"เ้ามีอะไรอยากจะพูด ก็พูดมาเถอะ ข้าจะรับฟัง" เทพีชิงอี้กล่าวเสียงนุ่มแต่เฉียบคม "วันนี้... เราจะไม่ติดค้างอะไรกันอีกต่อไป"
เยี่ยนลั่วซินหรี่ตา น้ำเสียงเคร่งขรึม “ท่านไม่ละอายใจเลยหรือที่หลงรักศิษย์ตนเอง เทพเช่นท่าน หากเื่นี้แพร่งพรายออกไป ผู้คนก็จะพากันเสื่อมศรัทธาในตัวของท่านจนหมดสิ้น!”
ชิงอี้หัวเราะเบาๆ “อะไรหรือที่เ้าว่าไม่เหมาะสม... ความรักคือความงดงาม ที่ย่อมเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่ว่าเ้าหรือข้าล้วนต่างก็ไม่มีข้อยกเว้น”
“ท่านพูดเข้าข้างตนเอง!” เยี่ยนลั่วซินเถียงกลับ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกในใจตนได้เช่นกัน
เทพีชิงอี้ถอนหายใจยาวก่อนกล่าว “เ้ารู้หรือไม่ ว่ากลิ่นกายของมันตรา... มันแอบแฝงด้วยพลังแห่งมนต์สะกดกลืนจิต เป็หนึ่งในพลังลี้ลับที่แม้แต่ข้า... ผู้เป็เทพก็ยังไม่อาจต้านทานได้ เขาน่าจะไม่ได้ใจปล่อยพลังนี้ออกมายามเมื่อพบสตรีที่งดงาม แต่หากสตรีนางใดได้ััเข้ากับพลังนี้ย่อมไม่อาจขัดขืนหัวใจของตนเอง เ้าเองก็คงจะััได้เช่นกัน”
เยี่ยนลั่วซินเบิกตากว้าง ความโกรธกลายเป็ความฉงน... แล้วกลายเป็ความเ็ปบางอย่างที่แทรกเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
“แล้วไง?” นางถามกวนๆ
“ข้าอาจโชคดีกว่าเ้าตรงที่... เขาก็รักข้าเช่นกัน” เสียงของชิงอี้พร่าเลือนเล็กน้อย “แต่ความโชคดีของข้า ก็แฝงไว้ซึ่งความเ็ปเช่นกัน หากข้าเพลี่ยงพล้ำในกิเลส แม้เพียงครึ่งคืน ข้าจะผิดกฏ์จนต้องถูกลงทัณฑ์... ถูกส่งกลับไปเกิดใหม่ในแดนมนุษย์ ภายในผลลืมชาติเซียน ซึ่งจะถูกกำหนดให้มีลำต้นขึ้นอยู่ ไม่ไกลจากคนรัก แต่เมื่อถือกำเนิดออกจากผลลืมชาติเซียนนี้แล้ว ก็จะไม่สามารถจำอดีตชาติได้อีกเลย”
เยี่ยนลั่วซินนิ่งอึ้ง น้ำตาหยดแรกไหลลงอาบแก้มอย่างเงียบงัน “ทางเดียวที่ข้าจะครองรักกับเขาได้ก็คือ... ให้เขากลายเป็เทพด้วยตนเอง” ชิงอี้กล่าวเสียงแ่
“แต่ท่าน... หึงข้า ใช่หรือไม่?” เยี่ยนลั่วซินถามกลับ
เทพีชิงอี้ยิ้มบางๆ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มสะท้อนประกายอ่อนโยนเจือเศร้า “ใช่... เช่นเดียวกับเ้า ไม่มีใครอยากเห็นสตรีอื่นแตะต้องคนที่เรารัก...”
“ก็ได้ ข้าจะไม่โจมตีท่านอีก ใครดีใครได้... ข้าก็ไม่ยอมแพ้หรอกนะ” เยี่ยนลั่วซินเชิดหน้าทั้งน้ำตา
“หาา... ข้าพูดถึงขนาดนี้ เ้ายังไม่หลีกทางให้อีกหรือ?” เทพีชิงอี้หัวเราะในลำคอ สายตาอ่อนลงในแบบที่มีแต่ผู้หญิงด้วยกันเท่านั้นจะเข้าใจ
สายลมพัดผ่านยอดโดมอีกครั้ง... พาระลอกกลิ่นบลู เดอลอยขึ้นมาจางๆ ราวกับเตือนหัวใจสตรีทุกดวง ณ ที่แห่งนั้นว่า... ความรัก แม้จะงดงามเพียงใด... แต่ก็แฝงไว้ซึ่งความเ็ปยิ่งนัก
โมบายกระทบกันดัง กรุ๊งกริ๊ง ก่อนที่เสียงโฆษกจะก้องกังวานไปทั่วลานประลองที่ปกคลุมด้วยม่านหมอก “ด่านที่สอง วัดพลังยุทธผ่านลูกแก้วแห่งหิมะ! เชิญผู้เข้าสอบที่ผ่านด่านแรกทั้ง 30 ท่านเตรียมตัวให้พร้อม!”
เสียงประกาศดังกระหึ่มไปทั่วลาน เสริมให้ความตึงเครียดนั้นดูหนักหน่วงขึ้นอีก “การทดสอบในด่านที่สองในค่ำคืนนี้ จะเป็การทดสอบสุดท้าย ก่อนที่ท่านทั้งหลายจะไปพักผ่อนและเตรียมตัวทดสอบด่านที่สามในเช้าวันพรุ่งนี้”
เสียงเงียบลงครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงบรรยายจะดังขึ้นพร้อมกับความมุ่งมั่นของผู้เข้าสอบ “วันนี้... นับเป็เกียรติอย่างสูงสุด สำนักเหมันต์ได้ส่ง ‘ธิดาเทพ’ มาทำพิธีอัญเชิญลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์... ขอเชิญ นักพรตหญิงไป๋จื่อหลิงเซวี่ย เซียนนภาแห่งอาณาจักรเหมันต์ เชิญปรากฏตัว ณ บัดนี้!”
ทันใดนั้น...
ม่านหิมะพลิ้วไหวแยกออกกลางเวที แสงสีน้ำเงินระยิบระยับราวอัญมณีนับแสนนับล้านสาดส่องมาท่ามกลางความมืด และร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งก็ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาอย่างสง่างาม
นักพรตหญิงไป๋จื่อหลิงเซวี่ย ปรากฏตัวในอาภรณ์หิมะขาวปักลวดลายเหมันต์อันเปล่งประกาย แต่ละก้าวของนางปรากฏวงกลมเล็กๆ ของอาสนะน้ำแข็งรองรับเท้าในแต่ละก้าวเดิน ใบหน้าคมสวยกับดวงตาสีฟ้าครามอันเยือกเย็นและไร้ซึ่งความเมตตาคู่นั้นของนางช่างสะดุดตาและน่าเกรงขามยิ่งนัก
ไป๋จื่อหลิงเซวี่ยอุ้มลูกแก้วใสขนาดเท่าแตงโมลูกใหญ่ มือเรียวลูบผ่านผิวมันอย่างแ่เบา ทว่าพลังเย็นจัดกลับะเิออกมารอบด้าน ราวกับกระแสลมหนาวแห่งโลกิญญาแผ่ซ่านเข้าไปในกระดูกของทุกผู้คนที่อยู่ตรงนั้น
“นั่นคือ ไป๋อวิ๋นเอ๋อ …องค์หญิงใหญ่แห่งอาณาจักรเหมันต์ เมื่อบวชแล้วได้รับฉายาใหม่ว่า "ไป๋จื่อหลิงเซวี่ย" และสุดท้ายได้รับเลือกเป็ธิดาเทพ นางเคยงดงามอ่อนหวาน แต่หลังฝึกวิชา ‘ไร้ใจ’ นางก็กลับกลายเป็ก้อนน้ำแข็งที่เดินได้…” เซียวหยางเซินกระซิบ ดวงตาเขาไม่อาจละจากธิดาเทพได้เลย
“นางงามราวเทพธิดา... แต่ข้าไม่กล้าสบตานางเลย...” มันตราพูดเสียงแ่ ทันทีที่ธิดาเทพวางลูกแก้วลงบนแท่นน้ำแข็ง การทดสอบก็เริ่มต้นขึ้น
ชื่อแล้วชื่อเล่าถูกเรียกขึ้นมา พลังถูกปล่อยผ่านมือที่แตะลูกแก้ว ภาพภายในลูกแก้วหมุนวนพลางปรากฏระดับพลังที่เป็เสมือนประตูวัดชะตาของแต่ละคนที่ััมัน
“องค์ชายสามไป๋เซี่ยนจื่อ – ระดับ 8!
เซียวหยางเซิน – ระดับ 4!
องค์หญิงใหญ่เยี่ยนลั่วซิน – ระดับ 10!!
องค์หญิงสามมันชญาภา – ระดับ 5!
องค์รัชทายาทมันตรา – ระดับ 12!!!
ผู้เข้าทดสอบด่านสองทุกท่าน มีพลังยุทธเกินระดับ 2 ถือว่าผ่านด่านนี้ทั้ง 30 ท่าน”
เสียงปรบมือและเสียงะโยินดีดังทั่วทั้งสนาม ทว่าก่อนที่โฆษกจะกล่าวจบ... ลมร้อนแรงพลันกระแทกใส่ทุกทิศทาง! กลิ่นไหม้จางๆ ปะทะปลายจมูก เสียงหวีดแหลมของอสูรร้ายที่บินเฉียดหัวไปดังก้อง!
ฟึ่บ!!
“ระวัง!!!”
นักพรตหญิงเสวียนหานจื่อ เ้าสำนักเหมันต์ทะยานขึ้นกลางเวหา ฟาดกระบี่น้ำแข็งเปิดม่านป้องกัน แต่แสงเพลิงกลับพุ่งทะลุฟากฟ้าเข้ามาจากเบื้องบน!
เ้าสำนักที่เหลือต่างะโขึ้นไปลอยตัวกลางอากาศ ยกเว้นเ้าสำนักจักรพรรดิศาสตราที่ยังไม่บรรลุเซียนเพียงผู้เดียว “เดี๋ยวข้าจะดูข้างล่างนี้ให้เองนะ” จางอี้เจี้ยนเ้าสำนักจักรพรรดิศาสตราะโขึ้นไปแจ้งกับเ้าสำนักทุกคน
จากเมฆดำอันลึกล้ำ สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาก็โฉบลงมา… ร่างพวกมันยาวกว่า 30 เมตร เกล็ดโปร่งใสเปล่งประกายวับวาวเป็สีรุ้งยามสะท้อนกับแสงจันทร์ มันบินวนรอบลานพลางคำรามะเืฟ้า เกล็ดของมันสะท้อนอาวุธเวทกลับไปหาผู้ใช้ ราวกับเย้ย์
“ัเวหา 10 ตัว” ตงอี้เชา เ้าสำนักสุริยัน-จันทรากล่าวขึ้น
“น่าจะมีตัวอื่นอีกนะ ัเวหามันไม่พ่นไฟนี่นา” เจินเทียนจุน เ้าสำนักเทพอัสนีย์กล่าว
“ใช่! ัเวหา 10 ตัว แต่ยังมี พญาโคมคำอีก 3 ตัว” นักพรตเตียหลงซาน เ้าสำนักปฐมิญญากล่าว
เสียงกรีดร้องปะปนกับเสียงะเิพลังดังต่อเนื่อง พลันเงาสีทองเพลิงพุ่งตามมาอีกสามสาย...
พญาโคมคำ!
สัตว์อสูรปีกเพลิงขนาดใหญ่ร่างกายคล้ายหงส์ หางยาวเป็ั ปีกกางออกครั้งเดียวก็สาดเปลวเพลิงออกเป็พายุทะเลเพลิง เผาทุกสิ่งให้กลายเป็เถ้าธุลี
“มันคือสัตว์ปีศาจระดับ 14 เซียนแท้!!” จางอี้เจี้ยนร้องออกมา “แม้เหล่าเซียนในที่นี้รวมพลังกัน ก็น่าจะยังสู้ไม่ไหว!”
“พวกมัน... ทำไมถึงโผล่มาในสนามสอบได้!!” เสียงะโจากคนผู้หนึ่งท่ามกลางฝูงชนที่พากันใกลัว
เสียงะเิดังกึกก้องขึ้นอีกระลอก ตงอี้เชา เ้าสำนักสุริยัน-จันทรา ถูกพญาโคมคำโฉบลงจากเวหา ร่างร่วงหล่นอย่างไร้เรี่ยวแรง!
ผู้เข้าสอบเริ่มแตกตื่น บ้างวิ่งหนีเอาชีวิตรอด บ้างยกอาวุธขึ้นอย่างแม้มือจะกำลังสั่น หลายคนมือไม้เย็นเฉียบ ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่ก้าวเดียว
“ทุกคนประจำจุด! ควบคุมจิตใจ! ใครวิ่งหนี เท่ากับตาย!”
เสียงธิดาเทพะโก้องด้วยอำนาจ มือขวาเหวี่ยงพัดน้ำแข็งเพียงครั้งเดียว เปลวเพลิงที่กำลังลุกโหมก็สลายหายไปในทันที
มันตราไม่รอช้า ดึงโดรนที่ตนประดิษฐ์ขึ้นเองออกจากแหวนสมบัติ แล้วเปิดระบบล่องหนเพื่ออำพรางตัว ก่อนจะส่งมันทะยานขึ้นฟ้าเข้าสู่โหมดล็อกเป้าโดยอัตโนมัติ
ติ๊ด ๆ ๆ…
เสียงกลไกจากโดรนดังขึ้นเบาๆ เป็สัญญาณแจ้งเตือนว่าระบบพร้อมปฏิบัติการแล้ว
จากนั้นมันตราก็นำฐานยิงจรวดนำวิถีออกมาประกอบอย่างรวดเร็ว มือของมันตราเคลื่อนไหวฉับไว
คลิ๊ก คลั๊ก แกร๊ก!
ฐานยิงจรวดิญญาปรากฏขึ้นพร้อมเปลวพลังเวียนวนรอบกระบอกคล้ายหมอกสีฟ้าอ่อน
“ท่านพี่... นี่มันคืออะไร? ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย...”
เสียงองค์หญิงสาม มันชญาภาเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจปนตื่นตระหนก
“อาวุธปราบสัตว์ปีศาจน่ะสิ” มันตราตอบน้องสาว พลางหยิบแท็บเล็ตขึ้นเชื่อมสัญญาณกับทั้งโดรนและฐานยิงจรวด
บนหน้าจอแสดงแผนที่อากาศ มีวัตถุต้องสงสัย 13 จุดเคลื่อนไหวพร้อมกันอยู่กลางเวหา