ถึงตอนนี้หวังหย่งรู้แล้วเขาถูกหลอกให้มาที่นี่แต่ที่ยังไม่รู้ ก็คือ คนที่พาเขามาที่นี่มีจุดประสงค์เช่นไร แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะต้องกังวลหากนี่คือตำหนักขององค์หญิง คงไม่มีใครหน้าไหนกล้ามาทำร้ายเขาถึงที่นี่เป็แน่สู้ดื่มด่ำกับความงามของสวนสวยแห่งนี้น่าจะดีกว่า
แม้ก่อนหน้านี้เขาเคยมาที่นี่เพียงครั้งเดียวแต่เขาเองก็ประทับใจกับสวนแห่งนี้มาก แมกไม้นานาพันธุ์ทั้งไม้ดอกไม้ประดับถูกจัดแต่งอย่างสวยงาม รวมถึงสระน้ำที่มีน้ำตกไหลลงมา เสียงน้ำกระทบโขดหินช่างไพเราะราวกับบทเพลงที่บรรเลงโดยนักดนตรีชั้นยอดมองลงไปในสระจะเห็นฝูงปลาคาร์ฟนับร้อยที่แหวกว่ายเล่นน้ำกันอย่างมีความสุขช่างน่าอิจฉายิ่งนัก บรรยากาศที่แสนจะร่มรื่น บ่งบอกว่าสวนแห่งนี้ได้รับการดูแลเป็อย่างดีจากเ้าของ
ในระหว่างที่หวังหย่งกำลังดื่มด่ำอยู่กับบรรยากาศที่แสนจะรื่นรมณ์ของหมู่แมกไม้อยู่นั้น เป็เวลาพอดีกับองค์หญิงหนิงอันเดินเข้ามาในส่วนด้วยเช่นกัน ท่าทางลุกลี้ลุกลน กระวนกระวายขององค์หญิงทำให้หวังหย่งรู้ได้ทันทีว่า ที่เขามาอยู่ที่นี่ในเช้าวันนี้คงเป็แผนการของนางเป็แน่
“เป็องค์หญิงนี่เองที่ใช้อุบายหลอกให้ข้ามาที่นี่” เป็คำทักทายของหวังหย่งที่ให้องค์หญิงหน้าบึ้งทันที
“เ้าพูดอะไรของเ้า คนอย่างข้าจะหลอกเ้ามาที่นี่ทำไม เชอะ” องค์หญิงยังคงปากแข็ง แถมยังมีท่าทีไม่พอใจคำทักทายของหวังหย่งอีกด้วย
“เช่นนั้นทำไมท่านไม่ให้คนรับใช้ของท่าน ตามข้ามาดีดีหล่ะ”
“ก็ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ได้หลอกเ้าให้มาที่นี่เป็เ้านั่นแหละที่แอบเข้ามาในสวนของข้าอีกแล้ว ข้าจะเรียกทหารข้างนอกให้มาจับเ้าเลย” องค์หญิงทำท่าเหมือนจะะโ หวังหย่งรีบวิ่งเข้ามาห้าม
“เอาละๆๆ ข้ายอมแล้ว ถ้าไม่ใช่องค์หญิงเรียกข้ามา เช่นนั้นงั้นข้าขอตัวก่อน”
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ เ้าคิดว่าเ้าเป็ใคร คิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไปเ้าบุกรุกเข้ามาในสวนของข้าสองครั้งแล้ว คิดจะออกไปง่ายๆ อย่างงั้นรึ” ในเวลานี้กลับเป็องค์หญิงที่ยืนเอามือกอดอกอย่างผู้ชนะ
“เช่นนั้นท่านจะให้ข้าทำอะไรก็บอกมาเลย ข้าต้องรีบไป เกิดใครมาเห็นท่านอยู่กับข้า มันจะไม่งาม”
องค์หญิงทำเป็เดินวนรอบหวังหย่งอย่างช้าๆ พลางใช้สายตามองเขาั้แ่หัวจรดเท้าอย่างพินิจพิจารณา ทั้งๆที่ท่องบทมาเป็อย่างดีแล้ว แต่องค์หญิงกลับแปลกใจ ที่ตอนนี้นางพูดอะไรไม่ออกได้แต่เดินวนอยู่อย่างนั้น
“เอาแต่จ้องข้าอยู่อย่างนั้นแหละมีอะไรก็ว่ามา”
“เ้าช่างปากดียิ่งนักใครจ้องเ้า ข้ากำลังคิดหาวิธีช่วยเ้าต่างหาก เ้ารู้หรือไม่ว่า สวนแห่งนี้เสด็จพ่อสร้างให้ข้า ไม่เคยมีบุรุษใดล่วงล้ำเข้ามาได้เลย แม้แต่ทหารส่วนตัวของข้าก็มาไกลสุดได้แค่เฝ้ารออยู่ข้างนอก แต่เ้ากลับบุกรุกเข้ามาถึงสองครั้งสองคราถ้าเสด็จพ่อทราบเื่นี้ เ้าต้องหัวหลุดจากบ่าแน่นอน”
“งั้นข้าต้องทำอย่างไรเพื่อไม่ให้หัวหลุดจากบ่า” หวังหย่งไม่ได้ใกับคำขู่ขององค์หญิงแม้แต่น้อย กลับกันเขารู้สึกขบขันในท่าทีของนางมากกว่า
“เราต้องมาทำข้อตกลงกัน”
“ข้อตกลงอะไรของเ้า”
“ข้าสัญญาว่าจะไม่นำเื่นี้ไปกราบทูลเสด็จพ่อถ้าเ้ายินดีรับข้อเสนอของข้า เ้าจะยินดีหรือไม่”
“ท่านก็บอกมาก่อนสิว่าข้อเสนอของท่านคืออะไรเช่นนั้นข้าจะตอบได้อย่างไรว่า รับหรือไม่รับ”
“ไม่ เ้าจะต้องตอบมาก่อน ว่ารับหรือไม่รับ ไม่อย่างนั้นข้าจะะโเรียกคนเดี๋ยวนี้” องค์หญิงทำท่าะโอีกครั้ง คราวนี้หวังหย่งไม่หลงกลเขายืนมององค์หญิงอย่างขบขัน
“ข้าะโจริงๆ นะ”
“ท่านจะทำอะไรก็เื่ของท่านข้าขอลาละ” หวังหย่งกล่าวอำลาแล้วรีบเดินออกจากสวนไปในทันที แต่ไม่ทันที่จะก้าวพ้นประตูออกไปเสียงสะอื้นขององค์หญิงก็ดัง ทำให้เข้าต้องหยุดหันมามอง
องค์หญิงแสนสวย ที่ก่อนหน้านี้ทำท่าวางอำนาจใหญ่โตบัดนี้ นั่งร้องไห้ขี้มูกโป่ง เป็เด็กน้อยไปเสียแล้ว หวังหย่งยืนมองด้วยความสงสารนางคงมีเื่สำคัญมากจริงๆ ไม่เช่นนั้นคงไม่มานั่งร้องไห้อยู่แบบนี้
หวังหย่งเดินมานั่งลงข้างๆองค์หญิง ที่ยังคงสะอื้นไม่ยอมหยุด
“ท่านหยุดร้องไห้เถอะมีอะไรที่ข้าจะช่วยท่านได้ ก็บอกมา ข้ายอมแล้ว”
“ท่านยินดีจะช่วยข้าจริงๆ นะ” องค์หญิงเริ่มมีรอยยิ้มขึ้นมาบ้างแล้ว
“อือ”
“ท่านคงได้ยินเื่ที่เสด็จพ่อจะให้ข้าอภิเษกแล้วใช่มั้ย” องค์หญิงเริ่มเล่าให้ฟัง
“เื่นั้นข้าก็พอจะได้ยินมาบ้างคงจะเป็คุณชายหลี่ซื่อสินะ ที่จะเป็ผู้โชคดีคนนั้น”
“ให้ข้าตายซะดีกว่าไปอยู่กินกับคนแบบนั้น”
หวังหย่งนั่งจ้องมองหน้าองค์หญิงแทบจะไม่กระพริบตาเขาเองก็รู้อยู่แล้วว่าองค์หญิงไม่เห็นด้วยกับการอภิเษก แต่ที่ยังสงสัยก็คือ เขาจะช่วยอะไรนางได้
“เพราะองค์หญิงมีคนรักอยู่แล้วเช่นนั้นใช่มั้ย”
“มีซะที่ไหนเล่า” องค์หญิงตวาดลั่น ทำเอาหวังหย่งหน้าเจื๋อนไปเลย “ข้าก็แค่พูดไปแบบนั้นเพราะไม่้าให้เสด็จแม่เลือกให้ ทีนี้แหละทุกคนก็คิดว่าข้ามีคนรักอยู่แล้วใครๆ ก็อยากรู้ว่า บุรุษผู้นั้นเป็ใคร เสด็จพ่อเองก็ดีใจจนออกนอกหน้าจะให้ข้าพามาพบให้ได้ แล้วข้าจะหาใครที่ไหน” พูดจบองค์หญิงก็หันมาทำตาหวานให้หวังหย่ง ที่ตอนนี้เริ่มจะเข้าใจอะไรได้บ้างแล้ว
“เห้ย ไม่เอา ข้าไม่เล่นด้วยหรอก”
“ท่านรับปากกับข้าแล้วนะ ที่ใครๆ บอกว่า ศิษย์สำนักไฉ่หงขึ้นชื่อว่ามีความซื่อสัตย์สุจริต รักษาคำพูด คงจะไม่จริงแล้วละมั้ง”
“อ้าว ไหงพูดงั้นข้าจะเป็คนรักของท่านได้อย่างไร คนไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นข้ามารักกับองค์หญิงสูงศักดิ์เช่นท่านไม่ได้หรอก”
“ทำไมจะไม่ได้ละเมื่อตอนที่ท่านมาที่นี่ครั้งก่อนข้าแอบเห็นว่าท่านพ่อดูจะชอบพอท่านอยู่ไม่น้อย ไม่เช่นนั้นคงจะไม่เรียกหาท่านหรอก อย่างน้อยๆท่านก็เป็ศิษย์เอกของท่านอา ท่านอาเองก็รักท่านเหมือนดั่งลูกของตัวเองแบบนี้มีอะไรที่เราจะไม่เหมาะกันอีกละ”
“ทำไมต้องเป็ข้าด้วย”
“ก็เพราะข้าไม่มีใครเลยไงเข้าใจมั้ย มีแต่ท่านนี่แหละ เป็บุรุษผู้เดียวที่ข้ารู้จัก ท่านจะให้ข้าทำอย่างไรเล่า” องค์หญิงปล่อยโฮขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ในสถานการณ์แบบนี้พวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อหวังหย่งเองก็ไม่เคยอยู่ต่อหน้าสตรีแบบนี้เลย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำอย่างไรเพื่อจะปลอบใจองค์หญิงให้สงบลงมาได้ เขาได้แต่นั่งนิ่งๆทำตัวไม่ถูกอยู่อย่างนั้น หากใครมาพบพวกเขาคงจะคิดว่าเป็คู่รักที่เพิ่งผ่านการทะเลาะกันครั้งใหญ่อย่างแน่นอน
“เอาละๆๆ ข้ารับปากว่าจะช่วยเ้าแต่ขอกลับไปคิดก่อนว่าจะอย่างไร ถ้าเ้าแค่ไม่้าจะแต่งงานกับหลี่ซื่อบางทีเราอาจจะมีแผนการอย่างอื่นที่ดีกว่านี้ก็ได้”
“ท่านรับปากข้าแล้วท่านต้องช่วยข้านะ ถ้าเ้ายังคิดไม่ออก ก็ถือว่าตกลงตามนี้ละกัน”
แม้จะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรแต่หวังหย่งก็จำเป็ที่จะต้องผ่านสถานการณ์ตรงนี้ไปให้ได้ก่อน ไม่เช่นนั้นคงเป็เขาเอง ที่จะเครียดมากไปกว่าองค์หญิง
..................................................
ใกล้ถึงวันจัดงานฉลองเป็โอกาสที่ท่านอ๋องจะต้องเดินทางเข้าเมืองหลวง เพื่อรับเสด็จฮ่องเต้ด้วยตัวเองนานมากแล้วที่ทั้งสองไม่ได้มีโอกาสพบหน้ากัน แม้จะดูห่างเกินกันไปบ้างในระยะหลังแต่ความผูกพันดั่งพี่น้องของทั้งสองคนยังมีอยู่เสมอ
ท่านอ๋องไม่อยากให้การมาครั้งนี้เป็ไปด้วยความเอิกเกริกและฮ่องเต้ก็ปรารถนาเช่นเดียวกันทั้งนี้เพื่อให้เขาทั้งสองได้มีเวลาอยู่ด้วยกันฉันพี่น้องมากกว่าการเป็แขกบ้านแขกเมือง
ล่วงเข้าวันที่สองแล้วที่เดินทางมาถึงเมืองหลวงเขายังไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้เลย แม้รู้ดีว่าฮ่องเต้จะมีราชกิจที่มากมายแต่ก็ไม่น่าจะปล่อยให้เขาต้องรอนานถึงเพียงนี้ ท่านอ๋องตัดสินใจแล้วว่า ยังไงเสียเย็นนี้เขาจะต้องขอเข้าเฝ้าให้ได้ ในระหว่างที่กำลังเตรียมตัวอยู่นั้นเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนจำนวนมากดังมาจากด้านนอก พร้อมกับเสียงะโที่ดังกึกก้อง
“ฮ่องเต้เสด็จแล้ว”
ไม่ทันได้ตั้งตัวประตูห้องก็ถูกเปิดออก เขาพยายามจะก้มลงกราบแต่ก็ไม่ทันกับที่ฮ่องเต้เดินเข้ามาประชิดตัว ดึงเขาเข้าไปสวมกอดอย่างเต็มแรง
“ข้าคิดถึงเ้าเหลือเกิน” ฮ่องเต้ตรัสออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “ดูเ้าสิ ไม่เปลี่ยนไปเลย มาวันนี้เราพี่น้องได้พบหน้ากัน ถือว่าเป็นิมิตรหมายที่ เรามาฉลองกันให้หนำใจพวกเ้า จัดเตรียมเหล้าปลาอาหารให้พร้อม แล้วก็ออกไปให้หมด วันนี้ข้าจะดื่มกินกับน้องชายของข้าเพียงลำพัง”
“ทูลฝ่าา” ท่านอ๋องพยายามจะพูดอะไรออกมาแต่ก็ถูกฮ่องเต้ยกมือขึ้นห้ามเสียก่อน
“ฝ่าาอะไรกันเล่า เ้ากับข้าไม่มีเ้านายไม่มีลูกน้องกันทั้งนั้น เราสองคนเป็พี่น้องกันเ้าคือจางเหว่ยน้องชายของข้า เข้าใจมั้ย มาเรามาดื่มระลึกความหลังกันดีกว่า”
ฮ่องเต้รินเหล้าส่งให้จางเหว่ยอย่างไม่ถือสาทั้งสองยกเหล้าขึ้นดื่มพร้อมๆ กัน บัดนี้ตำแหน่งหน้าที่ของพวกเขาทั้งสอง ได้ถูกลืมไปหมดแล้วเหลือเพียงความเป็พี่น้องกันเท่านั้น ที่ถูกนำมากล่าวถึงกัน
“เ้าไม่รู้หรอกว่าตำแหน่งฮ่องเต้ของข้ามันเหนื่อยแค่ไหน รู้อย่างงี้ในตอนนั้นข้ายกตำแหน่งให้เ้าก็ดี ดูสิเ้าไปสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แคว้นเหอฉีมิใช่น้อย”
“อย่าพูดเช่นนั้นเลยถ้าไม่ใช่ท่าน คงไม่มีใครอีกแล้วที่จะปกครองแผ่นดินนี้ได้ดีไปกว่าท่าน”
“ฮ่าๆๆ เ้าก็พูดเกินไปเราสองคนร่วมเป็ร่วมตายมานับร้อยครั้ง ไฉนเลยข้าจะไม่รู้ว่าเ้าเก่งกาจเพียงใดนี่ข้าทราบข่าวมาว่า เ้าคิดจะวางมือแล้วจริงๆ เหรอ”
“ข้าคิดว่าข้าเหนื่อยมามากพอแล้วจากนี้ไปข้าอยากจะมีชีวิตที่สงบ หลีกเร้นจากผู้คน ปล่อยให้คนรุ่นใหม่ได้จัดการบ้านเมืองบ้างก็คงจะดี”
“ข้าละอิจฉาเ้าจริงๆ ดูข้าสิทายาทสักคนก็ไม่มี ส่วนเ้า ดูจะเพียบพร้อมไปซะทุกอย่าง นึกถึงสมัยยังหนุ่ม เ้าไม่เคยชนะข้าได้เลยสักอย่างแต่ก็มีอย่างนึงที่ข้าเทียบเ้าไม่ติด”
“เื่ผู้หญิง”
“ฮ่าๆๆๆ ถูกต้อง ข้าจำได้ตอนที่เราเดินทัพผ่านเมืองเหอผิง ข้าไปต้องตาต้องใจแม่นางคนนึงเข้าถ้าไม่ได้เ้าคอยช่วยเหลือ ข้าคงไม่มีโอกาสได้บอกรักนาง ข้ายังจำใบหน้าของนางได้ไม่เคยลืมแถมนางยังบอกอีกว่า นางมีข่าวดีจะบอกกับข้า แต่น่าเสียดายที่คืนนั้นข้าศึกบุกเข้ามากะทันหันจนทัพของเราต้องแตกกระเจิง แม้จะรักษาเมืองไว้ได้ แต่ข้าต้องนำทัพออกติดตามข้าศึกการสู้รบติดพันต่อเนื่องนานหลายเดือน จนเมื่อาสงบ ข้าถึงรู้ว่าโรคระบาดก็ได้คร่าชีวิตชาวเมืองเหอผิงทั้งเมืองไปหมดแล้วข้าทำได้เพียงแค่ไปคารวะหลุมศพของนางเท่านั้น ทุกวันนี้ข้ายังคงคิดถึงนางอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก”
“เป็ข้าที่ผิดเองที่ไม่ได้รีบกลับมาช่วยชีวิตนางเอาไว้”
“มันไม่ใช่ความผิดของเ้าหรอกเพราะามันได้เข่นข้าคนที่เรารัก เพราะเหตุนี้แหละ ตลอดเวลาที่ข้าครองบัลลังก์ข้าไม่เคยปรารถนาาอีกต่อไป” ฮ่องเต้ตรัสพร้อมกับจ้องมองท่านอ๋องด้วยสายตาแห่งความปลื้มปีติดีใจ
“ข้าดีใจเหลือเกินที่ได้เจอกับเ้าข้าหวังว่า ถ้าเ้าว่างเว้นจากงานราชการแล้ว เ้าสามารถแวะเวียนมาหาข้าได้เสมอ ชีวิตข้ามีเพียงเ้าที่เป็ดั่งญาติสนิทเรายังมีความหลังที่ต้องคุยกันอีกมาก ตัวข้าคงหมดหวังที่จะมีรัชทายาท ถ้าจะมีใครสักคนที่ข้าไว้ใจที่สุด ก็คงเป็เ้า เช่นนั้น หากเ้าไม่รังเกียจวันใดข้างหน้าที่ข้าไม่อยู่แล้ว ข้าหวังว่าเ้าจะรับตำแหน่งต่อจากข้า”
“ท่านพี่อย่าพูดเช่นนั้นท่านพี่ยังแข็งแรงดี ท่านต้องอายุยืนนับร้อยๆ ปีถึงตอนนั้นข้าก็คงจะไม่อยู่แล้วเช่นกัน”
“หากไม่ใช่เราทั้งสอง แล้วบ้านเมืองนี้ใครจะดูแล” ฮ่องเต้ตรัสออกมาอย่างท้อแท้และสิ้นหวัง