ตอนที่ 10 ชี้แนะ (2)
มู่ชิวลุกขึ้นตามแรงของซ่งจื่อเฉิน พอลงจากรถม้าก็ถูกอากาศหนาวแห้งในยามราตรีทำให้ไอไม่หยุด เล่นเอาซ่งจื่อเฉินใรีบเข้าไปประคอง “มู่ชิว เป็อะไรไป ไม่สบายตรงไหน”
“ไม่เป็ไร...”
มู่ชิวลูบหน้าอก ยิ้มพลางส่ายหน้า ถูกซ่งจื่อเฉินรีบพาเข้ากระโจม เห็นสายตาของซ่งจื่อเฉินที่กังวลจนใจแทบไม่เป็สุข แววตาของมู่ชิวก็เจือไปด้วยรอยยิ้มที่แสนอ่อนโยน ดึงแขนเสื้อของซ่งจื่อเฉินพลางพูด “ท่านอ๋องอย่าได้กังวลจนเกินไป เดิมที่กระหม่อมอยากติดตามมาด้วยก็เพราะคิดว่าเผื่อจะช่วยเหลืออะไรท่านอ๋องได้บ้าง หากกลับกลายเป็ว่าต้องทำให้ท่านอ๋องเอาแต่ห่วงกังวล มิสู้กลับเมืองหลวงไปเสียเดี๋ยวนี้”
“มู่ชิว...”
ซ่งจื่อเฉินคว้าข้อมือของมู่ชิวโดยไม่รู้ตัว ผ่านไปสักพักถึงยิ้มอย่างขมขื่นพลางส่ายหน้า ถอนหายใจอย่างจนปัญญา “ก็ได้ๆ ข้าจะไม่กังวลจนเกินไปแล้วกัน...เ้าก็ทำข้าใให้น้อยๆ หน่อย ตอนนี้ไม่แน่เขาอาจกำลังโมโหมากที่จวนอ๋องว่างเปล่าก็เป็ได้ เ้ากลับไปคนเดียว ข้าไม่เครียดหนักยิ่งกว่าเดิมรึ”
“ก็ไม่แน่นะพ่ะย่ะค่ะ ก็ไม่แน่ว่าเขาจะยอมอยู่ในเมืองหลวงเฉยๆ บนเส้นทางนี้อาจเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ได้ ท่านอ๋องโปรดระวังตัวไว้ให้ดี”
มู่ชิววางมือตนบนมือของซ่งจื่อเฉินแล้วตบปลอบเบาๆ พลางกำชับ ซ่งจื่อเฉินมองสีหน้าจริงจังของเขา เก็บรอยยิ้มในดวงตาแล้วพยักหน้าเคร่งขรึม “ข้าจะระมัดระวังให้มาก เ้าก็ระวังตัวด้วย”
เดิมทีเขาคิดว่ามีรถม้าจะช่วยให้มู่ชิวได้พักผ่อนมากขึ้นหน่อย แต่พอได้ยินมู่ชิวพูดเช่นนี้ในใจกลับอดเป็ห่วงไม่ได้ อย่างไรเสียในการเดินทัพ เป้าหมายที่ถูกโจมตีได้ง่ายที่สุดก็คือรถม้าขนของ หากระหว่างทางมีเหตุอะไรเกิดขึ้น ด้วยสภาพร่างกายของมู่ชิวใช่ว่าจะหนีไปได้อย่างปลอดภัย “มู่ชิว ไว้อีกสองวันร่างกายเ้าดีขึ้นบ้างแล้วพวกเราไปด้วยกันเถอะ ก่อนหน้านี้ข้าให้คนเตรียมชุดเกราะไว้ให้เ้าแล้ว การเคลื่อนทัพในตอนนี้ก็ยังไม่ถือว่าเร็วมากนัก พวกเราเดินทางกันช้าหน่อย ร่างกายของเ้าน่าจะรับไหว”
“แล้วแต่ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
มู่ชิวพยักหน้าพร้อมขานรับ ไม่ถามถึงจุดประสงค์ที่ซ่งจื่อเฉินเปลี่ยนความคิดอย่างกะทันหันเขาก็ตอบรับอย่างว่าง่าย ซ่งจื่อเฉินมองเขาอยู่สักพัก ทันใดนั้นก็อดถามไม่ได้ “มู่ชิว ไม่ว่า...ข้าให้เ้าทำอะไร เ้าก็จะตอบตกลงโดยไม่กระทั่งต้องคิดอย่างนั้นหรือ”
“ส่วนใหญ่จะเป็เช่นนั้น...แต่หากท่านอ๋อง้าให้กระหม่อมต่อยท่านอ๋องหรืออะไรทำนองนั้น เกรงว่ามู่ชิวคงมิอาจทำตามคำสั่งได้”
เห็นเขาจ้องมาอย่างจริงจัง ดวงตาของมู่ชิวก็เจือไปด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน อมยิ้มพลางพูด ซ่งจื่อเฉินตกตะลึงกับคำพูดของมู่ชิวไปชั่วขณะ จากนั้นก็หลุดหัวเราะพลางส่ายหน้าอย่างอดไม่ได้ จิ้มบ่าของคนตรงหน้าที่ดูเหมือนอ่อนโยนทว่าวาจาเ้าเล่ห์ไม่เบาสองที “ใครหลงเชื่อที่เ้าท่าทางเหมือนคนไม่มีพิษมีภัยล่ะก็ เตรียมตัวสังเวชตัวเองได้เลย...”
มู่ชิวก็อดหัวเราะไม่ได้ ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากพูดก็มีเสียงทหารเรียกด้านนอกกระโจม “ท่านแม่ทัพอาหารมาส่งแล้ว ้าเสวยตอนนี้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“เอาเข้ามาสิ ยกอ่างไฟมาเพิ่มให้อีกสองอ่างด้วย”
ซ่งจื่อเฉินทำท่าทางบอกให้มู่ชิวนั่งลงที่โต๊ะก่อนออกไปสั่งการ ไม่นานทหารก็นำอาหารเย็นมาส่ง อาหารในค่ายย่อมไม่มีทางพิถีพิถันเหมือนอย่างในจวน มีเพียงผักแห้งเนื้อแห้ง น้ำแกงใส่เนื้อสัตว์หนึ่งโถ แป้งทอดไม่กี่แผ่น ถือว่าเป็ของดีในยามที่เสบียงมีอย่างพอเพียงแล้ว
มู่ชิวอยู่ในจวนกินอยู่อย่างเรียบง่ายมาตลอด ตอนถูกลดตำแหน่งไปเป็องครักษ์ขั้นสามก่อนหน้านี้ก็แค่กินประทังให้ท้องอิ่ม ไม่เคยเลือกกินมาแต่ไหนแต่ไร เขาเช็ดมือให้สะอาดแล้วไปนั่งที่โต๊ะ กินแป้งทอดที่ทั้งแห้งและแข็งในมือกับน้ำแกงเนื้อ ทว่าก็ยังคงสุขุมสง่างามเช่นเคย คล้ายกับกำลังกินอาหารเลิศรสมิปาน ซ่งจื่อเฉินมองเขาอยู่สักพัก ความสับสนวาบผ่านั์ตา เช็ดมือแล้วนั่งลง “่สองวันนี้ผู้ตรวจการอยู่ในค่าย มีคนจับตาดูมาก กินของพวกนี้ไปก่อน ไว้เดินทางไปไกลกว่านี้ค่อยบอกพวกเขาทำของบำรุงให้เ้ากิน”
“ท่านอ๋อง ยามนี้ทำเช่นนี้ก็ไม่เป็ไปตามกฎแล้ว อย่าทำเื่ที่เกินขอบเขตเพื่อกระหม่อมอีกเลย”
มู่ชิวตอบ ตักน้ำแกงไปวางตรงหน้าซ่งจื่อเฉิน มองเขาที่ยังคงแสดงท่าทีไม่ยินยอม อดยิ้มออกมาไม่ได้ “ท่านอ๋องเป็ห่วง มู่ชิวซาบซึ้งยิ่งนัก...ส่วนเื่ที่เกินความสามารถพวกนั้น มิสู้ปล่อยเลยตามเลย ท่านอ๋องได้ตรัสแล้ว กระหม่อมก็รับน้ำใจแล้ว แค่นี้ก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่
https://www.readawrite.com/a/40f1bbb939678e71fdd998da46f94f52