อาทที่วิ่งตามแชมป์มาติดๆ ในที่สุดก็ถึงจุดที่อาทและแชมป์ต้องมาเผชิญหน้ากันตาต่อตาฟันต่อฟัน โดยมีฟีนิกซ์มาคั่นกลาง
แชมป์ที่หลังพิงกำแพงหมดทางจะหนีแล้ว คนจึงใช้ฟีนิกซ์เป็โล่มนุษย์เพื่อต่อรองกับอาทเพื่อให้ปล่อยตัวคนไป
" ไอ้อาท กูให้เวลามึง สองนาที ใช้วิทยุบอกให้หน่วยเศษที่มึงพามาถอนกำลังออกไปซะ ไม่งั้นไอ้นี่ตาย " แชมป์กล่าวพลางขยับจ่อปืนเข้าไปที่หัวใกล้ขึ้นกว่าเดิม
" หื้อ ไอ้อาทช่วยกูด้วย กูยังไม่อยากตาย " ฟีนิกซ์ที่โดนจับเป็ตัวประกันอยู่ ร้องพร้อมกับพูดออกมาในเวลาเดียวกัน
" เฮ้ย ไอ้แชมป์ มึงยอมมอบตัวเถอะ มึงคิดหรอว่า ถ้ากูสั่งให้หน่วยพิเศษทั้งหน่วยถอนกำลังตามที่มึงบอกแล้ว จริงๆ มึงจะหนีจากตรงนี้ไปได้อะ ไม่มีทางหรอกเว้ย ยิ่งตอนนี้มึงาเ็ที่มืออยู่ด้วย หากปล่อยไว้ต่อไปมึงต้องเสียเืจนตายแน่ ด้วยเหตุนี้ตามความเป็จริงแล้ว ยังไงมึงหนีไปได้ไม่ไกลแน่นอน ฉะนั้นสำหรับกู มึงมีทางเลือกแค่ทางเลือกเดียว คือปล่อยตัวประกันและเข้ามอบตัวซะ " อาทกล่าวบอกแก่แชมป์ พอบอกเสร็จ หลังจากนั้น คนก็หันไปบอกฟีนิกซ์ต่อ " ไอ้ฟีนิกซ์ มึงทำใจร่มๆเอาไว้นะ คล้อยตามมันไปก่อนอย่าพยายามขัดขืน เข้าใจนะ "
" โธ่ ไอ้สลัดปืนจ่อหัวกูขนาดนี้ กูคงคิดอยากขัดขืนหรอกนะไอ้ควาย รีบช่วยกูออกไปเร็วๆเลย กูยังไม่อยากตาย" ฟีนิกซ์กล่าว
" ด่ากูขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะหน้าที่ตำรวจ กูจะไม่ช่วยมึงเลย ไอ้ฟีนิกซ์ " อาทกล่าวบอกกับฟีนิกซ์
หลังจากอาทกับฟีนิกซ์พูดคุยกันเสร็จ แชมป์ที่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคน ก็กล่าวถามขึ้น " นี่พวกมึงสองคนรู้จักกันด้วยเหรอ ? "
แต่ก่อนที่ฟีนิกซ์หรืออาทจะตอบ ฝัดที่ยืนลนลานอยู่ข้างๆอาทก็กล่าวบอก " ใช่ครับ เขาสองคนรู้จักกันครับ "
เมื่อฟีนิกซ์ได้ฟังดังนั้นก็กล่าวขึ้น" โธ่ ไอ้ฝัด เขาไม่ได้ถามมึง มึงจะตอบทำไม ไอ้ชิบหาย เดี๋ยวเขาก็รู้หรอกว่ากูเป็สายลับอะ " ในชั่วพริบตาที่ฟีนิกซ์กล่าวออกมาว่า "เดี๋ยวเขาก็รู้หรอกว่ากูเป็สายลับอะ" เขาก็รู้ตัวแทบจะในทันทีเลยว่า ตนหลุดปากพลาดแล้ว
" อ๋อ มึงนี่เองเหรอที่เป็สายลับอะ กูคิดไว้อยู่แล้วคิดมาตลอด ั้แ่หน่วยพิเศษกับไอ้อาทมาแสดงตัวเข้าจับกุมพวกกูแล้วอะ ว่าทำไมพวกมึงตำรวจถึงได้รู้ได้ว่ากูจะมาซื้อขายยากันตรงไหนเวลาไหนและทำไมพวกมึงถึงมาได้พอเหมาะพอเจาะเวลาแบบนี้ ที่แท้ก็มีสายสืบใหม่ที่กูไม่รู้จักคอยรายงานการเคลื่อนไหวของพวกกูให้มึงฟังอยู่นี่เอง ไอ้อาท วางแผนได้ดีหนิเอาซะกูจนมุมเลย "
อาทตอบกลับ " ขอบคุณที่ชม " " แต่ว่านะแชมป์ กูว่าเืมึงออกมามากพอสมควรแล้วนะ เดี๋ยวมึงก็ตายหรอก ยอมมอบตัวเถอะ อย่างน้อยมึงก็รักษาชีวิตเอาไว้ได้นะเว้ย คิดดีๆ " อาทพยายามกล่าวเกลี้ยกล่อมแก่แชมป์
" คิดดีๆแม่มึงสิ กูรู้โทษของเ้าหน้าที่ที่ทำผิดเองดี ยาเยอะขนาดนี้ ไม่โทษปะา ก็โทษจำคุกตลอดชีวิตล่ะวะ กูยอมตายตรงนี้ ดีกว่าไปตายในคุกหรือ
ลานปะาเว้ย "
ฟีนิกซ์ที่ได้ฟังดังนั้น ก็กล่าวบอกกับแชมป์" ถ้าพี่เลือกที่จะตายตรงนี้ งั้นพี่ก็ปล่อยผมไปได้มั้ยครับ คือผมยังไม่อยากตายตอนนี้อะพี่ "
" ไม่เว้ย กูอยากมีคนตายเป็เพื่อน เวลาไปปรโลกจะได้ไม่เหงา " แชมป์กล่าว
" แล้วคุณพี่ก็ช่างเลือกคนไปด้วยได้ถูกคนเนาะ ถามผมรึยังว่าผมอยากไปเป็เพื่อนกับพี่ด้วยรึเปล่าอะ "
" แล้วมึงอยากไปเป็เพื่อนกับกูมั้ยล่ะ "
" ถ้าผมบอกไม่อยากไปด้วย พี่จะปล่อยผมไปมั้ยครับ "
" ไม่ปล่อยเว้ย ไฟลท์นี้ไฟลท์บังคับ "
" ไฟลท์บังคับซะด้วย สงสัยจะมีเื่ด่วนเลยเลื่อนบินไม่ได้ " " หื้อ ฟ้า ทำไมต้องเป็กูทุกทีเลยวะที่ต้องเสี่ยงกับลูกปืนอะ "
" กูเปลี่ยนใจล่ะ จากที่กูให้เวลามึงสองนาทีในการถอนกำลัง ตอนนี้กูเปลี่ยน ให้เวลามึงแค่นับหนึ่งถึงสิบพอในการถอนกำลัง ถ้ากูนับหนึ่งถึงสิบแล้วหน่วยพิเศษของมึงที่มึงพามาไม่ถอนกำลังออกไป หัวไอ้สายสืบของมึงที่อยู่กับกูได้เป็รูแน่ "
" หนึ่ง " แชมป์เริ่มนับ
" สอง "
" สาม "
" สี่ "
" ห้า "
" หก "
" เจ็ด "
" แปด "
" เก้า "
" สิบ "
เปรี้ยง เสียงปืนยิงดังสนั่น
" หื้อ กูโดนยิงแล้ว กูโดนยิง กูโดนยิง " ฟีนิกซ์หลับตาร้องพร้อมกล่าวออกมา
" ยัง ไม่ใช่มึงที่โดนยิง ไอ้ฟีนิกซ์ หยุดร้องแล้วลืมตาดู " อาทกล่าว
เมื่อฟีนิกซ์หยุดร้องและลืมตาดู ปรากฏว่าฟีนิกซ์ก็เห็นว่าคนไม่ได้โดนยิงจริงๆ แต่เป็แชมป์ต่างหากที่โดนยิงไปที่มือข้างที่ถือปืนข้างล่าสุด จนทำให้ปืนตกลงพื้นและด้วยความเจ็บคนจึงเผลอปล่อยแขนข้างที่ใช้ล็อกคอฟีนิกซ์ออกไปด้วยเช่นกัน จึงทำให้ฟีนิกซ์เป็อิสระและเดินหนีออกมาจากตรงนั้นได้ มาอยู่กับพวกอาท
อาทที่เห็นคนเจ็บจนไม่มีแรงจะหนีแล้วก็เข้าไปจับกุมตัวและโทรเรียกรถโรงพยาบาลให้มาที่ร้านบอสกุ้งเผา จากนั้นก็ค่อยใช้วิทยุถามหน่วยพิเศษว่าทางนั้นเสร็จเรียบร้อยดีไหม
" หมวดทางนั้นเรียบร้อยดีไหม ทางนี้ผมจับกุมตัวผู้กองแชมป์ได้เรียบร้อยล่ะนะ "
ผู้หมวดที่เป็หน่วยพิเศษวิทยุกลับมา " ทางนี้จับกุมพวกมันทุกคนที่อยู่ที่นี่ได้อย่างเป็ไปตามคำสั่งเรียบร้อยแล้วครับผม "
" จับกุมผู้ร้ายได้เร็วดี สมกับเป็กลุ่มหน่วยพิเศษที่ผมได้รับคำแนะนำให้เลือกมาทำคดีนี้จริงๆ " อาทกล่าวชมเชย
" ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ถ้าะุพวกมันไม่หมดกันก่อน ผมเกรงว่าคงจะปะทะกันอีกนานและคงจะจับเป็พวกมันได้ยากมาก นับว่าโชคเป็ของทางเรามากกว่าครับ ที่ะุมันหมดก่อนและพวกมันไม่ทันหนีไปไหน
ได้ทัน พวกเราจึงสามารถจับกุมพวกมันได้ทั้งหมดเลยน่ะครับ "
" อ๋อ เข้าใจแล้วครับ เป็อย่างงี้นี่เอง " " งั้นคุมตัวพวกมันไปโรงพักของผมก่อนได้เลยครับ อ้อ แล้วอีกอย่างนะผู้หมวด ผมขอกำลังหน่วยพิเศษสองคนของคุณมาคุมตัวผู้กองแชมป์ร่วมกับผมระหว่างเดินทางไปรักษาหน่อยสิจะได้มั้ย "
" ไม่มีปัญหาครับผม " ผู้หมวดวิทยุกลับมา
อาทที่ได้ฟังดังนั้นก็พอใจและเก็บวิทยุสื่อสารใส่ซองวิทยุสื่อสารที่ติดกับกางเกงไป จากนั้นก็คุมตัวผู้กองแชมป์เตรียมจะไปรอรถโรงพยาบาลที่หน้าร้านบอสกุ้งเผา แต่ก่อนที่จะได้ไป ฟีนิกซ์ก็ยื่นแขนมาขวางด้านหน้าของพวกอาทที่หันหน้าไปทางประตูร้านเพื่อรั้งตัวเอาไว้
" อะไรของมึงเนี่ย " อาทกล่าวถาม
คนเดินมาหยุดตรงหน้าของแชมป์ และจึงกล่าว " หึ หึ หึ เป็ยังไงล่ะ ด้วยแผนอันชาญฉลาดของกูที่ยอมเล่นละครแสดงพลีกายเป็ตัวประกันแทนน้องๆในวงดนตรีและทุกคนในร้าน กูอยากจะบอกมึงเหลือเกินว่า กูเห็นมึงั้แ่ที่มึงพุ่งตัวเข้ามาจากหน้าร้านแล้ว ถ้ากูคิดจะหลบก็หลบได้ แต่ที่กูไม่หลบ ก็เป็เพราะว่า กูมีแผนที่จะจับกุมตัวมึงของกูอยู่ เข้าใจนะไอ้แชมป์ว่ากูไม่ได้กลัวปืนมึงเลย ที่กูกลัวคือการแสดงล้วนๆ นี่ไม่อยากจะโม้นะ ถ้าไอ้อาทไม่ยิงเสียก่อน ก็คงเป็กูที่เป็คนคลายแขนที่มึงล็อคคอกูไว้ได้และจับมึงกดลงกับพื้นเป็การจับกุมตัวมึงแทนตำรวจได้ไปนานแล้ว ขอบอก "
" ถุย การแสดงเหรอ การแสดงที่ไหนพี่ ผมเห็นพี่หลับตาร้องเสียงหลงเป็หมาโดนน้ำร้อนลวกเลย กูโดนยิง กูโดนยิง พี่ร้องอย่างงี้เลยพี่ " ฝัดกล่าว
" โธ่ ไอ้ฝัด ถ้ามึงไม่พูดก็ไม่มีใครหาว่ามึงเป็ใบ้หรอกนะ จะให้กูเท่หน่อยก็ไม่ได้ ไอ้เวรนี่ " หลังจากฟีนิกซ์กล่าวเสร็จ คนก็หันกลับมามองหน้าแชมป์ดั่งเดิมดั่งคราวแรกที่คุยโม้ว่าตนไม่ได้กลัวปืนของแชมป์เลยแม้แต่นิด
" นี่มึงมองหน้ากู มึงอยากจะมีเื่กับกูเหรอวะ " ฟีนิกซ์กล่าวพลางทำท่าทางยึกยักเหมือนจะพุ่งเข้าใส่ ฝัดที่เห็นดังนั้นก็ส่งเสริมโดยการพยายามผลักร่างที่ยึกยักของฟีนิกซ์ให้เข้าใส่แชมป์
ฟีนิกซ์ที่โดนผลัก ก็ะโสวนกลับมา " อย่าผลัก อย่าผลักไอ้สัตว์ อย่าผลัก "
ฝัดที่ได้ยินดังนั้นก็หยุดผลัก และกล่าวขึ้น " ผมเห็นพี่อยากปะทะ ผมเลยอยากส่งเสริม "
วี้หว่อ วี้หว่อ วี้หว่อ เสียงไซเรนของรถพยาบาลดังมาถึงข้างในร้านเป็สัญญาณว่ารถพยาบาลมาถึงหน้าร้านบอสกุ้งเผาแล้ว
อาทที่เห็นฟีนิกซ์พูดแต่เื่ไร้สาระไม่มีประโยชน์หรือไม่มีสาระสำคัญอะไรอยู่ได้ จึงกล่าวถามขึ้น " ไอ้ฟีนิกซ์ที่มึงหยุดกู เพราะมีเื่จะพูดแค่นี้อะ ? "
" ก็ใช่ไง "
" โธ่ ไอ้สลัด กูยิ่งรีบๆอยู่ มึงเห็นมั้ยเนี่ยมือไอ้แชมป์เนี่ยแผลเหวะขนาดนี้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาเดี๋ยวมันก็ตายหรอก หลบไป กูจะได้รีบไป รถพยาบาลมารอแล้ว "
อาทกล่าวบอกและกล่าวไล่ฟีนิกซ์ให้ไปให้พ้นทางข้างหน้าตน
" เดี๋ยวก่อนอาท ก่อนที่มึงจะไป มึงเคลียร์เื่ที่ไอ้แชมป์มันมองหน้ากูก่อน มันหาเื่กูชัดๆ กูดูแววตาคนออก มันหาเื่กูแบบความชัดโฟร์เคเลยนะ
เว้ยอาท " ฟีนิกซ์กล่าวพลางมองหน้าแชมป์และทำหน้าทำตากวนตีนหาเื่คน
" ทำไม มึงมองหน้ากูแบบนี้ มึงอยากจะมีเื่เหรอ มึงกับกูสักฝุ่นมั้ยฮะ " ฟีนิกซ์กล่าวพลางทำท่าทางยึกยักใส่อีกครั้ง
" ใครมองหน้ามึงนะ ไอ้ฟีนิกซ์ "
" ก็ไอ้แชมป์ไง "
" โธ่ ไอ้สลัด ไอ้แชมป์มันไม่ได้มองหน้ามึงก่อนเลย มีแต่มึงแหละที่มองหน้าหาเื่มัน "
" นี่กูชัดขนาดนั้นเลยหรอวะ " ฟีนิกซ์กัดฟันพูด
" เอาเป็ว่าถ้ากูมองจากดาวอังคาร กูยังรู้เลยว่ามึงหาเื่มันก่อนอะ "
" ใครมีอะไรอีกมั้ย " อาทกล่าวถาม
พวกฟีนิกซ์ที่ได้ยินก็ส่ายหน้า เป็คำตอบ
" ไม่มีอะไรแล้วนะ กูจะได้ไป เสียเวลา "
ฟีนิกซ์เดินหลบทางให้แชมป์กับอาท ก่อนจะกล่าว " งั้นก็เชิญ "
แต่ก่อนที่แชมป์จะได้เดินจากไกล คนก็กล่าวบอกกับฟีนิกซ์ขึ้น " ถ้ากูออกมาจากคุกได้เมื่อไหร่ กูจะยิงมึงเป็คนแรกเลย " แชมป์กล่าวพลางหันมองหน้าฟีนิกซ์
" ว๊าย มีคนอาฆาต " ฟีนิกซ์กล่าวพลางเดินไปหลบหลังฝัดกับเยี่ยหลง
ก่อนจะะโกล่าวไล่หลังแชมป์ ที่กำลังจะเดินไปหน้าประตูร้านบอสกุ้งเผากับอาท " โธ่ ไอ้ควาย กูไม่กลัวมึงหรอก เพราะคดีอย่างมึงไม่ติดคุกไปจนตาย ก็โดนปะาล่ะวะ ไอ้ควาย "
" แหมพี่ พอพี่เห็นว่าเขาไม่มีทางสู้ พี่ก็เก่งขึ้นมาทันทีเลยนะ " ฝัดกล่าว
" แน่นอนอยู่แล้ว ตบเด็ก เตะหมา ท้าหญิงต่อย ถ่อยกับคนแก่ รังแกคนพิการ ท้าคนไม่มีทางสู้สู้เนี่ย คือทางของพี่ไอ้น้อง " ฟีนิกซ์ตอบกลับ
" พี่ก็ช่างภูมิใจอะไรผิดๆเนาะ " ฝัดกล่าว
" เออ ไอ้โอมเดี๋ยวมึงใช้ไมค์ประกาศบอกกับลูกค้านะว่า นั่งทานข้าวกันตามปกติได้เลย เคลียร์สถานการณ์จนปกติเรียบร้อยแล้ว " ฟีนิกซ์กล่าว
" อ๋อ โอเค ครับ " เยี่ยหลงกล่าวตอบรับ
หลังจากที่ทั้งสามคนพูดคุยกันเสร็จ คนก็มาสแทนบายยังเครื่องดนตรีของตน หลังจากนั้นเยี่ยหลงก็ใช้ไมค์บอกสถานการณ์ว่าปัจจุบันเป็เช่นไรแก่ลูกค้า ต่อมาก็เริ่มเล่นดนตรีร้องเพลงกันต่อ จนเวลาตีหนึ่งร้านบอสกุ้งเผาปิด ทั้งสามก็นั่งรถซ้อนสามกันกลับมายังแฟลตของฝัด
เมื่อทั้งสามเข้ามายังห้องแฟลตของฝัดแล้ว ทั้งสามก็เริ่มพูดคุยกันว่าจะเอายังไงกันต่อกับงานที่ร้านบอสกุ้งเผา
" นี่ไอ้เยี่ยหลง ไอ้ฝัด พวกมึงจะเอายังไงกับงานที่ร้านบอสกุ้งเผาวะ จะออกเลยเปล่า กูจะได้ออกด้วย ไหนๆงานที่ไอ้อาทให้ทำก็เสร็จกันแล้วอะ " ฟีนิกซ์กล่าวถาม
" ผมคิดอยู่พี่ ว่าจะออกดีหรือไม่ออกดี เพราะใจหนึ่งก็อยากทำต่อนะพี่ เพราะได้เงินเป็รายได้เสริมอะ แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากทำ เพราะได้เงินน้อยไม่สมกับงานที่ทำอะพี่ ผมว่าจะลองขอขึ้นเงินเดือนกับเจ๊เพ็ญดูก่อนว่าจะได้มั้ย ถ้าไม่ได้ผมก็คงจะออกอะพี่ " ฝัดกล่าว
" ผมก็คิดแบบเดียวกับพี่ฝัดอะครับ ว่าจะลองขอขึ้นเงินเดือนดูก่อน ถ้าไม่ได้ก็คงจะออกเหมือนกัน " เยี่ยหลงกล่าว
" ถ้าพวกมึงออก กูออกด้วย ถ้าพวกมึงทำต่อ กูทำด้วย " ฟีนิกซ์กล่าว
" งั้นคืนนี้พักผ่อนกันก่อนเถอะพี่ สองทุ่มสิบห้าวันนี้ค่อยว่ากันที่หลัง " ฝัดกล่าว
" เอาตามนั้นก็ได้ สองทุ่มที่ร้านบอสกุ้งเผาค่อยว่ากัน ปิดไฟให้พี่ด้วยไอ้ฝัด พี่ขอนอนก่อนล่ะ คืนนี้พี่ง่วงมากเลย " ฟีนิกซ์กล่าว
" ผมก็ด้วยครับง่วงมากเลย ขอบคุณพี่ฝัดด้วยนะครับที่ปิดไฟให้ "เยี่ยหลงกล่าว
" เห็นว่ากูอยู่ใกล้สวิตช์ไฟหน่อยไม่ได้ ใช้กูขึ้นมาทันทีเลยนะ " ฝัดกล่าวบ่น ก่อนจะไปปิดไฟให้ตามคำขอของทั้งสองคน
เวลาสองทุ่มสิบห้า วันที่ยี่สิบหก ตุลา ทั้ง ฟีนิกซ์ ฝัด เยี่ยหลง ก็มาถึงร้านบอสกุ้งเผาและเดินมาที่หลังร้านเพื่อมาคุยกับเจ๊เพ็ญเื่งาน
" เออ เจ๊เพ็ญครับพวกผมมีเื่อยากจะคุยด้วย สะดวกคุยด้วยไหมครับ " เยี่ยหลงกล่าวถามเปิดเป็คนแรก
" มีเื่อะไรหรอ เื่งานรึเปล่า หรือเื่อะไร ปรึกษาเจ๊ได้นะ ? " เจ๊เพ็ญกล่าวถาม
" ก็เื่งานนั่นแหละครับ เอาตรงๆเลยนะเจ๊ คือพวกผมมีงานเช้าประจำทำกันอยู่แล้ว ที่พวกผมบอกว่าตกงานกันจริงๆแล้วพวกผมโกหก " ฝัดกล่าว
" แล้วงานเช้าประจำที่พวกเอ็งว่ามา มันกระทบกับงานที่ร้านนี้รึเปล่าล่ะ ? " เจ๊เพ็ญกล่าวถาม
" ถามว่ากระทบมั้ย ก็ไม่กระทบหรอกครับ " ฝัดกล่าว
" ไม่กระทบ ก็ไม่เห็นเป็อะไรเลยหนิ เช้าก็ทำงานประจำของพวกเอ็งไป สองทุ่มก็มาทำงานกันที่นี่ มันไม่กระทบกับงานที่นี่ไม่ใช่หรอ ถ้าไม่กระทบเจ๊โอเคที่จะจ้างพวกเราต่อนะ "
" เื่กระทบไม่กระทบมันไม่ใช่ปัญหาหรอกครับ ปัญหามันอยู่ที่เื่เงินที่พวกเราได้ คือมันน้อยไปน่ะครับ " ฝัดกล่าว
" แต่เป็พวกเราเองไม่ใช่หรอ ที่เสนอราคาค่าจ้างให้เจ๊เป็คนวันละสองร้อยแปดสิบอะ "
" นั่นก็จริงครับ แต่นั่นเป็เพราะว่าพวกเราต้องมาทำภารกิจที่ได้มาจากเพื่อนของพวกเราที่เป็ตำรวจ เจ๊จำเหตุการณ์ที่มีการเข้าจับกุมพวกค้ายาที่ร้านนี้เมื่อวานได้รึเปล่าล่ะครับ นั่นแหละครับงานพวกเรา " ฟีนิกซ์กล่าว
" เพราะกลัวเจ๊จะไม่จ้าง ผมเลยเสนอราคาที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินไป เพื่อที่เจ๊จะได้จ้างพวกผมให้มาทำงานกันที่นี่อะ ความจริงก็เป็เช่นนี้แล ดั่งที่พวกผมบอกไปอะ ไม่มีขาดตกบกพร่องเลยสักนิดเลยครับที่บอกไปอะ " ฝัดกล่าว
" อ๋อ เื่มันเป็อย่างนี้นี่เอง แล้วสรุปพวกเราอยากได้เงินวันละเท่าไหร่กันล่ะ ลองเสนอมาซิ เผื่อเจ๊จะจ่ายไหวจะได้จ้างพวกเราต่อไง "
" แล้วเจ๊คิดว่า พวกเราสามคนดูจากผลงาน ควรจะได้คนละเท่าไหร่ต่อวันเหรอครับ ? " ฟีนิกซ์กล่าวถาม
" ดูจากผลงาน เจ๊คิดว่าควรจะได้คนละวันละหนึ่งพัน แต่วันละหนึ่งพันเจ๊จ่ายไม่ไหว เจ๊จ่ายไหวแค่คนละวันละเจ็ดร้อยเท่านั้น ถ้าราคานี้ไม่เอา เจ๊ขอให้พวกเราทำงานที่นี่ไปอีกสามวัน รอให้เจ๊หานักดนตรีใหม่ให้ได้ก่อนนะแล้วพวกเราค่อยออก ถือว่าเจ๊ขอร้องก็แล้วกันนะ โอเคตามนี้ตกลงมั้ย "
" เดี๋ยวพวกเราขอปรึกษากันก่อนนะครับ " ฟีนิกซ์กล่าวบอกแก่เจ๊เพ็ญ ก่อนจะใช้แขนคล้องคอทั้งฝัดและเยี่ยหลงให้มาสุมหัวคุยปรึกษากัน
" วันละเจ็ดร้อย พวกมึงคิดว่ายังไงวะ " ฟีนิกซ์กล่าวถาม
" วันละเจ็ดร้อย ผมคิดว่าผมเอานะครับ " เยี่ยหลงกล่าว " ถ้าคิดในแง่รายได้เสริม วันละเจ็ดร้อย ทำงานวันละหกถึงเจ็ดชั่วโมง ผมคิดว่ามันคุ้มนะครับ ยังไม่นับรวมเหตุผลที่เงินมันได้เยอะมากกว่างานหลักตอนเช้าที่
ผมทำอยู่กันอีกด้วยที่ได้วันละหกร้อยอะครับ ด้วยที่มันมีเหตุผลซัพพอร์ตเยอะ จนมันน่าสนใจขนาดนี้ เอาเป็ว่า คือผมทำต่อก็แล้วกันครับ แล้วพี่ฝัดกับคุณฟีนิกซ์จะเอายังไงกันล่ะครับ จะตัดสินใจกันว่ายังไง ? "
" ใจหนึ่งกูก็อยากทำนะ แต่อีกใจหนึ่งกูก็ี้เีทำว่ะมันเหนื่อยที่ต้องทำงานสองที่แบบนี้ " ฝัดกล่าว
" ใช่มะ กูคิดเหมือนมึงเปี๊ยบเลยไอ้ฝัด ใจหนึ่งก็อยากทำ แต่อีกใจหนึ่งก็ี้เีทำ เพราะทำงานสองที่มันเหนื่อยจริงๆอย่างที่มึงว่านั่นแหละไอ้ฝัด " ฟีนิกซ์กล่าว
" เอาเป็ว่ากูใช้วิธีนับนิ้วตัดสินใจดีกว่าว่ะ " หลังจากฝัดกล่าวเสร็จ คนก็ชูนิ้วมือทั้งสิบขึ้นมาและเริ่มนับโดยเริ่มนับจากนิ้วโป้งมือข้างซ้ายให้หุบเข้าฝ่ามือและไล่ไปจนครบทั้งสิบนิ้ว ผลปรากฏออกมาว่า ให้ฝัดทำงานต่อที่นี่
" กูตัดสินใจได้แหละ ผมจะทำงานต่อที่นี่เว้ยพี่ " ฝัดกล่าว
" นี่มึงใช้วิธีนับนิ้วตัดสินใจแบบดื้อๆแบบนี้เลยนี่นะ มันไม่ปัญญาอ่อนไปหน่อยหรอวะ ? " ฟีนิกซ์กล่าวถาม
" ปัญญาอ่อนไม่ปัญญาอ่อน ผมไม่รู้เว้ยพี่ แต่ที่รู้ๆคือผมตัดสินใจได้แล้วเว้ย " ฝัดกล่าว
" ถ้าพวกมึงตัดสินใจว่าจะทำกันต่อ อย่างที่กูเคยบอกไป ถ้าพวกมึงออก กูออกด้วย ถ้าพวกมึงทำต่อ กูทำด้วย เอาตามนั้นก็แล้วกัน "
หลังจากที่ทั้งสามคนได้ข้อสรุปกันเสร็จ คนทั้งสามก็หันมาให้คำตอบแก่เจ๊เพ็ญ
" เอาเป็ว่า พวกผมขอทำกันต่อก็แล้วกันครับ เจ๊เพ็ญ วันละเจ็ดร้อยก็วันละเจ็ดร้อยครับ " ฟีนิกซ์กล่าวบอกเป็ตัวแทนคำตอบทั้งของฝัดและเยี่ยหลงในคำบอกในขณะเดียวกัน
" ถ้าตัดสินใจได้แล้วว่าจะทำงานกันต่อที่นี่ พวกเราก็ไปทำหน้าที่นักดนตรีของพวกเรากันไป ระหว่างที่พวกเราคุยกับเจ๊นี่ ก็เสียเวลามามากพอแล้ว เข้าใจมั้ย ไป " เจ๊เพ็ญกล่าวบอกให้พวกเยี่ยหลงไปทำงานของพวกตนกันให้ไวที่สุด
""" ตามนั้นครับเจ๊ """ ทั้งสามตอบรับคำของเจ๊เพ็ญ
หลังจากที่ทั้งสามตอบรับคำของเจ๊เพ็ญ ทั้งสามก็มุ่งมา สแทนบายยังเครื่องดนตรีของตนตามหน้าที่ ต่อมาจึงค่อยเริ่มบรรเลงเพลงดนตรีเพลงแรกของวัน และบรรเลงเพลงต่อๆไปเรื่อยๆยังงี้จนถึงตีหนึ่งซึ่งเป็เวลาร้านปิด
เมื่อร้านปิด ทั้งสามก็กลับมาพักผ่อนกันที่ห้องแฟลตของฝัด แต่ก่อนที่จะได้ปิดไฟนอน เยี่ยหลงก็กล่าวขึ้น " คุณฟีนิกซ์ครับ วันที่ สามสิบ กับ วันที่ สามสิบเอ็ด ตุลา นี้ ผมขอลางานที่ร้านนั่งเล่นเพื่อกลับไปบ้านของผมนะครับ พอดีมีธุระสำคัญที่ผมต้องไปทำให้ได้น่ะครับ "
" ก็ได้ แต่กูหักเงินมึงวันหนึ่งนะเว้ย ขอบอกก่อน " ฟีนิกซ์กล่าว
" เอาตามนั้นก็ได้ครับ " เยี่ยหลงตอบรับ
" ธุระสำคัญอะไรของมึงวะ มึงถึงขนาดยอมโดนหักเงินหกร้อยบาทเพื่อไปทำอะ ? " ฟีนิกซ์กล่าวถาม
" จะเอาธุระวันไหนก่อนดีล่ะครับ วันที่สามสิบหรือวันที่สามสิบเอ็ด ? " เยี่ยหลงกล่าวถาม
" ไอ้นี่ต้องให้ถามละเอียด " ฟีนิกซ์หันไปพูดกับฝัด
" ไม่มีอะไรหรอก เด็กมันซื่อพี่ " ฝัดกล่าวบอกกับฟีนิกซ์
" ถ้าไม่รู้จักกัน กูนึกว่ามึงกวนตีนกูนะเนี่ยไอ้เยี่ยหลง คือที่กูถามมึงไปว่า มึงมีธุระสำคัญอะไรถึงยอมโดนหักเงินหกร้อยบาทเพื่อไปทำ ในประโยคนี้ กูหมายถึงทั้งสองวันเลย มึงเข้าใจมั้ย ไอ้สลัดผัก "
" อ๋อ ผมเข้าใจแล้วครับ ที่ผมถามไปแบบนั้น ผมนึกว่าคุณฟีนิกซ์อยากรู้แค่วันเดียวเสียอีก ผมเลยถามดูไม่รู้ว่าคุณฟีนิกซ์อยากรู้วันไหนไง "
" ดูซิดู ดูคำตอบมันสิ ถ้าไม่รู้จักกันไม่รู้ว่ามันซื่อ ดูยังไงมันก็กวนตีนดีๆนี่เองอะไอ้ฝัด "
" สรุปพี่อยากรู้วันไหน หรืออยากรู้ทั้งสองวันก็ถามน้องมันไปสิพี่ เสียเวลานอนหมดแล้วเนี่ย " ฝัดกล่าวบอกกับฟีนิกซ์พลางทิ้งตัวลงนอนตะแคงข้างและทำเหมือนไม่อยากรู้ไม่ยากฟังธุระสำคัญของเยี่ยหลง
" เออกูผิดเอง กูขอโทษ ที่กูถามไม่ละเอียด จนทำให้พวกมึงเสียเวลานอนเพราะความอยากรู้ของกูอะ แต่ไอ้ฝัด มึงไม่ต้องมาทำเป็นอนทำเป็ไม่อยากรู้เลย กูรู้ มึงก็อยากรู้เหมือนกันนั่นแหละ ลุกขึ้นมาเลย ไอ้สลัดผัก อย่าให้กูต้องจิกหัวมึงให้ลุกขึ้นมาเลยนะกูไม่อยากทำ เข้าใจมั้ย "
ฝัดที่ได้ยินคำพูดของฟีนิกซ์ที่พูดถึงตนดังนั้น คนก็เด้งตัวลุกขึ้นมานั่งและกล่าว " แหม พี่รู้ด้วยเหรอว่าผมก็อยากรู้ด้วยอะ ถือว่าเรารู้จักกันจริง "
เยี่ยหลงที่เห็นฝัดเด้งตัวขึ้นมาและพูดมาแบบนั้น คนก็กล่าวถามขึ้น " สรุปไม่ใช่แค่คุณฟีนิกซ์ใช่ไหมครับ ที่อยากรู้เื่ธุระของผมอะ พี่ฝัดก็อยากรู้ไปกับเขาด้วยเหรอครับ "
ฝัดกล่าวตอบพลางกล่าวถาม " ก็ใช่ไง กูอยากรู้ว่ามึงมีธุระอะไรถึงได้ยอมเสียเงินหกร้อยบาทเพื่อไปทำเนี่ย ? "
" เออใช่ กูก็อยากรู้ เล่ามาเร็วๆเลย เสียเวลานอนหมดแล้วเนี่ยไอ้เยี่ยหลง " ฟีนิกซ์กล่าว
" ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ วันที่สามสิบ เป็วันคัดตัวหาผู้มีฝีมือในตระกูลไปประลองในงานประลองสี่ตระกูลได้แก่ ตระกูลเซี่ย ตระกูลฉู่ ตระกูลเฟิน และตระกูลเซียว ที่จะมาประลองกันน่ะครับ กฏของการคัดตัวมีอยู่ว่า ไม่ว่าจะอ่อนแอแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีงานทำก็ต้องลงคัดตัวด้วยน่ะครับ "
" เขาบอกว่า ไม่ว่าจะอ่อนแอแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีงานทำก็ต้องเข้าร่วมคัดตัวด้วย แต่มึงมีงานทำอยู่แล้วหนิไอ้เยี่ยหลงมึงจะเข้าร่วมการคัดตัวได้หรอวะ " ฟีนิกซ์ถาม
" ได้สิครับ ต่อให้ผมมีงานทำแล้วซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงการคัดตัวหาคนไปประลองในงานประลองสี่ตระกูลได้ แต่ถ้าผมยินยอมลงสมัครเอง ผมก็สามารถเข้าร่วมการคัดตัวได้ด้วยเช่นกันครับ "
" แล้วทำไมมึงถึงอยากจะประลองในงานประลองสี่ตระกูลอะไรนี่ด้วยวะ " ฟีนิกซ์กล่าวถาม
" เพราะคู่หมั้นเก่าของผม ฉู่หลี่ชุน จะต้องเข้าร่วมการประลองในงานประลองสี่ตระกูลนี้ด้วยแน่ๆ ผมอยากจะพิสูจน์ให้เธอเห็นว่าตระกูลฉู่คิดผิดที่ถอนหมั้นผมกับเธอไปเพราะเห็นว่าผมอ่อนแอ และยังอยากจะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าผมไม่ใช่ไอ้สวะไร้ค่าที่ทุกคนมองข้ามแต่อย่างใด ผมอยากจะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าผมก็ใช้ได้เหมือนกันนะ เหตุผลผมก็มีแค่นี้เองล่ะครับ "
" อ๋อ กูเข้าใจละ แต่กูมีอีกเื่หนึ่งที่คาใจอยู่ว่ะ " ฟีนิกซ์กล่าว
" เื่อะไรหรอครับ ? "
" เื่ที่มึงรู้ได้ไงว่า คู่หมั้นเก่าของมึงจะเข้าร่วมการประลองในงานประลองสี่ตระกูลด้วยนี่อะสิ มึงรู้ได้ไงวะ
" เออ กูก็สงสัยเหมือนกัน " ฝัดกล่าว
" เอาตรงๆนะพวกพี่ คือผมเดาว่ะ " เยี่ยหลงกล่าว
" ถุย กูก็นึกว่าจะมีเหตุผลดีๆ อย่างรู้ใจตระกูลฉู่ว่าตระกูลฉู่จะส่งคู่หมั้นเก่ามึงลงประลองแน่ๆ เพราะฝีมือดี ที่ไหนได้มึงก็เดาเอาเองนี่เอง เสียเวลาว่ะนอนดีกว่ากู ปิดไฟด้วยไอ้ฝัด" ฟีนิกซ์กล่าวจบก็ทิ้งตัวลงนอนตรงที่ที่นอนของตน
" พี่ฝัดมีอะไรสงสัยจะถามผมอีกไหมครับ ผมจะได้นอนถ้าไม่มีอะไรจะถามแล้วอะครับ "
" ไม่มีแล้วน้อง นอนได้เลย "
หลังจากที่ฝัดบอกกล่าวให้เยี่ยหลงนอนได้เลย เยี่ยหลงก็ลงนอนที่ที่นอนของตน ต่อมาจากนั้นฝัดก็ปิดไฟและเข้านอนตามพวกเยี่ยหลงไปติดๆ
และแล้วรุ่งเช้า วันที่สามสิบ ก็มาเยือน ฝัดที่ขับรถมาที่ร้านนั่งเล่นเพื่อมาทำงานพลางมาส่งเยี่ยหลงกับฟีนิกซ์ให้ไปทำตามหน้าที่ของตนด้วยเช่นกัน
พอมาส่งเสร็จ ทั้งฟีนิกซ์และเยี่ยหลงก็มุ่งไปยังร้านรับจ้างแลกเปลี่ยนสารพัด และมีเพียงฟีนิกซ์ที่หยุดไปต่อเพื่อเข้าทำงานที่ร้านรับจ้างแลกเปลี่ยนสารพัดตามหน้าที่ตน ส่วนเยี่ยหลงหลังจากที่เปลี่ยนชุดเป็ชุด
ธรรมดาๆของโลกตนที่ห้องของตนเสร็จ จากนั้นคนก็มุ่งตรงกลับไปยังบ้านของตนเพื่อไปทำตามความตั้งใจของตนตามที่ได้คุยกับฟีนิกซ์เอาไว้
พอมาถึงบ้านของตนที่บิดามารดาตนอาศัยอยู่ เยี่ยหลงก็เคาะประตู ก่อนจะกล่าวพลางเปิดประตูเข้าไป " ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว "
เมื่อเยี่ยหลงแสดงตัวแก่บิดามารดาว่าตนกลับมาแล้ว ทั้งบิดามารดาของเยี่ยหลงก็ดีใจเป็อย่างมากที่บุตรกลับมาเยี่ยมตน โดยเฉพาะมารดาของเยี่ยหลงที่ทิ้งทุกอย่างที่ถือ เพื่อเข้ามากอดเยี่ยหลง
หลังจากกอดบุตรด้วยความดีใจเสร็จ มู่ชางเยว่หรือคือมารดาบุญธรรมของเยี่ยหลงก็กล่าวถามกับเยี่ยหลงขึ้น " ลูกแม่ เ้ากินอะไรมาหรือยัง ? ให้แม่ทำอะไรให้กินเอามั้ย ? "
" ก็ดีเหมือนกันขอรับ ท่านแม่ แต่ลูกขออะไรที่ง่ายๆไม่เสียเวลามากนะขอรับ เพราะลูกอยากจะไปคัดตัวเพื่อเข้าร่วมการประลองสี่ตระกูลให้ไวที่สุดน่ะขอรับ "
" ได้จ้ะ ได้จ้ะ " มารดาเยี่ยหลงกล่าวตอบรับ หลังจากนั้นก็เดินมุ่งเข้าครัวไป
พอมารดาของเยี่ยหลงเข้าครัวไป บิดาเยี่ยหลงก็กล่าวขึ้น" ไม่ต้องรีบหรอกลูกพ่อ การคัดตัวจะเริ่มอีกในครึ่งชั่วยามหลังจากนี้ ว่าแต่ลูกพ่อ การที่เ้ากล้ากลับมายังตระกูลวันนี้เพื่อเข้าร่วมการคัดตัว แสดงว่าเ้าทำเงื่อนไขที่พ่อตั้งให้ไว้สำเร็จแล้วใช่หรือไม่ "
" ใช่ขอรับ ข้าเลื่อนสู่ระดับวิญญาจารย์ขั้นเก้า ตามที่ท่านพ่อบอกแล้ว ว่า ถ้าข้าเลื่อนสู่ระดับนี้ท่านพ่อจะยอมให้ข้าลงร่วมประลองสี่ตระกูล ข้าทำสำเร็จแล้วขอรับ "
" เฮ้อ " เซี่ยเอี้ยเฉินถอนหายใจออกมา ซึ่งการถอนหายใจครั้งนี้ของบิดาเยี่ยหลง ส่วนหนึ่งในสองส่วนเป็การถอนหายใจที่ทั้งรู้สึกเป็กังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่บุตรตนจะเจอเบื้องหน้าต่อจากนี้ว่าจะเป็เช่นไร ส่วนอีกส่วนหนึ่งก็รู้สึกโล่งใจที่บุตรตนเลื่อนระดับมาพอที่จะสู้พอฟัดพอเหวี่ยงกับคู่ต่อสู้ที่อาจจะเจอในสนามประลองได้แล้วก็แค่นั้น
ไม่ช้าไม่นานประมาณหนึ่งถ้วยชา(สิบห้านาที) มารดาของเยี่ยหลงก็ทำอาหารเสร็จและยกมาวางที่โต๊ะอาหารที่ทั้งสามีและลูกตนนั่งกันอยู่
เมื่ออาหารมาถึงแล้ว เยี่ยหลงก็ไม่รีบแต่ว่าก็ไม่ช้าในการหยิบยกอาหารขึ้นมากิน ใช้เวลาประมาณเจ็ดนาทีเยี่ยหลงก็กินอาหารที่มารดาตนทำให้จนอิ่ม และใช้เวลาที่เหลือคุยสัพเพเหระกับบิดามารดาตน จนเหลือเวลาอีกแค่ห้านาที ก็จะได้เวลาเริ่มการคัดตัวหาคนที่แข็งแกร่งเพื่อเข้าร่วมการประลองสี่ตระกูลของตระกูลเซี่ยแล้ว
เยี่ยหลงที่รู้เพียงว่าใกล้จะได้เวลาการประลองคัดตัวหาคนที่แข็งแกร่งไปประลองในงานประลองสี่ตระกูลของตระกูลเซี่ยแล้ว คนจึงรีบพูดคะยั้นคะยอให้บิดาตนหรือเอี้ยเฉิน ให้พาไปที่สถานที่คัดตัวหาคนลงประลองของตระกูลเซี่ยให้พาไปให้เร็วที่สุด เพื่อที่ตนจะได้ไม่พลาดการเข้าร่วมการคัดตัวหาคนไปประลองในงานประลองสี่ตระกูลไป
บิดาของเยี่ยหลงที่โดนพูดคะยั้นคะยอมาดังนั้น ก็ไม่รู้จะพูดโน้มน้าวใจคนอย่างไรไม่ให้เยี่ยหลงเข้าร่วมการคัดตัวไปประลองในงานประลองสี่ตระกูลได้อีก เพราะในใจหนึ่งคนคิดว่า หากผ่านการคัดตัวเข้าไปจนไปเป็หนึ่งในผู้ท้าประลองในงานประลองสี่ตระกูลแล้ว บุตรตนจะต้องเจอกับคนวัยเท่ากันหรือใกล้เคียงกันที่มาจากตระกูลที่ผูกพยาบาทตนและถูกเสี้ยมสอนให้จงเกลียดจงชังตนและบุตรตน จนทำให้พวกนั้นลงมือกับเยี่ยหลงหนักกว่าจะเป็การประลองปกติ
แต่เมื่อได้ให้สัญญากับบุตรตนเอาไว้แล้ว เอี้ยเฉินก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก นอกจากทำตามที่บุตรตนขอและทำได้เพียงแค่ภาวนาอย่าให้บุตรตนเจอเหตุการณ์ที่หนักหน่วงทั้งกายและใจเลย
" ถ้าลูกพ่อพร้อมแล้ว งั้นเราก็ไปกันเถอะ "
เอี้ยเฉินกล่าว
" งั้นเชิญนำทางให้ลูกด้วยขอรับท่านพ่อ " เยี่ยหลงกล่าว
ใช้เวลาประมาณครึ่งของครึ่งหนึ่งจิบชา(ประมาณสองนาทีห้าสิบ) ทั้งเยี่ยหลงและเอี้ยเฉินก็มาถึงสนามประลองคัดตัวหาคนไปประลองในงานประลองสี่ตระกูล
เมื่อเยี่ยหลงปรากฏตัวในเขตการคัดตัวหาคนไปประลองในงานประลองสี่ตระกูล ทุกคนในที่นั้นที่เจอ กับเยี่ยหลง ก็ส่งเสียงซุบซิบนินทากันดังอย่างเบาบาง
และเนื้อหาที่พวกคนเ่าั้พูดคุยนินทากัน บ้างก็
สงสัยว่าเยี่ยหลงมาทำอะไรและหาคำตอบไม่ได้
บ้างก็คิดเองได้ว่าเยี่ยหลงอาจจะมาดูการประลองเฉยๆก็เป็ได้ บางพวกก็คิดว่าเยี่ยหลงอาจจะยังหางานทำไม่ได้ เลยดวงซวยต้องมาเข้าร่วมการประลองคัดตัวอย่างจำใจ แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่ผู้อื่นคิด กลับไม่มีใครคาดคิดถูกเลย เพราะที่เยี่ยหลงมาที่นี่ เป็เพราะว่าคนตัดสินใจที่จะเข้าร่วมการประลองนี้ด้วยตัวเองนั่นเอง
" ลูกพ่อ เดี๋ยวเ้าไปลงชื่อขอเข้าร่วมการคัดตัวไปประลองในงานประลองสี่ตระกูลตรงนั้นนะ " เอี้ยเฉิน
กล่าวพลางชี้นิ้วไปที่จุดคัดรายชื่อผู้ที่ต้องเข้าร่วมการคัดตัวไปประลองในงานประลองสี่ตระกูล จากนั้นจึงค่อยกล่าวต่อ " ให้ผู้าุโเจ็ดเซี่ยหลิงอวี๋ แก้ชื่อเ้าที่เป็บุคคลคัดออกเพราะมีงานทำแล้ว ให้กลับมามีชื่อเป็ผู้ที่ต้องเข้าร่วมการประลองอีกครั้งนะ เข้าใจมั้ย "
" เข้าใจแล้วขอรับ งั้นลูกขอตัว ไปลงชื่อขอเข้าร่วมการประลองคัดตัวหาคนไปประลองในงานประลองสี่ตระกูลก่อนนะขอรับ " หลังจากเยี่ยหลงกล่าวตอบรับเอี้ยเฉินว่าเข้าใจแล้ว คนก็มุ่งไปที่จุดคัดรายชื่อผู้ที่ต้องเข้าร่วมการคัดตัวไปประลองในงานประลองสี่ตระกูลในทันที
ใช้เวลาไม่นานไม่ถึงหนึ่งนาที เยี่ยหลงก็แก้ชื่อจากบุคคลคัดออก ให้กลับมาเป็บุคคลที่ต้องเข้าร่วมการประลองคัดตัวไปประลองในงานประลองสี่ตระกูลได้จนได้
พอแก้ชื่อจากบุคคลคัดออกเสร็จ เยี่ยหลงก็มุ่งกลับมายังที่บิดาตนยืนรออยู่ ครั้นมาถึงเอี้ยเฉินก็กล่าวบอกแนะนำแก่เยี่ยหลงไปว่า " ลูกพ่อ เ้าจงใช้สายตาเ้าในการสังเกตวัดระยะพื้นที่สนามประลองเอาไว้นะ มันจะมีประโยชน์แน่ๆกับทักษะิญญายุทธ์หนวดหมึกั์ของเ้า หวังว่าเ้าจะเข้าใจในสิ่งที่พ่อ้าจะสื่อนะ "
" เข้าใจขอรับ ท่านพ่อ้าให้ข้าจดจำระยะพื้นที่สนามประลองเอาไว้ เพื่อชิงความได้เปรียบจากพวกที่คิดว่าตนเองแข็งแกร่งจนไม่ศึกษาพื้นที่ในการต่อสู้ว่าตนจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบใช่มั้ยขอรับ "
" ใช่แล้วลูกพ่อ ตามที่เ้าพูดมานั้นถูกทั้งหมดเลย เมื่อเ้าคิดได้ดังนั้นแล้ว ก็จงใช้เวลาที่เหลือในการคิดแผนในการใช้ทักษะิญญายุทธ์ของเ้าให้คุ้มค่าและให้ได้เปรียบคู่ต่อสู้ในสนามประลองรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดกลางนี้เถอะ "
" ขอรับ "
หลังจากเยี่ยหลงตอบรับเอี้ยเฉินเสร็จ คนก็ใช้สายตาในการมองสนามประลองทั้งหมด ส่วนในหัวคนก็ใช้ความคิดในการร่างภาพการเคลื่อนไหวตน ว่าจะเคลื่อนไหวยังไงให้คุ้มค่าที่สุด ทั้งโจมตีและตั้งรับ
ไม่นาน เวลาแห่งการประลองคัดตัวหาคนไปประลองในงานประลองสี่ตระกูลก็เริ่มต้นขึ้น ผู้าุโเจ็ดผู้เป็ผู้ตรวจตราและคัดรายชื่อผู้ประลอง ก็เดินลงมายังสนามประลอง จากนั้นจึงค่อยประกาศขึ้นว่า " ข้าผู้าุโเจ็ดแห่งตระกูลเซี่ยขอคารวะแก่เ้าตระกูลเซี่ย เซี่ยคงซือและผู้าุโทั้งหลายที่มาชมการประลองคัดตัวหาคนไปประลองในงานประลองสี่ตระกูลครั้งนี้ด้วย ตอนนี้ตัวข้าผู้าุโเจ็ดแห่งตระกูลเซี่ยได้ทำการตรวจสอบรายชื่อผู้ที่จำต้องเข้าร่วมการประลองคัดตัวครั้งนี้แล้ว ปรากฏว่ามีทั้งหมดสิบคน ที่จำต้องเข้าร่วมประลอง แต่ทางเรา้าเพียงแค่ห้าคนเท่านั้นที่จะได้ไปต่อ คือได้เข้าร่วมการประลองในงานประลองสี่ตระกูลครั้งนี้นั่นเอง ฉะนั้นการประลองคัดตัวในครั้งนี้ จะมีเพียงแค่ห้าคู่เพียงเท่านั้น ส่วนใครจะได้สู้กับใครนั้นขึ้นอยู่กับดวงจากการสุ่มแท่งหมายเลข ใครที่ได้หมายเลขเหมือนกันจะต้องเข้าต่อสู้กัน ส่วนกฏก็มีอยู่ง่ายๆอยู่สองข้อว่า หนึ่ง ใช้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับพลังิญญาได้ทั้งหมดที่เหลือห้าม สอง การทำให้คู่ต่อสู้หมดสติหรือออกจากสนามประลองถือว่าชนะ ทุกคนในที่นี้หากมีใครมีข้อสงสัยอะไรก็รีบถามมา ข้าจักให้เวลาอีกแค่ห้าลมหายใจ หากไม่มีใครถามอะไร ข้าจะได้ประกาศเริ่มต้นการต่อสู้ขึ้น "
สามลมหายใจผ่านพ้นไปก็ยังไม่มีใครสงสัยอะไรกับคำพูดของผู้าุโเจ็ด จนมาถึงลมหายใจที่ห้าก็ยังไม่มีใครถามอะไร เมื่อครบเวลาที่กำหนดแล้ว ผู้าุโเจ็ดจึงกล่าวต่อขึ้น " เอาล่ะ ในเมื่อไม่มีใครสงสัยอะไรแล้ว ก็อย่าเสียเวลากันอีกเลย ข้าขอเชิญผู้ที่จำต้องเข้าร่วมการคัดตัวไปประลองในงานประลองสี่ตระกูลทั้งสิบคนลงมาหยิบแท่งหมายเลขเพื่อหาคู่ต่อสู้ของตนกันได้เลย ณ บัดนี้ "
เมื่อผู้าุโเจ็ดประกาศออกมาว่าให้มาหยิบแท่งหมายเลขกันได้เลย ณ บัดนี้ เยี่ยหลงกับคนอีกเก้าคน ก็เดินลงมายังสนามประลองและต่อแถวกันเพื่อมาหยิบแท่งหมายเลขจากมือของผู้าุโเจ็ด
พอทั้งสิบหยิบกันเสร็จ ผู้าุโเจ็ดก็กล่าวบอกต่อ " เมื่อพวกเ้าทั้งสิบหยิบแท่งหมายเลขกันได้ครบทุกคนแล้ว จากนี้ก็ขอให้แก้ผ้าที่พันไม้หมายเลขเอาไว้ออก เพื่อให้ข้าได้ดูว่าใครจะได้ประลองกับใครและเป็คู่ที่เท่าไหร่ ข้าจะได้จดชื่อว่าใครประลองกับใครลงสมุดตารางคู่ต่อสู้ได้ถูก "
เมื่อผู้าุโเจ็ดเซี่ยหลิงอวี๋บอกมาดังนั้น คนทั้งสิบก็ทำตามที่คนบอก คือ แก้ผ้าที่พันแท่งไม้หมายเลขเอาไว้ออกและยกแสดงให้ผู้าุโเจ็ดได้ดู
ผู้าุโเจ็ดที่ได้ดู ก็จดชื่อว่าใครจะได้สู้กับใครลงในสมุดจับคู่ต่อสู้ของเขา
เยี่ยหลงที่ได้เลขที่ห้า ซึ่งเป็คู่ประลองคู่สุดท้าย ในความคิดของเขา ไม่ว่าจะได้เลขอะไรก็ไม่สำคัญ เพราะสิ่งที่เขา้าคือการเข้าร่วมการประลองและแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขาไม่ได้เป็สวะไร้ค่าแต่อย่างใด
เยี่ยหลงที่กำลังตื่นเต้นดีใจที่จะได้ประลองอยู่ในใจอยู่นั้น จู่ๆสายตาคนก็สังเกตไปเห็นคนที่อยู่ทางซ้ายใกล้ๆตน ซึ่งคนเห็นว่าบุคคลคนนั้นกำลังหวาดกลัววิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด เยี่ยหลงที่เห็นดังนั้นบวกกับรู้จักจึงเดินเข้าหาและถามไถ่ " เฟิ่งอี้ เ้าเป็อะไรรึเปล่า "
เฟิ่งอี้ที่กำลังอยู่ในห้วงแห่งความคิดความวิตกกังวล จึงไม่ได้ยินสิ่งที่เยี่ยหลงพูดถามเลยแม้สักนิด เมื่อเยี่ยหลงเห็นดังนั้น ว่าคนกำลังทำหน้าเครียดๆบวกกับไม่ตอบคำถามตน คนจึงถามย้ำด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิมและใช้มือมาจับไหล่เพื่อสะกิดให้คนหลุดออกจากห้วงภวังค์ " เซี่ยเฟิ่งอี้ เ้าเป็อะไรรึเปล่า " เยี่ยหลงถามย้ำ
เฟิ่งอี้ที่โดนสะกิดพร้อมกับโดนเรียกด้วยเสียงที่ดัง คนจึงรู้สึกตัวและหลุดออกจากห้วงภวังค์ หลังจากนั้นคนจึงค่อยหันมาหาทิศที่ไหล่คนถูกมือจับ และกล่าวถาม " เยี่ยหลงเองหรอมีอะไรรึเปล่า ? "
เยี่ยหลงตอบกลับ " ก็ไม่มีอะไรมากหรอก เห็นเ้าทำหน้าวิตกกังวลหวาดกลัวอยู่ เลยถามดูว่าเ้าเป็อะไรมากรึเปล่าก็แค่นั้น "
เมื่อเยี่ยหลงกล่าวมาดังนั้น เฟิ่งอี้ที่ได้ฟังก็เกิดคำถามและถามขึ้น " แล้วเ้าไม่กลัวหรอเยี่ยหลง ? ทั้งๆที่เ้าก็อ่อนแอเป็สวะไร้ค่าเหมือนกันกับข้า เป็เพราะพวกเรายังหางานทำไม่ได้แท้ๆ พวกเราจึงต้องมีชะตามาเข้าร่วมการประลองคัดตัวไปประลองในงานประลองสี่ตระกูลแบบนี้ "
" ถามว่าข้ากลัวมั้ย ข้าบอกเลยว่าข้าไม่กลัว แต่หากถามว่าข้าหวั่นใจว่าจะแพ้มั้ย ข้าบอกเลยหนึ่งในสิบส่วน อาจเป็เพราะว่าข้าจงใจมาเข้าร่วมการประลองนี้ด้วยตัวเองด้วยแหละ ข้าจึงไม่กลัวและหวั่นใจไม่มาก " เยี่ยหลงกล่าวตอบกลับคำถามของเฟิ่งอี้
" ฮะ เมื่อกี้ข้าฟังไม่ผิดใช่มั้ย ที่เ้าบอกว่า เ้าจงใจมาเข้าร่วมการประลองนี้ด้วยตัวเองอะ เยี่ยหลง "
" ใช่แล้วเ้าฟังไม่ผิดหรอก เป็เช่นนั้นจริงๆ "
เฟิ่งอี้ที่ได้ฟังคำตอบของเยี่ยหลงดังนั้น คนก็อยากจะแทบลมจับเพราะความอึ้งและตกตะลึง เพราะความบ้าบิ่นและโง่ของบุคคล
คนที่กำลังตกตะลึงอึ้ง ใช้เวลาไม่นานก็สามารถเรียกสติตนกลับมาได้ หลังจากนั้นจึงกล่าวอวยพรแก่เยี่ยหลง " ข้าไม่รู้หรอกนะ ว่าเ้า้าอะไรจึงมาเข้าร่วมการประลองคัดตัวแบบไม่กลัวเจ็บไม่กลัวตายแบบนี้ แต่เมื่อเ้าตัดสินใจแล้วว่า อยากจะเข้าร่วมการประลองนี้ด้วยตัวเองแล้วล่ะก็ ข้าก็ขออวยพรให้เ้าสมหวังในสิ่งที่เ้าอยากจะได้ก็แล้วกันนะเยี่ยหลง สหายผู้ร่วมชะตาในการโดนผู้อื่นแกล้งเช่นเดียวกันกับข้า "
" ขอบคุณที่อวยพรนะ สหายเฟิ่งอี้ " เยี่ยหลงกล่าวตอบรับคำอวยพรของเฟิ่งอี้ ก่อนจะกล่าวถามต่อ " ว่าแต่สหายเฟิ่งอี้ เ้าได้แท่งหมายเลขเป็คู่ต่อสู้ที่เท่าไหร่ล่ะ ? "
เฟิ่งที่หลุดออกจากห้วงภวังค์แล้ว ก็ตอบกลับแทบจะในทันที " ข้าได้เป็คู่ประลองคู่ที่สามน่ะ "
เยี่ยหลงฟังผ่านๆและถามต่อ " แล้วเ้าคิดจะสู้รึเปล่าล่ะ สหายเฟิ่งอี้ "
" เ้าก็ช่างคิดถามเนาะ สหายเยี่ยหลง ตัวข้าที่อยู่แค่ระดับผู้ปลุกิญญาขั้นห้า จะเอาอะไรไปสู้กับคนพวกนั้นที่อยู่ในระดับวิญญาจารย์ต่ำสุดก็ขั้นห้า และระดับสูงสุดก็ระดับอัคราจารย์ิญญาขั้นสอง ตามข่าวที่ข้าได้สืบมามีสองคนในแปดคนที่บรรลุระดับอัคราจารย์ิญญาแล้ว หนึ่งคนในนั้นบรรลุระดับอัคราจารย์ิญญาขั้นหนึ่ง ส่วนอีกคนก็บรรลุระดับอัคราจารย์ิญญาขั้นสอง ส่วนที่เหลือก็เป็ระดับวิญญาจารย์ทั้งหมด มีสามคนที่อยู่ระดับวิญญาจารย์ขั้นห้า และมีอีกสามคนที่อยู่ระดับวิญญาจารย์ขั้นเก้า มีแต่เ้านี่แหละ เยี่ยหลง ที่ข้าไม่รู้ว่าเ้าอยู่ในระดับใด ข้าที่พอทราบรู้ว่าคู่ต่อสู้อยู่ในระดับต่ำสุดคืออะไร ข้าก็หมดใจที่จะต่อกรกับคนไปหมดแล้วล่ะ สหายเยี่ยหลง "
" เออ จริงสิ " เฟิ่งอี้กล่าว"เออจริงสิ"เป็เพราะเพิ่งนึกคำถามขึ้นมาได้ จากนั้นจึงค่อยกล่าวถาม " ว่าแต่ สหายเยี่ยหลง ที่เ้ากล้าลงประลองคัดตัวแบบนี้ ตอนนี้เ้าอยู่ในระดับใดหรอ ? "
" ข้าอยู่ในระดับวิญญาจารย์ขั้นเก้าแล้ว "
" ฮะ อะไรนะ ข้าขอฟังอีกทีซิ ว่าเ้าอยู่ในระดับอะไรกันแน่นะ เผื่อข้าฟังผิด "
" เ้าฟังไม่ผิดหรอก ข้าอยู่ในระดับวิญญาจารย์ขั้นเก้าแล้วจริงๆ "
เฟิ่งอี้ที่เพิ่งตกตะลึงไป ก็กลับมาตกตะลึงอีกครั้งเพราะคำพูดคน ก่อนจะใช้เวลาเพียงชั่วครู่พริบตาในการเรียกสติตนกลับมา ซึ่งมันเร็วกว่าคราวก่อนมากถึงแม้จะบอกว่าใช้เวลาไม่นานก็ตาม
" ที่เ้าพูดมาเป็ความจริงรึ แล้วเ้ามีหลักฐานรึเปล่า มิใช่เ้าโป้ปดกับข้า เพราะเพียงอายว่าเ้าอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับข้า และกลัวว่าข้าจะหาว่าเ้าโง่ ที่เสนอตัวลงเข้าร่วมประลองคัดตัวในครั้งนี้ด้วยตัวเองหรอกนะ "
" มิใช่เช่นนั้นแน่นอน ข้าอยู่ในระดับวิญญาจารย์ขั้นเก้าแล้วจริงๆ หากเ้าถามหาหลักฐาน เ้าก็ต้องรอชมการต่อสู้ของข้าแล้วล่ะ ผู้าุโที่เป็ผู้บรรยายการประลองจะเป็พยานและหลักฐานของคำพูดของข้าด้วยตัวเอง แต่หากเ้าอยากรู้เร็วๆ เ้าก็ต้องมีอุปกรณ์ในการวัดระดับพลังมาให้ข้าวัดแล้วล่ะ ถึงจะมีหลักฐานให้เ้าได้ดูอะ " เยี่ยหลงกล่าวบอกด้วยดวงตาที่ใสๆซื่อๆบริสุทธิ์
ในระหว่างที่เยี่ยหลงกล่าว เฟิ่งอี้ก็มองตาคนไปด้วยเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของคน ว่าจะโกหกจนแสดงออกทางสีหน้าดวงตาหรือไม่ และสิ่งที่เฟิ่งอี้ได้ผลปรากฏก็คือ บนใบหน้าและดวงตาของเยี่ยหลงไม่ปรากฏคำโกหกมดเท็จเลยแม้แต่นิด
เฟิ่งอี้ที่ได้เห็นดังนั้น คนก็กล่าว " ข้าไม่รู้หรอกนะ ว่าที่เ้าพูดมาจะเป็ความจริงหรือไม่ เพราะข้าไม่อาจอ่านใจคนได้ แต่เมื่อเ้าอยากจะประลอง ข้าก็ขออวยพรให้เ้าดังเดิม คือ ให้เ้าสมหวังในสิ่งที่เ้าอยากได้ ส่วนข้าเมื่อถึงเวลาที่ข้าจะต้องประลอง ข้าจะยอมแพ้โดยการเดินออกจากสนามไปเอง ขอบคุณที่มาทักทายและเป็ห่วงกันนะ สหายเยี่ยหลง "
เมื่อเฟิ่งอี้กล่าวเสร็จ ผู้าุโเจ็ดที่เพิ่งจดชื่อว่าใครจะได้สู้กับใครลงในสมุดเสร็จ คนจึงกล่าวบอก " พวกเ้าทั้งสิบจงเดินออกไปจากสนามประลองได้แล้ว และรอข้าเรียกชื่อให้มาประลอง เอาล่ะไปได้แล้ว "
คนทั้งเก้าบวกกับเยี่ยหลงที่ได้ฟังดังนั้น ก็พากันเดินออกมาจากสนามประลองกันอย่างทันควัน