ถึงระหว่างทางหมิงจี่จะเร่งคนขับให้เร็วหน่อย แต่สุดท้ายก็มาถึงสมาคมผู้รู้สายจนได้
สามคนผ่านเมืองทางทิศใต้ไปถึงเมืองทางทิศเหนือ ที่นี่คฤหาสน์จวนผู้ดีมีมาก บรรยากาศไม่คึกคักเหมือนในเมือง แต่ข้างตัวส่วนใหญ่มีคนใช้ประกบไปด้วย
รถม้าหยุดลง จู้เจียงเจียงลงจากรถ เห็นที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ครั้งก่อนนางมาส่งชา จึงถามขึ้นด้วยความสงสัย “คุณชายหมิง บ้านของท่านไม่ได้อยู่ถนนทางทิศตะวันตกหรือ?”
“ที่นี่คือบ้านเก่าตระกูลหมิงของเรา ถนนทางทิศตะวันตกคือบ้านรองของพวกเรา”
หมิงจี่ก็สงสัยเหมือนกัน ทอดสายตามองเผยจี้แวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “แม่นางเคยมาที่นี่หรือไม่? ฝั่งตรงข้ามก็คือบ้านที่แม่ทัพเผยพักอยู่”
“เขา?”
จู้เจียงเจียงหันไปมองประตูฝั่งตรงข้ามแวบหนึ่ง เห็นแค่ประตูใหญ่ของบ้านปิดสนิท หน้าประตูมีแค่โคมไฟสองดวง นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรเลย
บ้านเป็นระเบียนจนดูอุดอู้ หากไม่รู้ยังคิดว่าในนี้ไม่มีคนอยู่มาหลายปีแล้ว
เผยจี้เหมือนจะเข้าใจความคิดของนาง อธิบายเรียบ ๆ หนึ่งประโยค “ที่ผ่านมาในบ้านยังไม่ทันได้เก็บกวาดให้ดี”
นี่เป็นบ้านที่ทางศาลาว่าการจัดให้เขาชั่วคราว ให้เขาอยู่ที่นี่สักพัก รอฮ่องเต้เรียกเขากลับเมืองหลวงไปรายงานตัว เขาก็ไม่พักที่นี่แล้ว
“...” ทำไมเขาต้องอธิบาย?
พวกเขามีความสัมพันธ์กันแค่การค้าขายเท่านั้น นางรู้ตัวเองดีว่าเป็นแม่ม่ายคนหนึ่งเข้าใจไหม?
จู้เจียงเจียงยิ้มอย่างขอไปทีให้เผยจี้ แล้วหันมาถามหมิงจี่อย่างไร้เยื่อใย “คุณชายหมิง ห้องครัวอยู่ที่ใด?”
หมิงจี่ให้คนใช้ในจวนพาเผยจี้ไปยังสถานที่จัดงานสมาคมผู้รู้ตรงสวนดอกไม้ก่อน ส่วนตัวเองก็พาจู้เจียงเจียงไปยังห้องครัวที่อยู่ด้านหลังจวน
คนครัวได้จัดเตรียมเครื่องปรุงรายการอาหารที่รับปากนางเมื่อสามวันก่อนไว้แล้ว ตอนนี้รอใบชาของนางมาถึงก็ทำได้เลย
“ให้เวลาข้าครึ่งชั่วยาม” จู้เจียงเจียงกวาดตามองเครื่องปรุงบนโต๊ะในห้องครัวที่เตรียมไว้แวบหนึ่ง ความมั่นใจเต็มเปี่ยม
นางเปิดกล่องอาหารที่ตัวเองเอามา ด้านในมีชาสด ใบชา ชาที่บดเป็นผงก็มี นางเป็นคนเตรียมเองทั้งหมด
ขอผ้ากันเปื้อนกับคนในครัวมาเรียบร้อย จู้เจียงเจียงก็ลงมือทำอาหารเกี่ยวกับใบชาทันที
นี่เป็นโอกาสเผยแพร่ใบชาบ้านนางอย่างหนึ่ง นางต้องตั้งสติให้เกินร้อย
ชาฤดูใบไม้ผลิและเต้าฮวยง่ายที่สุด เต้าหู้สำนักศึกษาตระกูลหมิงเตรียมไว้แล้ว นางก็แค่ต้องต้มน้ำชาเพิ่มน้ำผึ้งทำน้ำแกงหวาน เท่านี้เต้าฮวยก็ยกขึ้นโต๊ะได้แล้ว
ดังนั้นนางจึงเก็บของว่างนี้ไว้ทำทีหลัง จู้เจียงเจียงทำขนมชาเขียวที่ทำยากที่สุดก่อน
หยิบแป้งข้าวเหนียวมาบดในเครื่องโม่หินหนึ่งกะละมัง แป้งข้าวเหนียวละเอียดมาก แต่ก็ยังให้สัมผัสที่เป็นเม็ด ๆ
ใช้กระทะสะอาดหนึ่งใบ หลังรอจนร้อนก็เอาฟืนในเตาออก ใช้ความร้อนที่เหลือผัดแป้งข้าวเหนียว จนกระทั่งสีขาวหิมะของแป้งข้าวเหนียวกลายเป็นสีเหลืองอ่อน ๆ
หลังผัดแป้งข้าวเหนียวเสร็จ ก็ยกออกมาแล้วปล่อยให้เย็น ช่วงที่รอ จู้เจียงเจียงก็ทำไปน้ำแกงหวานที่เต้าฮวยต้องใช้ออกมา
ต้มชาเข้มข้นหนึ่งกา ใช้ผ้ากรองไม่ให้มีเศษใบชาตกลงไปแม้แต่น้อย
เพิ่มน้ำผึ้ง เคี้ยวไฟอ่อน ๆ เคี้ยวจนในหม้อเกิดฟองแล้วเอาลง ตอนเคี้ยวห้ามใช้เวลานานเกินไป ไม่เช่นนั้นน้ำเชื่อมก็อาจจะไม่ใสดั่งผลึกเอาได้
แป้งข้าวเหนียวภายใต้ความช่วยเหลือของเด็กสำนักศึกษาตระกูลหมิงด้านนั้น พัดความร้อนออกไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากวางแป้งข้าวเหนียวสุกให้เย็น ก็เอาผงชาบดใส่เข้าไป บวกกับผงน้ำตาล ผสมให้เข้ากันแล้วกดลงไปในเครื่องมือ ก็จะกลายเป็นขนมชาเขียว
งานถกเถียงความรู้ มีของว่างสองอย่างกับน้ำชาหนึ่งกาก็เพียงพอแล้ว
จู้เจียงเจียงเตรียมของเสร็จก็ปลดผ้ากันเปื้อนออก จัดระเบียบตัวเองใหม่ จึงค่อยเดินทางไปยังสวนดอกไม้สถานที่จัดงานสมาคมผู้รู้ พร้อมกับเด็กรักใช้
เพิ่งเข้าใกล้สวนดอกไม้ก็ได้ยินเสียงอ่านกวี อ่านบทความ ยังมีเสียงชมเชยกันและกันในหอหนังสือดังขึ้น
“เชิญแม่นางสู่ที่นั่ง”
เด็กรับใช้พาจู้เจียงเจียงไปนั่งลงตรงตำแหน่งท้ายสุดของสวนดอกไม้
ข้างที่นั่งของนางยังมีเตาเล็กวางอยู่ บนเตาต้มน้ำร้อนจนเดือดอยู่ตลอดเวลา
คนอื่นในสมาคมผู้รู้ ทุกคนล้วนหนึ่งโต๊ะหนึ่งเก้าอี้
โต๊ะเก้าอี้ต่ำมาก วางเรียงรายอยู่สองข้างทางสวนดอกไม้ ตำแหน่งตรงกลางเว้นว่างไว้ คนในสมาคมผู้รู้เดินได้ตามสบาย
ผู้ที่นั่งอยู่บนสุดก็คือท่านผู้เฒ่าหมิง ตำแหน่งที่ใกล้โต๊ะหลักทั้งสองด้าน หนึ่งคือเผยจี้ อีกด้านคือนายอำเภอจูลิ่นแห่งเมืองเจียงหนาน
หมิงจี่กับหมิงเหยาแทรกอยู่ตรงกลาง ทักทายพวกคุณหนูคุณชายที่มาเข้าร่วมงานเหล่านั้น
หน้าที่หลักของจู้เจียงเจียงมีเพียงชงชา ตอนเด็กรับใช้ทยอยยกของว่างออกมาวางให้ทุกคนทีละโต๊ะ นางก็เริ่มชงชาแล้ว
จูลิ่นกับท่านผู้เฒ่าหมิงที่นั่งใกล้เขาเอาแต่ชวนเขาคุยตลอดเวลา เผยจี้จึงไม่ได้เข้าไป แต่สายตากลับมองนางอยู่บ่อย ๆ
จริง ๆ เลย ผู้หญิงคนนั้นก้มหน้าสนใจแต่ชงชา ไม่มองเขาแม้แต่หางตา เสียดาย เขายังเข้าร่วมงานสมาคมผู้รู้ที่ไม่เหมาะกับเขาเลยสักนิดแบบนี้ก็เพื่อนางโดยเฉพาะ
จู้เจียงเจียงชงชาเสร็จหนึ่งกาแล้วก็ให้เด็กรับใช้ยกชาไป
หมิงจี่เห็นดังนั้นก็รีบยืนขึ้นแนะนำ “ทุกท่าน สำนักศึกษาตระกูลหมิงเตรียมชาฤดูใบไม้ผลิและของว่าง เชิญทุกท่านคุยไปพลางกินไปพลาง”
อันที่จริงตอนของว่างขึ้นมา ทุกคนก็สังเกตเห็นแล้ว เพียงแต่เจ้าบ้านยังไม่พูด พวกเขาก็ไม่กล้าแสดงออก
ตอนนี้พวกเขาสามารถคุยเรื่องของว่างบนโต๊ะได้อย่างเปิดเผยแล้ว
“รบกวนคุณชายหมิงแล้ว ไม่แปลกที่สำนักศึกษาตระกูลหมิงเป็นผู้สืบทอดความรู้และวัฒนธรรมอันดี แม้แต่ของว่างก็มีความหมายลึกซึ้งเพียงนี้”
ผู้ชายในมือถือหนังสือไม่คำนึงถึงบทกวีคนอื่น เอ่ยคำชมของหวานสองอย่างบนโต๊ะทันที
เขาก็คือจูชิงหรานลูกชายของนายอำเภอจู เพื่อนสนิทหมิงจี่
เขารู้ว่าสมาคมผู้รู้ครั้งนี้มีความหมายกับหมิงจี่ เวลาเดียวกันเขาก็แอบชอบหมิงเหยา ดังนั้นจึงเป็นคนแรกที่ออกมาช่วยพูดให้บ้านรองตระกูลหมิง
จูชิงหรานเพิ่งพูดจบ เสียงพูดที่แฝงนัยหนึ่งก็ดังขึ้นทันที “คุณชายจูพูดเกินไปแล้ว น้องรองของข้าแค่เตรียมพวกอาหารป่า ขายหน้าทุกคนแล้ว”
คนคนนี้คือพี่ชายคนโตหมิงเจี้ยงของตระกูลหมิง
เขาเป็นลูกชายของเรือนใหญ่ และเป็นคู่แข่งเพียงคนเดียวในการแย่งสิทธิ์ในสำนักศึกษาส่วนตัวกับหมิงจี่
ดังนั้นคำพูดที่ออกจากปากเขาเมื่อครู่ถึงไม่ค่อยน่าฟังเท่าไรนัก
“คำพูดนี้ของพี่ใหญ่ดูจะคลาดเคลื่อนไป”
หมิงจี่ก็ไม่ยอมถูกรังแก โต้กลับไป “ขนมชาเขียวและน้ำชาถึงแม้จะมาจากป่า แต่พี่ใหญ่อย่าลืม ในป่านี้เคยมีคู่เฟิงหวงสีทองบินออกมา”
นั่นเป็นโชคที่ชาวบ้านเมืองเจียงหนานให้การยอมรับ เขากล้าสงสัยหรือ?
“น้องรองพูดถูก”
หมิงเจี้ยงไม่กล้าสงสัยเฟิงหวงสีทอง แต่เขากล้าสงสัยคนทำของสิ่งนี้
“เพียงแต่ บุรุษทุกท่านที่มานั่งคุยเพื่อความรู้ ส่วนคนที่น้องรองเชิญมา เวลานี้เกรงว่าไม่ควรมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่กระมัง?”
พูดจบเขากันเหล่สายตาไปบนตัวจู้เจียงเจียงที่นั่งอยู่ท้ายภาพวาด
ตำหนิหมิงจี่ที่ให้จู้เจียงเจียงนั่งอยู่ที่นี่ ดึงระดับของสมาคมผู้รู้ให้ต่ำลง ดูถูกแขกที่มาในวันนี้
จู้เจียงเจียงที่อยู่เฉย ๆ เมื่อได้ยินคำนี้ก็หยุดการชงชาในมือลงทันที พลางเงยหน้าสบตาทุกสายตาที่มองมาที่นาง
“น้ำชาไม่อร่อยหรือเต้าหู้ไม่น่ากิน?” นางยิ้มกว้าง ไม่ตอบรับทำเอาหมิงเจี้ยงมึนงงไปครู่ใหญ่
นางควรหลบหน้าหนีความอาย ให้เขาหัวเราะเยาะการรับรองแขกของหมิงจี่ออกมาไม่ใช่หรือ?