ตอนที่หนึ่งร้อยสามสิบห้า ผู้ที่สมหวังและผิดหวัง
“ไม่ต้องเกรงใจไปข้ายึดถือเสมอว่าเราคือสหายกันถ้าเจ้าจะผ่านเพราะข้า ข้าก็ดีใจกับเจ้าด้วย ไม่คิดว่าเจ้าเอาเปรียบข้า”
พี่กล้ามพูดกับฮอบบิทอายุหกสิบปีที่แม้จะผ่านการทดสอบมาได้ก็รู้สึกเสียศักดิ์ศรีสิ้นดี
ในกลุ่มของท่านดยุกกับพี่กล้ามและฮอบบิทนั้นผ่านการทดสอบแต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่เข้าสอบนั้นจะผ่าน
เพราะจะมากจะน้อยการแยกกันสอบก็นับว่าเป็นการคัดกรองคนในระดับหนึ่งว่าต่อให้ท่านดยุกอยากจะใช้อิทธิพลช่วยคนในแฟมิเลียของตนเอง
พวกเขาจะมากจะน้อยก็ต้องผ่านด้วยความสามารถของตนเอง
“อ๊าก ทำไมข้าสอบไม่ผ่าน”
เด็กหนุ่มที่ตอนนี้เริ่มใบหน้าคมเข้มขึ้นได้เอาผ้าปิดตาที่ดวงตาข้างหนึ่งเป็นไอเท็มที่ทำให้ตนเองมองเห็นไม่ชัดเพื่อฝึกค่าความแม่นยำและการโจมตีคริติคัล
“พยายามเข้านะจ๊ะคราวหน้าต้องผ่านแน่จ๊ะ”
นักบวชหญิงเพื่อนสมัยเด็กของเขาก็ยังพยายามให้กำลังใจ
“เจ้ามีกำลังไม่พอก็อย่างนี้มีกล้ามเนื้อให้ได้เท่าข้า สักวันเจ้าต้องผ่านแน่นอน”
พี่กล้ามเบ่งกล้ามขณะให้กำลังใจเด็กหนุ่ม
“ใช่แล้วข้าต้องไปฝึกกำลังมากขึ้น โอ้รอช้าไม่ได้แล้ว ข้าจะรีบไปฝึกดาบเดี๋ยวนี้เลย เพื่อจะได้มาสอบครั้งหน้า”
“เดี๋ยวก่อนสิจ๊ะคอยด้วย”
เด็กหนุ่มและเด็กสาวก็รีบวิ่งไปที่ลานฝึกอีกครั้ง
“เดี๋ยวก่อนสิคะ ที่เธอสอบตกน่ะเพราะสอบข้อกฎหมายคะแนนน้อยกว่ามาตรฐานต่างหาก แค่รู้เรื่องการปฏิบัติต่อหน้าขุนนางมากขึ้นก็ผ่านแล้วนะคะ”
กรรมการคุมสอบตะโกนไล่หลังไปแต่เด็กหนุ่มที่ไฟแรงนั้นไม่ทันฟัง
“ถูกแล้วเพราะเขายังมีกล้ามไม่มากพอไงล่ะ”
พี่กล้ามเอามือกอดอกมองเด็กหนุ่มที่วิ่งไปเพื่อเพิ่มกล้ามมากขึ้นมองดูกล้ามของเด็กนหนุ่มที่เพิ่มมากขึ้น ก็รู้สึกว่าหรือเราจะแก่แล้วนะ
พี่กล้ามตารื้นด้วยน้ำตาเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงกล้ามที่เติบโตขึ้น ก็เริ่มเข้าใจถึงวัฏจักรของกล้ามเนื้อ
“ก็บอกแล้วไงคะว่าไม่ใช่เพราะกล้าม การทดสอบแรงก์บีของเราเน้นเรื่องการเป็นหน้าเป็นตาของสมาคมได้นะคะไม่ใช่แค่เรื่องฝีมือแต่เพียงอย่างเดียว”
กรรมการสาวคุมสอบก็กล่าวอย่างอ่อนใจ
ที่ต้องเขียนรายงานส่งไปทางส่วนกลางหลังจากการที่มีคนสอบจำนวนมาก
เธอคิดว่าการมีมาตรฐานเข้มงวดมากกว่าปรกติอาจจะเป็นเรื่องไม่ดีต่อเด็กหนุ่มที่มีความมุ่งมั่นเช่นนี้
ในภาวะปรกติพวกเธออาจจะให้เด็กนหุ่มนั้นผ่าน หากเห็นว่ามีความตั้งใจจริงๆและไม่มีเจตนาเลวร้ายอะไร
แต่หากไม่ปิดช่องว่างไว้ก่อนพวกเธออาจจะโดนคำครหาได้ว่าสยบต่ออิทธิพลของท่านดยุกที่บีบบังคับให้สมาชิกของตนเองมีอัตราการผ่านแรงก์บีมากกว่ากลุ่มของกิลด์คนอื่นๆ
แต่โดยปริมาณที่เข้าสอบมากกว่า
กลุ่มของท่านดยุกก็ต้องมีมากกว่าอยู่แล้ว
การทดสอบแค่ครั้งเดียว
ทำให้ตอนนี้กลุ่มของท่านดยุกจะเรียกว่ากลายเป็นกลุ่มที่มีนักผจญภัยแรงก์บีจำนวนมากที่สุดเลยก็ว่าได้
และหากเด็กหนุ่มอย่างนั้นยังคงฝึกหนัก
การทดสอบคราวหน้า
ปริมาณนักผจญภัยแรงก์บีในแฟมิเลียของท่านดยุกก็จะยิ่งสูงมากขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
กรรมการสาวกุมขมับถอนหายใจ
มองดูท่านดยุกที่โดนพี่กล้ามแบกออกไปเพื่อให้ประชาชนคอยกราบคารวะและฉลองที่ท่านดยุกอูลริกผ่านแรงก์บีแล้วก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจไม่ได้
“สมาคมต้องวุ่นวายมากขึ้นแน่ๆ”
กรรมการสาวก็ได้แต่สงสัยใจว่า
คนมีอำนาจอย่างดยุกอุลริก จะมาเป็นนักผจญภัยไปทำไมกันนะ?
อำนาจและเงินตราทั้งหมดก็มีพออยู่แล้วแท้ๆ
นักดาบเด็กหนุ่มที่มาจากครอบครัวที่ยากจนยังสามารถเข้าใจได้ง่ายเสียกว่า
กองทัพทุกอย่างก็มีพร้อมหมดแล้ว
ทรัพย์สมบัติทุกอย่างก็เรียกว่าหาซื้อได้ทุกอย่างในอาณาจักรนี้แล้ว
และเธอก็นึกถึงประโยคที่เธอได้ยินมาในห้องทดสอบแรงก์บี
“เพื่อให้ข้าได้สมบัติบนโลกนี้ทุกอย่างที่ข้าต้องการมาในมือของข้าอย่างไรล่ะหรือเวลาที่ทุกคนเล็งมาเป็นนักผจญภัยนี้ ไม่มีใครคิดเล็งที่หนึ่งกันหรอกหรือ?”
เฮ้อ
กรรมการสาวถอนหายใจ
คำกล่าวที่เหมือนกับออกมาจากเด็กหนุ่มช่างฝัน
ออกมาจากปากของดยุกอูลริกมันดูประหลาดอย่างไรชอบกล
ปรกติแล้วนักผจญภัยจะไม่ข้องเกี่ยวในเรื่องของสงครามระหว่างขุนนาง
แต่ตอนนี้ไม่มีใครกล้าหาญที่จะทำสงครามกับดยุกอูลริก
เพราะแม้แต่การที่มีนักผจญภัยในสังกัดไม่นับรวมทหารของตนเองก็มากกว่าสองพันคนแล้ว
นักผจญภัยสองพันกว่าคนจะฟังคำสั่งของคนคนเดียว
โดยที่คนคนนี้มีตำแหน่งดยุกอีก
กรรมการสาวรู้สึกถึงความยุ่งยากที่จะตามมาได้เลยทีเดียว
แต่เธอก็ส่ายศีรษะเอาความกังวลออกไป
ท่านดยุกอูลริกมีกำลังทหารมากที่สุดในอาณาจักรอยู่แล้ว
จะอยากได้นักผจญภัยอีกสองพันกว่าคนไปทำไม?