วันรุ่งขึ้นบรรยากาศในวังองค์ชายมองดูเงียบสงบดังเช่นทุกๆ วัน ทว่าแท้จริงแล้วกำลังมีความเคลื่อนไหวขนานใหญ่บ่าวไพร่จำนวนมากถูกจัดการอย่างลับๆ ตามคำสั่งของอิ้นถังและทุกคนที่ถูกลงโทษนั้นล้วนมีความเชื่อมโยงกับเหล่าสนมในตำหนักในของเขาทั้งสิ้น
บ่าวไพร่ที่ถูกจัดการในครั้งนี้มีคนของจ้าวเจียซื่อ สตรีที่เพิ่งย่างเท้าเข้าตำหนักในได้ไม่นานรวมอยู่ด้วยคนที่เกี่ยวข้องกับนางนั้นรวมไปถึงบ่าวที่ทำหน้าที่ดูแลจัดการอาหารในห้องครัวของวังองค์ชายเื่นี้ชวนให้ผู้คนตื่นตระหนกยิ่งนัก
อิ้นถังลงมืออย่างรวดเร็ว ก่อนที่ต่งเอ้อซื่อ และคนอื่นๆ จะทันตอบสนอง เส้นสายลับๆของแต่ละคนที่ซ่อนอยู่ในมือถูกถอนรากถอนโคนลงอย่างสิ้นเชิงการเคลื่อนไหวนี้ทำให้ต่งเอ้อซื่อและคนอื่นๆที่คราแรกลดความระมัดระวังตัวลงกลับตื่นตัวขึ้นอีกครั้งและมองหว่านซีด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
กลับกลายเป็ว่าไม่ใช่อิ้นถังไม่ใส่ใจ เขาแค่ขุดหลุมดักพวกนางอยู่แล้วต่างหาก!
สตรีในตำหนักในสามารถต่อสู้กันเองได้ แต่ไม่มีใครกล้าต่อกรกับอิ้นถังทุกคนรู้ว่าความขัดแย้งในตำหนักในไม่ใช่สิ่งที่จะเลี่ยงได้จะชนะหรือพ่ายแพ้ย่อมขึ้นอยู่กับวิธีการของแต่ละคนแต่ถ้าอิ้นถังยื่นมือเข้ามาแทรกแซงเมื่อใด พวกนางก็จำต้องล่าถอยให้ทัน ไม่เช่นนั้นก็จะต้องเผชิญกับผลที่ตามมาอย่างการถูกตัดมือเท้าออกไปเสียหูตาของพวกเขาก็จะถูกทำลายย่อยยับลงไปด้วยดังเช่นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้เอง
ไม่มีสิ่งใดน่ากลัวไปกว่าการไร้ความสามารถในการป้องกันตัวเองเมื่อเผชิญเข้ากับการแสดงอำนาจอันแข็งแกร่งของอิ้นถังแม้แต่ต่งเอ้อซื่อยังจำต้องละวางเื่นี้ไว้ชั่วคราว
“รังแกกันเกินไปแล้ว!” ต่งเอ้อซื่อทุบถ้วยชาในมือจนแตกกระจาย ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธแค้นมือสั่นระริกด้วยโทสะจนแทบควบคุมไม่อยู่
"องค์ชายทำเช่นนี้ เท่ากับว่าตบหน้าข้าตบหน้าทุกคนเพื่อแก้แค้นให้กับหวันเหยียนซื่ออย่างนั้นหรือ เขาคิดว่าหวันเหยียนซื่อยังเป็ที่โปรดปรานไม่พอหรือ้าให้พวกเราร่วมกันยกย่องนางไว้เหนือหัวจึงจะพอใจ!”ยิ่งคิดถึงเื่นี้มากเท่าใดต่งเอ้อซื่อก็ยิ่งทั้งโกรธทั้งไม่พอใจมากขึ้นเท่านั้นร่างทั้งร่างเริ่มสั่นเทิ้มเพราะความโกรธเกลียดที่สุมอยู่เต็มหัวใจ
อิ่นหมัวมัวที่อยู่ด้านข้างมองไปที่ต่งเอ้อซื่อที่กำลังตัวสั่นด้วยความโกรธและเป็ครั้งแรกที่นางเลือกไม่เอ่ยสิ่งใด
องค์ชายลงมือในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อคนที่นางวางเอาไว้เท่านั้นแต่สิ่งที่ทำให้หนักใจไม่แพ้กันก็คือเครือข่ายและคนของจ้าวเจียซื่อนั้นไม่น้อยหน้าพวกนางเลยทั้งที่นางเป็เพียงผู้มาใหม่แท้ๆ
อีกอย่าง อิ่นหมัวมัวไม่เชื่อว่าการที่องค์ชายไม่ได้หักหน้าต่งเอ้อซื่อเป็เพียงเพราะ้าถนอมเกียรติของพระชายาแต่เป็เพราะมีเจตนาอื่นแอบแฝงอยู่ หรืออาจจะเป็เพราะวิธีการของจ้าวเจียซื่อนั้นร้ายกาจกว่าพวกนางเท่านั้น
“พระชายาอย่าได้โมโหไปเลยเพคะไม่ว่าอย่างไรองค์ชายก็ยังทรงคำนึงถึงท่านอยู่นะเพคะ”ตงกูกูเห็นอิ่นหมัวมัวไม่ขยับตัวเมื่อมองไปที่ต่งเอ้อซื่อซึ่งกำลังอาละวาดอยู่ นางก็ถอนหายใจหนักๆแล้วก้าวไปข้างหน้าเพื่อเกลี้ยกล่อมนางสองสามคำ
เื่นี้พูดให้ถึงที่สุดแล้ว พวกนางก็เป็ฝ่ายผิดอยู่ดีถ้าเื่บานปลายย่อมไม่มีใครยืนหยัดอยู่ข้างพวกนาง และยิ่งถ้าสอบสวนอย่างจริงจังจะมีใครสามารถแบกรับข้อหาพยายามทำร้ายทายาทของราชวงศ์ที่มีโทษร้ายแรงถึงขั้นปะาทั้งครอบครัวกัน
ต่งเอ้อซื่อรู้อยู่แก่ใจว่าเื่ลับในตำหนักในไม่อาจเปิดเผยได้และเมื่อเห็นความคาดหวังจากอี้เฟยต่ออิ้นถังแล้ว เว้นแต่ว่านางจะตั้งครรภ์ ไม่เช่นนั้นต่อให้นางเป็พระชายาก็ต้องถอยให้หวันเหยียนซื่อสามส่วนอยู่ดี
“บางทีนางไม่ควรได้รับอนุญาตให้เข้ามาในตำหนักในนี้ั้แ่แรก..."
เมื่อเทียบกับโกรธของต่งเอ้อซื่อ คนอื่นๆ ในตำหนักในต่างไม่พอใจจ้าวเจียซื่ออย่างมาก
จ้าวเจียซื่อคือคนแรกที่สามารถดึงความโปรดปรานของอิ้นถังที่มีต่อหว่านซีเพียงผู้เดียวได้สตรีคนอื่นๆ ต่างให้ความสนใจนางไม่น้อยเลยทีเดียวสิ่งที่นางแตกต่างจากหว่านซีมีเพียงอย่างเดียวคือนางดึงดูดความมุ่งร้ายได้น้อยกว่าหว่านซีใครใช้ให้หว่านซีเป็คนที่ได้รับผลประโยชน์อยู่คนเดียวเล่า!
น่าเสียดายที่จ้าวเจียซื่อกลับรักษาความดึงดูดนี้ไว้ได้ไม่นานพอ ตรงกันข้ามคืนแรกที่นางได้รับความโปรดปรานนางกลับยั่วโมโหอิ้นถังจนทำให้เขาถึงกับผลุนผลันจากไปด้วยความโกรธไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้นแต่เมื่อทุกคนเห็นอิ้นถังออกมาจากเรือนของนางและตรงไปที่เรือนของหว่านซีสายตาของพวกนางที่มองจ้าวเจียซื่อก็เป็มิตรน้อยลง
พวกนางคิดว่าทางออกของสถานการณ์ที่พวกนางต้องทนมาอย่างยากลำบากนั้นล้วนถูกจ้าวเจียซื่อทำลายไปเปล่าๆ
ในวังหลัง ไม่ว่าจะพระชายาหรือสนมชายาก็ย่อมอยากเป็ที่โปรดปรานเมื่อมีบุตรก็จะได้ก้าวเดียวทะยานสู่ฟ้า[1]ทว่าไม่มีใครมีโอกาสเช่นนั้นในที่สุดเมื่อโอกาสมาถึง ใครจะรู้ว่าจ้าวเจียซื่อกลับทำลายมันลงไม่เพียงทำให้อิ้นถังโปรดปรานไม่ได้ แต่ยังทำลายความหวังของสตรีคนอื่นๆ อีกด้วยตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะกลับไปสู่จุดเดิม จุดที่องค์ชายโปรดปรานหวันเหยียนหว่านซีเพียงผู้เดียว
ไม่มีใครสนใจว่าจ้าวเจียซื่อทำผิดมากเพียงใด พวกนางรู้เพียงว่าจ้าวเจียซื่อทำลายโอกาสที่ยากจะได้มานี้ไปแล้ว
หว่านซีเฝ้ามองอย่างเงียบงัน รอยยิ้มลึกลับแต้มอย่างเจือจางบนใบหน้าชวนให้ทุกคนพิศวงว่านางได้คาดการเื่นี้ไว้แล้วหรือว่ากำลังวางแผนการอื่นต่อไป
ยามบ่าย อิ้นถังที่เพิ่งออกมาจากห้องหนังสือเห็นหว่านซีเอนกายอยู่บนตั่งหญิงงามในชุดฉีจ้วง[2]สีชมพูอ่อน และเพราะตั้งครรภ์ร่างกายของหว่านซีจึงอวบอิ่มเย้าวยวนมากขึ้นกว่าเดิมทันทีที่เห็นเส้นสายโค้งเว้างดงามของเรือนร่างนางอิ้นถังก็พลันรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที
หว่านซีมองไปที่เขาด้วยรอยยิ้มซุกซน ครั้นเห็นเขาใกล้เข้ามาก็โผเข้าสู่อ้อมแขนแข็งแรงนั้นทันทีเมื่อเห็นท่าทางกังวลของเขา หัวใจของนางเต็มไปด้วยความหอมหวาน "วันนี้องค์ชายทรงว่างหรือไม่“
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาคาดหวังของหว่านซี อิ้นถังครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนเอื้อมมือออกไปแตะจมูกงดงามของนางแล้วพูดว่า "เจียวเจียว กำลังคิดก่อเื่อะไรอยู่”
"หม่อมฉันคิดถึงแต่องค์ชายเท่านั้นเพคะ"นางพูดด้วยเสียงแ่เบาปลายนิ้วเรียวยาวลากไปตามหน้าอกที่แข็งแกร่งของเขาอย่างอ่อนโยน น้ำเสียงและท่าทางนั้นทำให้ร่างกายของเขาอ่อนแรงลงทันควัน
“ปีศาจน้อย”อิ้นถังกอดร่างอันอ่อนนุ่มของนางพลางตำหนิเบาๆ
หว่านซีมองไปที่ใบหน้าด้านข้างที่หล่อเหลา อดไม่ได้ที่จะจุมพิตริมฝีปากของเขาแ่เบา “แม้ว่าหม่อมฉันจะเป็ปีศาจ หม่อมฉันก็อยากล่อลวงองค์ชายเพียงคนเดียวเท่านั้น”
อิ้นถังโอบกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน มองใบหน้าหวานซึ้งด้วยความรักความอ่อนโยนจากดวงตาของนางทำให้หัวใจของเขาอ่อนยวบราวกับถูกบีบเค้นจนแทบละลายหว่านซีเงยศีรษะขึ้นและเห็นใบหน้าที่หล่อเหลาเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆขณะที่นางกำลังจะพูดริมฝีปากของนางก็ถูกจุมพิตแ่เบาที่เริ่มพัวพันกันมากขึ้นเรื่อยๆการเคลื่อนไหวของอิ้นถังยิ่งนานยิ่งรุกเร้า ราวกับว่าเขา้าจะกลืนกินนางลงไป
"องค์ชายร้ายกาจที่สุด" หว่านซีอ้าปากค้าง ตอนที่นางคิดว่าตนเองกำลังจะหมดลมหายใจเขาก็ปล่อยนางก่อนให้นางเอนพิงแขนของเขาดวงตาของหว่านซีงดงามเปล่งประกายพราวอย่างซุกซน
นางไม่รู้สักนิดว่าการแสดงออกเช่นนี้ในสายตาของอิ้นถังกลับเป็สิ่งที่ล่อลวงเขาได้อย่างแท้จริงเขาไม่ได้ใกล้ชิดสตรีใดมาหลายเดือนแล้วและจำต้องทนอย่างยากลำบากและเนื่องจากเื่ที่เกิดขึ้นกับหว่านซี เขาจึงไประบายความโกรธลงกับจ้าวเจียซื่อสำหรับอิ้นถังที่รอบกายมีแต่สตรีงามรายล้อมกลับทำได้เพียงอดกลั้นกับความปรารถนาของตนเองเท่านั้น
ยามนี้ สตรีที่อยู่ตรงหน้าเขาคือคนที่เขารักใคร่อย่างแท้จริง ผู้ซึ่งทุกๆที่บนร่างกายนางสร้างความพึงพอใจให้แก่เขาอย่างลึกซึ้ง กับสิ่งที่ล่อลวงใจเช่นนี้สำหรับเขาแล้วมันยากที่จะต้านทานเหลือเกิน
“เ้ากำลังพยายามจะเอาชีวิตข้าหรือ”อิ้นถังกัดฟันเพราะห่วงใยทั้งนางและลูก จึงทำได้เพียงอดทน จุมพิตและกอดรัดนางได้เพียงเท่านั้น
หว่านซีเห็นเม็ดเหงื่อหยดลงมาจากหน้าผากของเขาก็เข้าใจทั้งหมดเพียงคิดว่าเขาไม่ไปเยี่ยมกรายเรือนของผู้อื่นเลยและคิดคำนวณแทนนางไปเสียทุกอย่างเท่านี้ก็ทำให้นางประทับใจอย่างมากแล้ว
มือเล็กๆ ของนางค่อยคืบคลานขึ้นไปบนหน้าอกแข็งแกร่งอย่างอดไม่ไหวเมื่อรับรู้ถึงลมหายใจที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ นางจึงเอนกายเข้าใกล้ก่อนกระซิบอย่างอ่อนโยน “หมอหลวงบอกว่าหากพ้นสามเดือนไปก็ไม่เป็ไรแล้วเพียงต้องระมัดระวังหน่อยเท่านั้น”
คำพูดเดียวของหว่านซีทำให้อิ้นถังกลายเป็หมาป่าในฉับพลัน รู้ตัวอีกทีนางและอิ้นถังก็อยู่บนเตียง เกลือกกลิ้งไปกับความหลงใหลในร่างกายของกันและกันทั้งที่ยังคงสวมเสื้อผ้าครบถ้วนไม่บอกก็รู้ว่าอิ้นถังนั้นรีบร้อนเพียงใด
หว่านซีซึ่งยังคงหายใจหอบ ถูกอิ้นถังจับตัวเอาไว้และหยอกเย้านางด้วยวิธีการต่างๆ นานาหลังจากโรมรันกันหลายต่อหลายครั้ง นางก็ร้องไห้และขอความเมตตาออกมาในที่สุดหากรู้ว่าสุดท้ายจะเป็เช่นนี้นางต้องให้เขาอดทนไปเองมากกว่าปล่อยตัวบ้าคลั่งเช่นนี้แน่นอน
หว่านซีรู้สึกว่าตอนนี้นางเหนื่อยมากจนไม่อาจคิดสิ่งใดได้อีกไม่อาจแม้แต่จะฟังสิ่งที่อิ้นถังพูดขณะโอบกอดนางเอาไว้เพียงรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้รบกวนการพักผ่อนของตน ดังนั้นนางจึงคว้าฝ่ามือใหญ่ของเขาแล้วกัดลงไปอย่างดุเดือดเมื่อไม่เห็นอีกฝ่ายตอบโต้ นางก็พลิกตัวไปอีกทางและหลับไปอย่างรวดเร็ว
อิ้นถังมองไปที่รอยฟันบนมือของตนเองก่อนจะเลิกคิ้วมองหว่านซีที่นอนหลับสนิทด้วยใบหน้าผ่อนคลาย
วันรุ่งขึ้นเป็วันที่สิบห้า ซึ่งเป็วันที่ต้องเข้าไปที่เรือนหลักเพื่อแสดงความเคารพและเมื่อหว่านซีไปถึงทุกคนก็อยู่พร้อมหน้ากันก่อนแล้วและหากเทียบกับเสียงขับขานของนกนางแอ่น เสียงร้องเพลงของนกขมิ้นเมื่อครู่ก่อน[3] บรรยากาศก็พลันอึมครึมลงไปในทันที
หว่านซีคารวะต่งเอ้อซื่อด้วยท่าทางงัวเงีย จากนั้นนั่งลงและรอให้นางพูดว่า ‘แยกย้าย'
เมื่อวานนี้นางมีความสุขเสียจนลืมว่าวันนี้ต้องมาคารวะพระชายานางพัวพันกับอิ้นถังอยู่ถึงสองรอบ ดังนั้นถึงแม้จะเข้านอนเร็วแต่ก็ไม่ได้สดชื่นเท่าวันก่อนๆ ตอนนี้จึงจำใจมาคารวะอีกฝ่ายก็เท่านั้น
เมื่อเห็นท่าทางง่วงเหงาหาวนอนของหว่านซี ต่งเอ้อซื่อก็ไม่คิดว่าแปลกอะไรนางคิดว่านี่เป็เื่ปกติของหญิงตั้งครรภ์พี่สะใภ้ของนางตอนท้องยังดูเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ตลอดเวลาด้วยซ้ำ
ในทางกลับกัน ผิวของจ้าวเจียซื่อกลับซีดเผือดและแม้จะนั่งลงแล้วแต่นางก็ยังไม่หยุดตัวสั่น บทเรียนที่อิ้นถังสอนให้หญิงงามครั้งนี้รุนแรงมากเกินกว่าที่นางจะคิดได้
สตรีคนอื่นในตำหนักในเมื่อพบจ้าวเจียซื่อก็จ้องมองนางด้วยดวงตาแดงก่ำไม่ปิดบังความเกลียดชังในแววตานั้นสักนิดราวกับว่าคนเ่าั้้าเดินเข้ามาตบหน้านางเสียตรงนั้น
จ้าวเจียซื่อถูกศัตรูล้อมรอบทุกด้าน แม้ว่านางจะเตรียมตัวมาดีเพียงใด แต่สองหมัดก็ไม่อาจสู้กับสี่มือ[4]ได้ อิ้นถังที่ควบคุมทั้งตำหนักในได้ก็ไม่ยอมยืนอยู่ข้างนางซ้ำยังลงมือตัดแขนซ้ายขวาของนางออกไปอีก ไม่แปลกที่จ้าวเจียซื่อผู้เต็มไปด้วยอุบายในยามนี้จะไม่อาจปกปิดความเหนื่อยล้าของตนเอาไว้ได้
หว่านซีพึงพอใจนัก
ชาติที่แล้วจ้าวเจียซื่อเ้าเล่ห์เพียงใด? ไม่ต้องพูดถึงนาง แม้แต่ต่งเอ้อซื่อกับบุตรชายหญิงของนางก็ยังถูกกดข่มบงการทุกอย่างตอนนี้ทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้น ถูกโจมตีไม่กี่ครั้งก็ถอดใจแล้วหรือ
สมควรแล้ว!
หากยืดมือยาวเกินไป ก็ควรถูกตัดมือในครั้งเดียวหากไม่ประสบกับฝนโลหิตคาววายุแล้วจะได้เรียนรู้บทเรียนของตนได้อย่างไร!
เมื่อออกมาจากเรือนหลัก หว่านซีมองไปที่จ้าวเจียซื่อที่มีสาวใช้ประคองกลับเรือนของตนขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะที่ยังจ้องเงาร่างซึ่งจากไปไกลแล้วอยู่นาน
ทิงอวี่มองไปยังหว่านซีที่จ้องมองแผ่นหลังของจ้าวเจียซื่อในใจนึกว่าหว่านซีหวาดระแวงอีกฝ่ายนางจึงเอ่ยเสียงเบา "นายหญิง อย่าได้สนใจนางอีกเลยเ้าค่ะ องค์ชายจัดการกับคนของนางแล้วนางไม่สามารถเป็เสี้ยนหนามของท่านได้อีกแล้ว”
"อย่าดูถูกนาง สตรีผู้นั้นแม้จะเข้ามาใหม่แต่ยามลงมือก็เหี้ยมโหดไม่แพ้พระชายาเลย เ้าคิดว่าคนแบบนี้จะยอมรามือง่ายๆอย่างนั้นหรือ" หว่านซีคาดเดาว่าความอดทนทั้งหมดของจ้าวเจียซื่อนั้นเป็เพียงการรอจังหวะเมื่อถึงเวลาที่นางสามารถพลิกฟื้นกลับมาได้ นางจะโเี้กว่าคนอื่นๆ อย่างแน่นอน
"เ้าค่ะ..."แม้ว่าทิงอวี่จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดหว่านซีระวังสตรีชั้นต่ำอย่างจ้าวเจียซื่อมากนักแต่เมื่อพิเคราะห์พื้นเพของจ้าวเจียซื่อแล้วก็ไม่อาจประมาทคนผู้นี้ได้จริงๆ
วันต่อมา ภายนอกหว่านซีดูเหมือนจะอยู่ในเรือนเพื่อบำรุงครรภ์ของตนเองแต่นางก็เริ่มสั่งให้เกาหมัวมัวและคนอื่นๆ เก็บข้าวของเตรียมไว้แล้วนอกจากนี้นางยังส่งจดหมายถึงครอบครัวเพื่อขอให้บิดามารดาเตรียมพร้อมด้วยเช่นกันเมื่อถึงเวลาย้ายวังให้ส่งทิงหลานกับทิงเสวี่ยเข้าไปให้นาง ส่วนคนอื่นๆนั้นค่อยจัดสรรตามสมควร
ชีวิตก่อน นางไม่้าแก่งแย่งกับต่งเอ้อซื่อหรือผู้ใด ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ในวังหลวงหรือจวนองค์ชายนอกวังหลวงนางก็เพียงเก็บตัวอยู่อย่างเงียบเชียบที่สุด แต่ไม่เพียงไม่ได้รับความเมตตาแต่ยังถูกข่มเหง ถูกวางแผนต่อต้านครั้งแล้วครั้งเล่าแม้นางไม่ได้้าส่งสายลับเข้าไปในเรือนของต่งเอ้อซื่อเหมือนที่อีกฝ่ายเคยทำ แต่อย่างน้อยนางก็ต้องป้องกันเรือนของตนเองให้แข็งแรงประดุจอยู่ในถังเหล็กเพื่อให้นางกับลูกสามารถอยู่อย่างปลอดภัยได้
[1] ก้าวเดียวทะยานฟ้า หมายความถึงการทำเพียงครั้งเดียวแล้วได้ควมสำเร็จเลย
[2] ชุดคลุมยาวแบบกี่เพ้าในสมัยราชวงศ์ชิง
[3] คำอธิบายดั้งเดิมคือฤดูใบไม้ผลิที่สวยงามต่อมาบรรยายถึงเสียงหญิงสาวพูดคุยหัวเราะ
[4] หมายถึงไม่อาจสู้กับศัตรูที่มีมากกว่า