ท่ามกลางตึกระฟ้าของมหานครเซี่ยงไฮ้ยามค่ำคืนในย่านผู่ตง รายล้อมไปด้วยตึกสูงตระหง่านรูปทรงทันสมัยที่แข่งกันอวดโฉมความอลังการเรียงรายตลอดแนวมองเห็นหอไข่มุกซึ่งเปรียบเสมือนแลนมาร์คของนครที่ไม่เคยหลับใหลตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ริมแม่น้ำหวงผู่สายน้ำสำคัญที่ทอดยาวสุดสายตา บรรดาตึกสูงส่องแสงสว่างสไสวเปล่งประกายกระทบผืนน้ำเป็นแสงระยิบระยับ ยิ่งตอกย้ำความเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ2 ของโลก
-------------------------------
ภายในภัตตาคารหรู ณ ชั้น 42 ปรากฏร่างของชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งอายุ 30 ต้นๆ ผมสั้นสีดำขลับของเขาถูกหวีเสยขึ้นอย่างลวกๆเผยให้เห็นโครงหน้ารูปไข่ สอดรับกับดวงตาเรียวยาว จมูกโด่งเป็นสันตามแบบฉบับคนเอเชียเชื้อสายจีนนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนแฝงไปด้วยความมุ่งมั่นที่ทำให้บางคราหน้าหล่อของเขาแฝงไปด้วยความเย็นชา..
“เฟยหลง” ลูกชายคนโตของตระกูลเฉียว เขาเป็นลูกครึ่งไทย-จีน ที่แม่แต่งงานกับนักธุรกิจชาวเซี่ยงไฮ้เพียงแค่เอ่ยถึงชื่อตระกูลเขา ไม่ว่าใครในมหานครนี้ต้องรู้จักเป็นอย่างดี‘ตระกูลเฉียว’ เป็นตระกูลเก่าแก่ที่ติดอันดับมหาเศรษฐีเป็นลำดับต้นๆของเซี่ยงไฮ้ประกอบธุรกิจหลากหลาย โดยเฉพาะเป็นผู้นำด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของประเทศ
ชายหนุ่มสาวเท้าเรียวยาวด้วยความสูง 180 กว่า ตรงดิ่งเข้ามาที่ห้องอาหารหรู ร่างสูงดูเด่นเป็นสง่าด้วยสูทสีเทาเข้มราคาแพงพร้อมเสื้อเชิ้ตด้านในสีขาวที่ปลดกระดุมลงมาถึงกลางอก เผยให้เห็นแผงอกกำยำ และลำคอหนาใหญ่ทุกย่างก้าวของเฟยหลง สะกดสายตาของสาวๆ ในห้องอาหารให้จ้องมองเขาอย่างหลงไหล
“ขอโทษครับ ที่ผมขึ้นมาช้า”
เฟยหลง ขยับริมฝีปากบางเฉียบ เปล่งเสียงทุ้มต่ำของเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบพลางโน้มตัวอย่างนอบน้อมก่อนจะหย่อนร่างสูงใหญ่ลงบนเก้าอี้หรูในห้อง Private คืนนี้เขามีนัดทานข้าวกับพ่อและแม่ของเขา
“ไม่เป็นไรลูกนั่งก่อนเถอะจ้ะ” แม่เขาตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนตักอาหารใส่จานเขาด้วยความรัก
“เฟยหลงที่อั้วเรียกลื้อมาวันนี้เพราะอั้วกำหนดวันแต่งงานของลื้อและหนูลี่ถิงคู่หมั้นจากตระกูลหวัง เอาไว้ให้แล้วลื้อรู้ไหมว่าถ้าเป็นทองแผ่นเดียวกับตระกูลหวังจะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจอสังหาของเรานั้นใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้”
นักธุรกิจหนุ่มใหญ่ยิงคำถามรัวใส่เขาตั้งแต่เจอหน้าสิ้นเสียงของผู้เป็นพ่อ เฟยหลงนิ่งเงียบ เขากำมือแน่น พลางวางมีดลงบนจานใหญ่อย่างข่มอารมณ์ถึงแม้ว่าอาหารเลิศรสบนโต๊ะจะถูกรังสรรค์โดยเชฟมิชลิน 4 ดาว แต่มันไม่ช่วยให้เขาอยากอาหารขึ้นมาเลย
“ผม… ผมขอเวลาอีกหน่อย” เขาพูดโดยไม่สบตาพลางเบือนหน้าหน้าหนีจากความอึดอัด แสร้งมองออกไปนอกกระจกริมหน้าต่างเขารู้ดีว่าตระกูลของเขาจัดหาหญิงสาวที่เหมาะสม เพียบพร้อมกับเขาเอาไว้ให้ซึ่งการแต่งงานครั้งนี้เป็นการแต่งงานเพื่อธุรกิจล้วนๆ ปราศจากความรักโดยสิ้นเชิง
“ลื้อจะบ่ายเบี่ยงไปถึงไหนกัน! ” พ่อเขาทุบโต๊ะเสียงดังด้วยความฉุนเฉียวผู้เป็นแม่รีบห้ามอย่างใจเย็น ลูกชายคนโตของเขาเก่งรอบด้านในเรื่องของธุรกิจเว้นเสียแต่เรื่องแต่งงาน ที่ทำให้พ่อเขาหนักใจตลอด
“ผมขอปิดดีลธุรกิจที่ประเทศไทยก่อนครับเหลือแค่ Raise Fund รอบสุดท้ายถ้าเราเกลี่ยกล่อมพาร์ทเนอร์ให้ร่วมลงทุนกับเราได้ มูลค่าบริษัทเราคงพุ่งสูงติด Top10 ระดับโลกได้ไม่ยาก”
เฟยหลงเกลี้ยกล่อมผู้เป็นพ่อเขาอย่างใจเย็นนัยน์ตาสีอ่อนฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างจริงจัง เขาหมุนแก้วไวน์อย่างเหม่อลอยพลางยกไวน์ราคาแพงขึ้นจิบอย่างนุ่มนวล หนุ่มใหญ่วันหกสิบปลายถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายด้วยความที่ลูกชายคนโตของเขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงสูงที่สร้างชื่อเสียงให้ธุรกิจเขามากมายเขาทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการปลุกปั้นบริษัท หรือเพียงเพราะเขาไม่อยากแต่งงานกับหญิงสาวที่ผู้ใหญ่จัดหาให้กันแน่นั้นยังคงสร้างคำถามให้ครอบครัวตระกูลเฉียวเรื่อยมา…
------------------------------------------
กรุงเทพมหานครฯ
ณ บริษัทเทคคอมพานีชื่อดังย่านสาธร
“ริสา Speaker จากสิงค์โปรพร้อมหรือยัง!! แล้วทางนักพัฒนาฝั่งอเมริกาเตรียมพรีเซนต์เรียบร้อยแล้วไหม!?”
“ค่าาาพร้อมแล้วววววค่า อีก 10 นาทีเริ่มงานสัมมนาได้เลยค่ะ”
หญิงสาวร่างบางวิ่งกระหืดกระหอบบนส้นสูง3 นิ้ว พลางวางแฟ้มหนากองโตลงบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ “ริสา” สาวน้อยอายุ 20 ปลายๆเธอจบโทด้านการเงินจาก University ชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา หน้าตาสะสวยดวงตากลมโตรับกับจมูกรั้นๆ และริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อ ผมสีน้ำตาลอ่อนยาวสลวยเป็นลอนของเธอถูกรวบเป็นหางม้าอย่างลวกๆร่างบางยิ่งดูผอมเพรียวในชุดเดรสสั้นรัดรูปสีดำเปิดไหล่ เผยให้เห็นผิวขาวเนียนละเอียดของสาวรุ่นรับกับสะโพกผาย และเอวคอดกิ่วเป็นอย่างดี
วันนี้เป็นวันที่บริษัทของเธอจัดงานสัมมนาที่เชิญวิทยากรแถวหน้าระดับโลกผู้คร่ำหวอดในแวดวงการเงินแห่งโลกอนาคตมาร่วมแชร์ความรู้และประสบการณ์ ‘ริสา’ เป็นหญิงสาวที่หลงใหลในนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆด้วยดีกรีผลการเรียนระดับท็อปทำให้เธอสามารถฟันฝ่าคู่แข่งหลายคนที่อยากเข้ามาทำงานที่บริษัทชั้นนำแห่งนี้ได้ง่ายๆ
ริสายืนฟังงานสัมมนาอย่างตั้งใจ ดวงตาเธอเป็นประกายในความใฝ่รู้ เธอเป็นสาวยุคใหม่ที่มั่นใจในตัวเองแต่ก็แฝงไปด้วยความไร้เดียงสาที่น่าเอ็นดู ทำให้เพื่อนร่วมงานผู้ชายรวมถึงนักพัฒนาในบริษัทต่างหมายปองเธออย่างมากมายแต่ก็ไม่มีชายคนไหนที่สามารถคว้าใจเธอไปครองได้…
-----------------------------------
“โอ๊ยยยย เหนื่อยจังเลย จบงานสักที”
พี่ปลา เพื่อนร่วมงานเลขาสาวที่เป็นเหมือนเพื่อนสนิทในออฟฟิสหันมาบ่นกับริสาอย่างเหนื่อยล้าพลางทิ้งตัวลงโซฟากลางห้องประชุมใหญ่
“เออนี่วันนี้วันศุกร์เราไปฉลองปิดงานกันหน่อยไหมแก เดี๋ยวชวนคนอื่นๆ ไปด้วย อิอิ”
รุ่นพี่สาวพูดจบพลางรีบหันมายิ้มกรุ้มกริ่มเธอเกาะแขนริสาด้วยความออดอ้อนแกมบังคับ ปกติแล้วเธอชอบชวนริสาไปดริ๊งกับเธอบ่อยๆเม้าท์มอยตามประสาเพื่อนสาว
“เอาสิริสาก็อยากไปนั่งชิล ฟังเพลงแก้เหนื่อยเหมือนกัน ไปร้านเดิมเนอะ”
เธอตอบเพื่อนสาวโดยไม่สบตาพลางนั่งไขว้ห่างด้วยความเหนื่อยอ่อนทำให้กระโปรงสั้นคืบเดียวของเธอร่นขึ้นมาเห็นต้นขาขาวเนียนอย่างชัดเจนเธอไถนิ้วเรียวยาวเช็คหน้าฟีดเฟสบุ๊คเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งสะดุดกับโพสของผู้ชายคนนึง
‘Welcome backto Thailand’
หน้าจอไอโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดของเธอปรากฏภาพของชายหนุ่มใส่แว่นตากันแดดอันโตสีดำคิ้วเข้ม หน้าเรียวหวาน พร้อมรอยยิ้มที่คุ้นเคย กำลังถ่ายรูปเซลฟี่ตัวเองกับสนามบินสุวรรณภูมิ
‘เอ้ะสกายนี่นา เขากลับมาจากเรียนต่อต่างประเทศแล้วหรอ’
ริสาจ้องหน้าโพสของเขาด้วยความครุ่นคิดหน้าสวยของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างดื้อๆ “กาย” เป็นเพื่อนเก่าสมัยมัธยมเขาเป็นหนุ่มนักกีฬาสุดฮ็อตประจำโรงเรียน รูปร่างสูงโปร่งคิ้วเข้ม หน้าหวานเหมือนผู้หญิง สมัย ม.ปลาย สาวๆ หลงรักเขาแทบจะทุกระดับด้วยอารมณ์ขันและคารมที่เป็นเสน่ห์แบบเฉพาะตัวของเขา ทำให้ริสาเอง ก็เผลอแอบมีใจชอบเขาไปด้วยอีกคน…
“ริสาริสา !! ไปได้แล้ว นั่งใจลอยอะไรอยู่จ๊ะ ทุกคนพร้อมแล้วนะ”
เสียงของพี่ปลาดังพอทำให้เธอตื่นจากภวังค์ เธอรีบยัดโทรศัพท์ลงในกระเป๋าแบรนด์หรูพลางดันร่างน้อยลุกจากโซฟา จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เตรียมพร้อมมุ่งหน้าตรงไปที่บาร์อันคุ้นเคย
----------------------
ท่ามกลางผู้คนมากมายในคืนวันศุกร์วันสุดท้ายของการทำงาน บาร์หรูชื่อดังบน Rooftop ใจกลางสุขุมวิทคราคร่ำไปด้วยหนุ่มสาวหน้าตาดีที่มาปลดปล่อย คลายอารมณ์จากความเหนื่อยล้ามาทั้งอาทิตย์บาร์แห่งนี้เป็นที่ประจำของ ริสา และชาวแก๊งค์ที่ชอบมานั่งชิลส่องหนุ่มๆ และเมาท์มอยกับเพื่อนสาว
บรรยากาศในคืนนี้แลดูครื้นเครงเป็นพิเศษเพื่อนร่วมโต๊ะของเธอนั่งคุยกันอย่างออกรส บนโต๊ะหินอ่อนเต็มไปด้วยไวน์หรูและแชมเปญมีระดับ เสริฟพร้อม Cold Cut Platter จานใหญ่ เธอสั่งMocktail แก้วโปรด นั่งหย่อนใจลงบนโซฟาตัวโตปล่อยอารมณ์ไปกับเสียงเพลง R&B พลางปรายตาออกไปด้านนอกมองแสงสว่างสไวในยามค่ำคืนจากยอดตึกสูงใจกลางกรุงเทพฯ
“ริสาขอตัวไปห้องน้ำแป๊ปนึงนะ”
“เครๆจ้า รีบไปรีบมานะ ผู้ชายโต๊ะนั้นหล่อเชียวแก”
พี่ปลาตอบเธออย่างส่งๆพลางส่งสายตาหวานเยิ้มจ้องมองหนุ่มหล่อโต๊ะข้างๆ
ริสา ไม่สนใจพวกผู้ชายที่เจอตามบาร์มากนักเธอก้าวขาเรียวยาวเดินตรงไปที่ห้องน้ำผมยาวเป็นลอนสีน้ำตาลอ่อนถูกปล่อยยาวสลวยลงมาถึงกลางหลัง เนินอกอวบอิ่ม และร่างบางสมส่วนของเธอสะกดสายตาของหนุ่มๆในบาร์ได้เป็นอย่างดี แต่ทันใดนั้นวงแขนน้อยของสาวสวยถูกมือใหญ่คว้าเอาไว้อย่างรวดเร็วพร้อมเสียงที่คุ้นเคย…
“ริสาริสาใช่ไหม ไม่ได้เจอกันตั้งนานจำเราได้ไหม ?”
หญิงสาวหยุดชะงักเล็กน้อยร่างบางถูกดึงไปแนบชิดกับหนุ่มหล่อแปลกหน้า ดวงตากลมโตกระพริบถี่ๆ จ้องมองชายหนุ่มร่างโปร่งตรงหน้า‘กาย’ นั่นเอง เขาอยู่ในชุดสบายๆเสื้อเชิ้ตสีดำเข้มถูกพับขึ้นมาครึ่งแขนอย่างลวกๆ ผมสั้นสีน้ำตาลอ่อนถูกเซ็ตเป็นทรงกลิ่นบุหรี่จางๆ เคล้ากลิ่นน้ำหอมคู่ใจของเขา ทำให้ริสาเผลอใจเต้นแรงไปชั่วขณะ
“อะ...อ้าว...กายหรอ?”
เธอขยับตัวออกมาเล็กน้อยพลางเสยผมยาวแก้เขิน ริสาไม่ได้เจอกายมานานหลายปี แต่เขายังดูดีเหมือนเคย เธอแอบชำเลืองมองใบหน้าหวานของชายหนุ่มเขาส่งยิ้มหวานให้ริสาอย่างคุ้นเคย พลางชวนเธอคุยอย่างสนิทสนมที่ริมระเบียงกระจกใส
“ใช่จริงๆด้วย เป็นไงบ้างริสา มาเที่ยวที่นี่หรอ เราพึ่งกลับมาจากเมืองนอก มาชิลกับเพื่อนเหมือนกัน”
“สบายดีนะ? ยังสวยเหมือนเดิมเลย”
กาย หยอดคำหวานพร้อมจ้องมองตรงเข้ามาที่ดวงตากลมโตพลางหันไปคีบบุหรี่ขึ้นมาสูบอย่างผ่อนคลาย หน้าหล่อของเขาดูดีแทบจะในทุกมุมจมูกโด่งเป็นสัน รับกับลักยิ้มจางๆ รอยยิ้มหวานของเขาสะกดใจของสาวๆมากมายตั้งแต่สมัยเรียน แต่เขาเป็นเพลย์บอยหนุ่มที่ไม่เคยคบใครจริงจังแทบจะไม่มีสาวคนไหนได้เป็นแฟนตัวจริงของเขาสักที
“เออนี่เราขอยืมโทรศัพท์ริสาแปปนึงได้ไหม”
เขาโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูของเธอแข่งกับเสียงเพลงลมหายใจอุ่นของเขารดต้นคอขาวของเธอ เขาไม่รอฟังคำตอบ ใช้มือใหญ่หยิบโทรศัพท์จากมือน้อยไปดื้อๆพลางกดมือถือเธออย่างถือวิสาสะ ริสายืนตัวแข็งทื่อ ไม่รู้ว่าอากาศริมระเบียงบน Rooftop ชั้น 22 เย็นเกินไปจนทำให้เธอพูดไม่ออกหรือเป็นเพราะชายหนุ่มที่ทำให้ใจเธอเต้นรัวที่อยู่ตรงหน้าเธอกันแน่
“อ่ะนี่เบอร์เรา เราเมมไว้เรียบร้อย”
“แหมแกล้งเล่นนิดหน่อยทำไมต้องยืนตัวแข็งเชียว 55”
หนุ่มหล่อยื่นโทรศัพท์ใส่มือน้อยของเธอเขาหัวเราะร่วนกับท่าทีของริสา พลางลูบผมเธออย่างเอ็นดู
“จะ..จ้ะ”
ริสาตัวร้อนผ่าว พวงแก้มของเธอแดงระเรื่อ เธอพยายามตั้งสติพลางส่งยิ้มหวานตอบกลับชายหนุ่มอย่างเก้ๆกังๆ โชคดีที่แสงไฟสลัวด้านนอกช่วยปิดบังความเขินอายบนหน้าสวยของหญิงสาวไว้ได้อย่างดีริสารีบชิงขอตัวเดินกลับโต๊ะก่อนที่เขาจะสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของเธอ ....
“แหมริสาไปซะนานเชียว เจอหนุ่มมาจีบหรอจ๊ะ ใครน่ะ ชั้นแอบมองอยู่นะ หล่อเชียว”
พี่ปลาถามเธออย่างหยอกล้อแววตาเปี่ยมล้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น พลางหันไปรินไวน์หรูลงบนแก้วใสทรงสูงตรงหน้าเธอ
ริสายกแก้วไวน์ใสขึ้นจรดปาก พลางชำเลืองมองเพื่อนเก่าหนุ่มหล่อที่อยู่โต๊ะฝั่งตรงข้าม เป็นจังหวะเดียวกันกับเขาที่หันมาสบตาเธอพอดีก่อนเอ่ยปากตอบเพื่อนสาวไปอย่างครุ่นคิด
“แค่คนรู้จักน่ะ”
----------------------------------------------------