เฟยชินใจนแทบหยุดชะงักแต่สัญชาตญาณกลับบอกให้เขาทำต่อไปเขารักษาสมาธิและเคลื่อนไหวตามกระบวนท่าต่อไปอย่างต่อเนื่องเมล็ดพันธุ์อันอบอุ่นนั้นก็เริ่มแตกหน่อ กลายเป็กระแสธารอุ่นสายเล็กๆไหลซึมซาบไปตามช่องทางบางอย่างภายในร่างกายที่เขาไม่เคยรับรู้มาก่อนมันไหลผ่านหน้าอก แขน ขา ไปจนถึงปลายนิ้วความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันพลันมลายหายไปสิ้นถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกมีชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
นี่เองหรือ...ลมปราณ!
มันเป็ความจริง!ไม่ใช่ความฝัน! เขาััมันได้!
ความตื่นเต้นดีใจอย่างสุดขีดแล่นพล่านไปทั่วร่างจนเขาแทบอยากจะะโออกมาดังๆนี่คือการยืนยัน! เขามีพร์! เขาไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็ทาสไปจนวันตาย!ความหวังที่ไม่เคยกล้ามีมาก่อน บัดนี้ได้ส่องสว่างจ้าขึ้นมาในใจ
แต่แล้ว...ความยินดีนั้นก็ถูกความเยือกเย็นของความเป็จริงสาดซัดเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว
กฏของตระกูล...
ภาพของการถูกจับได้ปรากฏขึ้นในหัว...การถูกลากไปทรมานต่อหน้าทุกคน การถูกทุบทำลายเส้นชีพจรที่เพิ่งค้นพบพลังที่เพิ่งได้ััจะถูกกระชากออกไปอย่างโเี้ก่อนจะถูกโยนออกไปนอกกำแพงจวน กลายเป็คนพิการที่ไร้ค่า รอคอยความตายอย่างช้าๆ
ความกลัวอันเย็นเยียบแล่นจับขั้วหัวใจมันรุนแรงพอๆ กับความยินดีเมื่อครู่
เฟยชินทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นดินเย็นชืดหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความขัดแย้งตีกันวุ่นวายในใจพร์นี้คือของขวัญล้ำค่า แต่ก็เป็คำสาปที่อันตรายถึงชีวิตเช่นกัน
เขานั่งนิ่งอยู่เช่นนั้นเนิ่นนานปล่อยให้แสงจันทร์อาบร่างที่สั่นเทาเล็กน้อย ในที่สุด เขาก็เงยหน้าขึ้นดวงตาที่เคยเรียบเฉย บัดนี้กลับลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่นที่ไม่มีวันดับ
ใช่... มันอันตรายแต่การได้ัักับพลังและความหวังนี้แล้วจะให้เขาย้อนกลับไปใช้ชีวิตเยี่ยงมดปลวกที่รอวันถูกเหยียบย่ำอีกต่อไปน่ะหรือ...ไม่มีทาง!
เขาได้ลิ้มรสอิสรภาพแล้วแม้จะเป็เพียงเศษเสี้ยวก็ตาม และเขาจะทำทุกอย่างเพื่อรักษามันไว้
เฟยชินตัดสินใจแน่วแน่แล้วเขาจะเดินบนเส้นทางสายนี้ต่อไปจะปีนป่ายขึ้นไปจากก้นบึ้งของสังคมด้วยสองมือของตนเองโดยจะทำมันในเงามืดที่ไม่มีใครมองเห็น...เป็อสูรที่ฝึกฝนวิถีตนเองอยู่ภายใต้เงาจันทร์จนกว่าจะถึงวันที่แข็งแกร่งพอที่จะเผชิญหน้ากับแสงตะวันได้อย่างองอาจ