ร่างของแม่ถูกแต่งด้วยชุดสีขาว แขนยาวฟูฟ่องไม่รัดจนเกินไป กระโปร่งยาวถึงข้อเท้า เพื่อปกปิดาแที่ไม่หน้ามอง ใบหน้าของแม่ที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันดูสวยงาม เพื่อรอคนสนิทและเพื่อน ๆ ที่พอรู้จักมารดน้ำเป็ครั้งสุดท้าย
ในศาลาเต็มไปด้วยผู้คนใส่ชุดสีดำเพื่อมาร่วมงานศพของแม่ บางคนก็อยู่ในครัวเพื่อเตรียมอาหาร บางคนก็คอยช่วยดูแลความเรียบร้อย ศพของแม่ตั้งอยู่ที่วัดไม่ไกลจากบ้านเรามากนัก และตั้งสวดประมาณสี่วัน
หน้าตาของผมอิดโรย เพราะไม่ได้พักผ่อนั้แ่เมื่อคืน ขอบตาที่ดำคล้ำและดวงตาสีแดงก่ำทำให้ดูไม่ดีนัก ผมร้องไห้มาตลอดทั้งคืนรวมถึงตอนนี้ ผมร้องไห้จนไม่มีเสียงแล้ว แต่น้ำตายังคงไหลอย่างต่อเนื่องเหมือนมีคนมาเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้
แต่ก็ยังดีที่ผมไม่ได้อยู่คนเดียว พี่วายุและเพื่อน ๆ อยู่กับผมตลอดไม่ห่างไปไหน คอยกอดปลอบใจเวลาที่ผู้รู้สึกไม่ไหว ถ้าไม่มีพวกเขาอยู่ป่านนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมจะเป็ยังไง
พ่อผมและพ่อแม่ของพี่วายุไม่ได้มางาน เพราะติดภารกิจสำคัญผมเข้าใจพวกเขาดี และผมก็รู้ดีว่าพวกเขาก็เสียใจไม่น้อยไปกว่าผมโดยเฉพาะพ่อของผม
"หิวรึยัง กินอะไรมั้ย เดี๋ยวพี่ไปหามาให้"
คำพูดเป็ห่วงเป็ใยและปลอบประโลมผมของพี่วายุทำให้ผมรู้สึกดีเสมอ แต่อาจไม่ใช่กับสถานการณ์นี้
"ไม่ครับ ผมยังไม่หิว" ผมรู้ว่าพี่วายุเป็ห่วงผมมากแต่ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์จะทำอะไรเลย
"ยังไม่หิวก็ต้องกินบ้างนะรู้มั้ย เดี๋ยวไม่มีแรงถ้ารุศเป็อะไรไปอีกคน พี่จะทำยังไง" เขาพูดพร้อมเอามือลูบผมวรุศเบาๆ ด้วยความอ่อนโยน
พระสวดเสร็จ แขกที่มางานก็เริ่มทยอยกลับเกือบหมดแล้ว ทุก ๆ คนพูดให้กำลังใจและปลอบผมตลอด ผมยืนส่งแขกจนหมดแล้วก็ได้เวลานั่งพัก ผมนั่งมองรูปแม่ที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ โลง แม่ยิ้มสวยจัง รอยยิ้มของแม่มันทำให้ผมยิ้มตามได้เสมอ ผมเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ แต่ั์ตาผมกลับเศร้าอย่างบอกไม่ถูก
วันนี้เป็วันสุดท้ายที่ผมจะได้อยู่กับแม่ ทุกคนช่วยกันจัดงานอย่างดี ดอกไม้สีขาวแบบที่แม่ชอบถูกตกแต่งตามบันไดขึ้นเมรุ เสียงพระสวดส่งครั้งสุดท้าย ใบหน้าของแม่ยังคงงดงามเสมอสำหรับผม
ควันที่รอยขึ้นทางปล่องไฟและพัดหายไปตามสายลม ผมหวังว่าแม่จะได้เจอกับพ่อนะ แต่แค่ไม่ใช่แบบที่ยังมีลมหายใจ ผมหวังว่าซักวันผมคงจะได้เจอแม่บ้าง ถึงตอนนี้ผมจะสามารถไปเจอแม่ได้ก็เถอะ ผมกลัวใจตัวเองจะไม่ยอมปล่อยแม่ไป และผมก็อยากให้แม่จากไปแบบไม่ต้องห่วงอะไร ถึงผมจะเสียใจแต่ผมก็เริ่มทำใจได้บ้างแล้ว
งานศพของแม่เสร็จสิ้นผมกับพี่วายุก็กลับมาที่บ้านผมนั่งอดอะไรตายอยากอยู่พักใหญ่ จนมีข้าวไข่เจียวหอม ๆ มาวางอยู่ตรงหน้า ผมถึงสะดุ้งรู้สึกตัว สูดดมกลิ่นไข่เจียวทอดกรอบที่วางอยู่ตรงหน้า
"หื้มมม หอมจัง" สี่วันที่ผ่านมาผมกินข้าวนับครั้งได้ จนหลาย ๆ คนก็อดเป็ห่วงไม่ได้ว่าผมจะเป็ลมเป็แล้งก่อนงานแม่เสร็จรึป่าว
จมูกฟุ๊ดฟิ๊ด ๆ เหมือนกระต่ายน้อยของผมเรียกรอยยิ้มจากคนตรงหน้าได้เสมอ
"หอมก็กินให้หมด พี่ทำมาให้"
ถึงพี่วายุจะทำอาหารอย่างอื่นไม่เป็ แต่ไข่เจียวพี่วายุอร่อยมากกก เพราะผมสอนเองกับมือ
ผมเสียใจที่แม่ไม่อยู่ แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ผมตักไข่เจียวพร้อมข้าวเข้าปาก เคี้ยวแก้มตุ้ยจนทำให้พี่วายุหัวเราะออกมาได้
ผมได้ข่าวว่าตำรวจจับกุมคนร้ายได้แล้ว ผมกับพี่วายุเลยเดินทางไปสถานีตำรวจเพื่อดูหน้าคนร้าย เรามองดูคนร้ายผ่านกระจกสีดำภายในห้องหนึ่งและคนร้ายอยู่อีกห้อง ตำรวจกำลังสอบสวนคนร้ายอย่างเอาเป็เอาตาย แต่คนร้ายพูดแค่เพียง
'พวกเขาบังคับให้ผมทำ พวกเขาหน้ากลัวมาก พวกเขามีปีกด้วย ช่วยผมด้วย' หลังจากนั้นคนร้ายก็พูดแต่ประโยคพวกนี้ซ้ำ ๆ เหมือนคนสติฟั่นเฟือน
พวกผมเลยขอเข้าไปพูดคุยเอง ตอนแรกเขาก็ไม่ยอม แต่เราก็พูดจนตำรวจยอมให้เข้าไป
"คุณทำร้ายแม่ผมทำไม!" ผมพูดด้วยอารมณ์ที่โกรธจัด จนเกือบได้ทำร้ายชายคนนั้นเพราะเขาเอาแต่พูดประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมา แต่พี่วายุห้ามผมไว้ก่อน
"เดี๋ยวพี่จัดการเอง" นั้นคือคำพูดของพี่วายุก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นแล้วจับหัวชายคนนั้น พร้อมกับหลับตาลงซักพักทำให้ลายคนนั้นเหมือนสติจะกลับมา แต่เขากับนั่งนิ่งราวกับหุ่นยนต์สั่งการ
"ใครสั่งให้เ้าทำ" พี่วายุเริ่มซักถามทันทีที่ชายคนนั้นสงบสติลง
"ผมไม่รู้ว่าเขาเป็ใคร แต่พวกเขาตัวใหญ่กว่าผม พวกเขามีปีกขาว ตาของเขาเปลี่ยนสีได้ด้วย ผมกลัวมากพวกเขาจะทำร้ายผม เขาบอกถ้าผมไม่ทำตามเขาจะฆ่าผม เขาเหมือนมีเวทมนต์ พวกเขาดูหน้ากลัว ผมได้ยินคนที่ตัวเล็กกว่าเรียกผู้ชายอีกคนว่า ท่านอา และชายที่ตัวใหญ่กว่าก็เรียกคนตัวเล็กว่าวศิน!"
เมื่อจบคำพูดชายคนนั้นก็เริ่มสติฟั่นเฟือน พูดไม่รู้เื่ เขาเริ่มอาละวาดอีกครั้ง จนตำรวจต้องให้พวกผมออกไปก่อนและควบคุมชายคนนั้นเอาไว้
เอาละตอนนี้เราสองคนก็รู้แล้วว่าใครคือคนร้ายที่ทำกับแม่ผมแบบนี้!!
จากคำให้การของคนร้ายพวกเราเลยรู้ว่าใครคือคนอยู่เื้ั ตำรวจจับกุมชายคนนั้นและให้เขารับโทษต่อไปตามกฎหมายต่อไป
ผมและพี่วายุได้ปรึกษาเื่นี้กับทุกคน ทำให้ทุกคนอึ้งไปตาม ๆ กัน แต่พวกเราก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าพวกเขาสองคนอยู่ที่ไหน เมื่อมีเื่แบบนี้เกิดขึ้น พ่อของผมเลยเปิดเผยตัวตนของผมให้กับเหล่าเทวดาตนอื่นได้รับรู้ มีหลายกลุ่มไม่พอใจที่รู้ว่าผมเป็ลูกครึ่งมนุษย์ แต่บางกลุ่มก็เข้าใจและสนับสนุน อาจะเป็เพราะพวกเขาอาจจะมีความรักแบบพ่อของผมก็เป็ได้
หลายคนเริ่มคิดก่อฏ และหาวิธีที่จะติดต่อกับท่านอคิราห์และวศิน เพื่อให้พ่อผมโดนปลดจากตำแหน่งและให้วศินรับ่ต่อ แต่ในเมื่อแหวนแห่ง์อยู่ที่ผมจึงไม่มีใครกล้าคัดค้านมากนัก เพราะมันเป็การแสดงว่าผมคือผู้ที่ถูกเลือกให้เป็ผู้ขึ้นคลองบัลลังก์เป็คนต่อไป ถึงผมจะไม่ค่อยชอบใจนักเพราะผมไม่ได้อยากอยู่บนนี้ แต่ถ้าผมไม่รับ่ต่อ คนที่รับจะเป็วศินซึ่งมันคงไม่ดีแน่ ๆ
ผมเลยตกลงจะรับ่ต่อบัลลังก์ ก็ต่อเมื่อทุกอย่างสงบสุขมากกว่านี้ และกฏต่าง ๆ ที่เปลี่ยนไป พ่อผมเริ่มเปลี่ยนกฏเหล็กของ์ไปบ้างแล้ว อย่างแรกคือ สามารถรักกับมนุษย์ได้แต่ต้องทิ้งตัวตนของตนเอง ห้ามกลับขึ้นมาอยู่ที่์อีกให้ใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์
ผมเรียนรู้งานที่ต้องทำมากขึ้นเพื่อรับ่ต่อจากพ่อ และผมก็ไม่ได้จะอยู่ที่นี่ตลอดไปผมพูดคุยกับพ่อเรียบร้อยแล้ว ผมคงไม่อาจทิ้งชีวิตที่เป็มนุษย์ของผมได้ พ่อผมก็เข้าใจดี
.
.
.
ตอนนี้ผมจะอยู่ที่เมืองมนุษย์ซะส่วนใหญ่เพื่อตามหาคนร้ายตัวจริงต่อไป
"เราจะเอายังไงกันดี" ผมถามพี่วายุที่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดเพื่อคิดอะไรบางอย่าง
"เราต้องมีเหนื่อยล่อ"
"เหยื่อล่อ แล้วใครละจะเป็เหยื่อล่อ" ผมถามกลับด้วยความงุนงง ผมคิดในใจอยู่ซักพักใหญ่จนสังเกตุเห็นว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมาที่ผมอย่างไม่ลดละ จนทำให้ผมสะดุ้งพร้อมกับเอานิ้วชี้เข้าหาตัวเอง อย่าบอกนะว่าเป็ผม พี่วายุไม่ตอบอะไรแต่พนักหน้าแทนคำตอบ
.
.
.
ตอนนี้มืดมากแล้ว ผมเดินออกไปซื้อของที่หน้าปากซอยเสร็จแล้วก็กลับบ้าน ถนนที่ผมเดินกลับก็ค่อนข้างเปลี่ยวเป็ซอยเดียวกับที่ผมเดินกลับตอนงานวันเกิดแล้วเกิดเื่ขึ้น
"ไง ไม่เจอกันนานเลยนะพี่ชาย" น้ำเสียงที่หน้าขนลุกแต่ก็คุ้นเคยในเวลาเดียวกัน
"วศิน!"
"ยังจำผมได้อีกหรอก คิดว่าจะลืมน้องชายคนนี้ไปแล้วซะอีก ได้ข่าวว่าไปเปิดตัวมาแล้วนิ คงอยากขึ้นครองบัลลังก์เต็มที่แล้วสิ หึหึ!!" เสียงนั้นพูดอย่างเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยแรงอาฆาต
"ทำร้ายแม่พี่ทำไม" ผมถามกลับด้วยน้ำเสียงที่โกรธเคียง
วศินไม่ตอบคำถามใด ๆ แต่กลับหัวเราะร้ายออกมาแทน
"เรารีบมาจบเื่กันดีกว่า!" ผมพูดยั่วยวนท้าทาย จนทำให้เขาโกรธ หลังจากนั้นเขาก็สั่งองครักษ์ที่หลบซ่อนตัวอยู่ให้ออกมา เราเริ่มต่อกันอีกครั้งแต่ครั้งนี้ผมไม่ได้สู้ตัวคนเดียว พี่วายุที่ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ได้ออกมาสู่พร้อมกับผม
เสียงเหล็กกล้าของชุดเกราะกระทบกันไปมา พร้อมกับเสียงหอกเหล็กที่ดังขึ้นไม่หยุด แต่พวกเราก็สามารถจัดการกับเหล่าองครักษ์ได้อย่างง่ายได้
ไม่นานคนที่เรา้าพบก็เปิดเผยตัวออกมาจนได้
"หึหึ! สู้เก่งเหมือนกันนิ"
"ท่านอา ช่วย...ผมด้วย" เสียงตะกุกตะกักของวศินที่ตอนนี้โดนวายุได้ล็อคคอเขาไว้ไม่ให้หลบหนี
แต่คำพูดของอคิราห์ทำให้วศินต้องอึ้งถึงกับไปไม่เป็ เพราะเห็นท่าทีที่จะแพ้พวกเราเลยตัดหางปล่อยวัด เขาบินหนีไปโดยไม่หันกลับมามองวศินที่ตอนนี้เริ่มร้องไห้เพราะโดนคนที่เคารพรักหักรักเป็ครั้งที่สอง
เรานำตัววศินขึ้นไปกักขังอยู่ที่คุกแห่ง์ และเริ่มตามล่าหาตัวอคิราห์อีกครั้ง แต่เหมือนครั้งนี้เขาจะหลบซ่อนอยู่บน์ เพราะยังมีคนที่คิดจะก่อฏให้ความร่วมมือและความช่วยเหลือเขาอยู่ อีกไม่นานเขาจะออกมาหาเราเองท่านพ่อบอกผม เพราะอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันขึ้นครองบัลลังก์ของผมแล้ว!
#ความรักจาก์