โม่เฟิงทำสัญญากับตระกูลเฉียนเสร็จเรียบร้อยจึงกลับไปหาทุกคนที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ แต่ก่อนที่จะไปถึง เขาได้แวะไปส่งใบสมัครเพื่อเข้าร่วมงานล่าจิตอสูร
ก่อนถึงงานประลองชิงตำแหน่ง จะมีงานล่าจิตอสูรที่สถาบันใบไม้เขียวจัดให้เด็กทุกชั้นปีจับกลุ่ม กลุ่มละห้าคน ออกล่าสัตว์อสูรเพื่อนำดวงจิตของสัตว์อสูรที่ล่ามาได้ มาเปลี่ยนให้เป็คะแนน แล้วใช้คะแนนเ่าั้ นำไปแลกเป็อาวุธ ชุดเกราะ เคล็ดวิชา หรือทรัพยากรในการฝึกฝน โดยกลุ่มที่มีคะแนนสูงสุดสามอันดับแรก จะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าฝึกฝนที่หอไต่พฤกษา
โม่เฟิงเดินไปยื่นใบสมัครกับฝูิที่ห้องพักอาจารย์ แต่เมื่อไปถึง กลับไม่มีผู้ใดอยู่ในห้อง เขาจึงวางใบสมัครทิ้งไว้
หลังโม่เฟิงกลับออกไปได้ไม่นานนัก ฝูิจึงกลับมาที่ห้องพัก เห็นแผ่นกระดาษที่ไม่คุ้นเคยถูกวางไว้บนโต๊ะของตน จึงหยิบขึ้นมาอ่านก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน
“ฮ่ะ ๆ ๆ ๆ นี้พวกมันจะเข้าร่วมงานล่าจิตอสูรด้วยหรือนี่ ช่างไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวเสียเลย ไว้ข้าจะรอดูก็แล้วกัน...ว่าขอบเขตกำเนิดลมปราณอย่างพวกเ้า จะเอาชีวิตรอดออกมาจากป่าจิตอสูรได้อย่างไร!”
โม่เฟิงเดินกลับมาหาทุกคน พร้อมกับเล่าเื่ที่ตนเองส่งใบสมัครเข้าร่วมงานล่าจิตอสูรที่จะมีขึ้นในอีกเจ็ดวันข้างหน้า ทำเอาทุกคนถึงกับพูดไม่ออก
โดยปกติแล้ว ป่าจิตอสูรซึ่งถูกใช้เป็สถานที่จัดงานนั้น มีสัตว์อสูรั้แ่ขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่หนึ่ง ไปจนถึงสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายา พวกมันทุกตัวล้วนเต็มไปด้วยความดุร้ายและป่าเถื่อน ดังนั้น…ผู้ที่เข้าร่วมงานล่าจิตอสูร โดยมากมักจะเป็เด็กในชั้นปีที่สองและสาม ซึ่งมีระดับพลังอยู่ในขอบเขตหลอมกายาด้วยกันทั้งสิ้น
ส่วนเด็กปีหนึ่งที่เข้าร่วมงานนี้ หากไม่ได้รวมกลุ่มกับเด็กในชั้นปีที่สองและสาม ก็ต้องเป็กลุ่มเด็กที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของขอบเขตกำเนิดลมปราณถึงจะกล้าเข้าร่วม
เห็นสีหน้าใของทุกคน โม่เฟิงจึงทำสีหน้าจริงจัง ใช้ปลายนิ้วขยับแว่นตาที่ตกลงมา เอ่ยด้วยเสียงต่ำ
“พวกเ้าอย่าได้กังวล ข้ามีแผนเตรียมเอาไว้แล้ว!”
ถึงแม้โม่เฟิงจะกล่าวเช่นนั้น แต่ก็มิได้ทำให้พวกเขารู้สึกสบายใจขึ้นแต่อย่างใด พวกเขาอดที่จะหวาดกลัวต่อสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายาไม่ได้ เพราะถ้าโชคร้ายไปเจอกับพวกมันเข้า พวกเขาอาจจะต้องตายอยู่ในป่าจิตอสูร
เห็นสีหน้าที่วิตกกังวลของทั้งสี่คน โม่เฟิงจึงพูดลอย ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ไม่คาดหวัง “หากพวกเ้ารู้สึกกลัวเช่นนี้ การจะเอาชนะเด็กในห้องเรียนที่หนึ่ง...ดูแล้วคงจะเป็ได้แค่เื่เพ้อฝัน!”
ได้ยินโม่เฟิงเอ่ยถึงเด็กในห้องเรียนที่หนึ่ง สีหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความเจ็บใจ พวกเขาอดที่จะคิดถึงถ้อยคำเยาะเย้ยถากถางของพวกนั้นไม่ได้เลย
เห็นสีหน้าของทุกคนที่เปลี่ยนไป เมื่อตนเองเอ่ยถึงเด็กในห้องเรียนที่หนึ่ง โม่เฟิงจึงยิ้มออกมา
“วันนี้! หลังจากที่พวกเ้าฝึกซ้อมกันเสร็จแล้ว เดี๋ยวข้าจะพาพวกเ้าไปซื้อของ เตรียมตัวเข้าร่วมงานล่าจิตอสูร”
พอตกเย็น โม่เฟิงพาทุกคนออกไปซื้อของ แต่ในขณะที่กำลังเดินออกจากสถาบันใบไม้เขียว เด็กทุกต่างมองไปที่กลุ่มของโม่เฟิง พลางจับกลุ่มซุบซิบอะไรสักอย่าง
“พวกนั้นใช่กลุ่มของเด็กปีหนึ่ง ที่จะเข้าร่วมงานล่าจิตอสูรของปีนี้ใช่หรือไม่?”
“เป็พวกนี้แหละ ข้าจำชื่อของเ้าพวกนั้นได้ หนึ่งในนั้นคือบุตรของผู้นำตระกูลปิงด้วยล่ะ!”
“พลังแค่ขอบเขตกำเนิดลมปราณ แต่จะเข้าร่วมงานล่าจิตอสูร...พวกมันคิดจะเอาชีวิตเข้าไปทิ้งหรือยังไงกัน?”
คำซุบซิบนินทาที่ลอยมา ทำให้ปิงหยุน ตงห่าว เสี่ยวฟ่านและลู่หานต่างรู้สึกแย่ลงยิ่งกว่าเดิม
“อย่าไปสนใจ!” โม่เฟิงหาได้สนใจถ้อยคำดูถูกเ่าั้ เขาพาทุกคนเดินออกไปจากสถาบันใบไม้เขียวด้วยสีหน้าที่มั่นคง สร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งสี่
พวกเขาพากันเดินมาจนถึงร้านค้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ติดกับสถาบันใบไม้เขียว ด้านในร้านมีเด็กชั้นปีที่สองและสาม เดินแวะเวียนกันเข้ามาเดินชมสินค้ากันอย่างครึกครื้น ส่วนมากเด็กที่มายังร้านค้าแห่งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็บุตรหลานของคนใหญ่คนโตด้วยกันทั้งสิ้น
เมื่อกลุ่มของโม่เฟิงก้าวเท้าเข้าไปภายในร้าน ชายร่างท้วมผู้มีใบหน้าอวบอิ่ม สีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม รีบเดินออกมาต้อนรับ “ข้าเซิ่งซัว เป็เ้าของร้านแห่งนี้ ไม่ทราบว่าท่านลูกค้า้าสิ่งใด ข้าจะช่วยแนะนำให้!”
โม่เฟิงไม่อ้อมค้อม เขาบอกสิ่งที่ตัวเอง้าออกมา “พวกข้าอยากได้ชุดเกราะ ที่สามารถป้องกันการโจมตีของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายาได้ ขอแบบดีที่สุดในร้าน!”
ด้วยคำพูดและบุคลิกที่สุขุมเยือกเย็นของโม่เฟิง ประกอบกับชุดที่โม่เฟิงและปิงหยุนสวมใส่เป็เสื้อผ้าอย่างดี เ้าของร้านจึงคิดว่ากลุ่มของโม่เฟิงนั้น ต้องเป็ลูกหลานของผู้มีฐานะร่ำรวยอย่างแน่นอน เขาจึงไม่รอช้า รีบพาทุกคนเดินไปดูชุดเกราะในทันที
เ้าของร้านหยุดอยู่หน้าชุดเกราะหนังสีแดงเข้มที่ดูน่าเกรงขามตัวหนึ่ง พร้อมบอกส่วนประกอบและคุณสมบัติของชุดเกราะนี้
“นี่คือชุดเกราะปฐีแดง สร้างขึ้นจากหนังของแรดปฐีแดง สัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายา มันสามารถป้องกันและช่วยลดความรุนแรงจากการโจมตีของสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายาได้ถึงแปดในสิบส่วน นอกจากนั้น ผิวของมันยังเคลือบด้วยผงสะเก็ดอัคคี มันจึงช่วยปกป้องผู้สวมใส่จากความร้อนได้เป็อย่างดี ส่วนราคาของมันแค่ห้าเหรียญทองเท่านั้น ถือว่าถูกมากเมื่อเทียบประสิทธิภาพของชุดเกราะตัวนี้”
“โอ้ววว!” เสี่ยวฟ่านเดินเข้าไปมองใกล้ ๆ เขาคิดว่าชุดเกราะตัวนี้มันหน้าทึ่งมาก ถ้าหากได้สวมใส่ เขาไม่ต้องกลัวเจ็บ เวลาไปมีเื่ชกต่อยกับเด็กในห้องเรียนที่หนึ่งอีกต่อไป
แต่ว่า..ราคาของมันนั้นแสนแพง เงินเก็บของเขามีไม่ถึงหนึ่งเหรียญทองเลยด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับห้าเหรียญทอง....แต่ถึงจะมีเงิน เขาก็ไม่เอามาซื้อชุดเกราะตัวนี้แน่ ๆ
เห็นแววตาของเสี่ยวฟ่านเป็ประกายขณะมองชุดเกราะปฐีแดง โม่เฟิงจึงยิ้มออกมาตัดสินใจที่จะซื้อมัน
“เถ้าแก่! ข้าเอาชุดเกราะตัวนี้”
“จะ จะ จะ..เ้าจะซื้อชุดเกราะตัวนี้?” เสี่ยวฟ่านตะลึงงัน ไม่คิดว่าโม่เฟิงจะซื้อมันจริง ๆ
หน่วยเงินตรานั้นถูกแบ่งออกเป็ 3 หน่วยด้วยกัน ได้แก่เหรียญทองแดง เหรียญเงินและเหรียญทอง โดยหนึ่งร้อยเหรียญทองแดงจะเท่ากับหนึ่งเหรียญเงิน และหนึ่งร้อยเหรียญเงินจะมีค่าเท่ากับ 1 เหรียญทอง
โดยหนึ่งเหรียญทองนั้นสำหรับคนปกติธรรมดาแล้ว สามารถทำให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปได้ถึงหนึ่งปีเต็ม ๆ จึงไม่ใช่เื่แปลก ที่เสี่ยวฟ่านจะมีท่าทีใ เมื่อเห็นโม่เฟิงใช้เงินไปอย่างไม่ยั้งคิดแบบนี้
ในระหว่างที่โม่เฟิงกำลังสั่งซื้อชุดเกราะปฐีแดง ฮัวเจี่ย ต้าถง พร้อมกับผู้ติดตามอีกสองคนได้เดินเข้ามาในร้าน
เมื่อมาถึง ฮัวเจี่ยพูดตำหนิเ้าของร้านในทันที “เถ้าแก่ ทำไมท่านถึงให้เ้าสวะที่ไม่มีเงินพวกนี้ เข้ามาในร้านของท่านได้ ท่านนี่ดูลูกค้าไม่เป็เอาเสียเลย!”
การมาถึงของฮัวเจี่ยและผู้ติดตามของเขาทำให้บรรยากาศภายในร้านนั้นเปลี่ยนไป ลูกค้ามากมายที่กำลังเลือกซื้อสินค้าอยู่ต่างก็หันมองมาที่พวกเขาในทันที
เห็นฮัวเจี่ยเข้ามาในร้าน เซิ่งซัวจึงรีบเดินเข้าไปต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “นายน้อยฮัว! ข้าไม่ทราบว่าท่านจะเดินทางมา ต้องขออภัยเป็อย่างสูง”
“เถ้าแก่ ขายชุดเกราะตัวนั้นให้กับข้า” ฮัวเจี่ยยืนกอดอก มองกลุ่มของโม่เฟิงด้วยสีหน้าที่เย่อหยิ่ง
เมื่อฮัวเจี่ย้าซื้อชุดเกราะตัวนี้ เซิ่งซัวจึงขายให้กับอีกฝ่ายในทันที “นายน้อยฮัวจะสวมมันกลับไปเลย...หรือจะให้ข้าส่งมันกลับไปที่บ้านท่าน?”
เห็นความไม่เป็ธรรมของเซิ่งซัว เสี่ยวฟ่านจึงโวยวายออกมา “เถ้าแก่! พวกข้ามาก่อน ทำไมถึงขายให้กับเ้านั่นซึ่งมาทีหลัง?”
เซิ่งซัวหันมาตวาดเสี่ยวฟ่าน “พวกเ้าไม่ต้องพูดแล้ว! ไม่ว่ายังไง..ข้าก็จะขายชุดเกราะตัวนี้ให้กับนายน้อยฮั่ว”
แม้เซิ่งซัวจะไม่รู้ว่าทั้งสองมีเื่ขัดแย้งอะไรกัน แต่เขาไม่อยากมีปัญหากับตระกูลเฟิง การขายชุดเกราะให้กับฮัวเจี่ยจึงเป็ทางเลือกที่ฉลาดที่สุด
ได้ยินที่เ้าของร้านพูดออกมาเช่นนั้น ยิ่งทำให้เสี่ยฟ่านและทุกคนต่างก็รู้สึกโกรธ พวกเขาเตรียมจะโต้เถียงกลับไป แต่กลับถูกโม่เฟิงยื่นมือเข้ามาห้ามปรามเอาไว้
โม่เฟิงก้าวออกมา พูดด้วยเสียงต่ำ “ท่านทำแบบนี้ มันไม่ผิดกฎเกณฑ์การค้ารึ?”
แม้ผู้คนส่วนมากจะหลงลืมกันไปหมดแล้ว แต่ในการซื้อและการขายนั้น ก็มีกฎเกณฑ์ของมันอยู่
โดยผู้ที่มาถึงก่อนย่อมมีสิทธิที่จะซื้อสินค้าชิ้นนั้น ซึ่งเ้าของร้านเองก็ไม่สิทธิที่จะปฏิเสธการขาย หรือนำมันไปขายมันให้กับคนที่มาช้ากว่าได้ ถ้าร้านไหนทำผิดกฎ สามารถส่งเื่ร้องเรียนให้กับทางสมาคมการค้าของแต่ละเมืองได้ โดยบทลงโทษสูงสุดของการทำผิดกฎก็คือการสั่งปิดร้าน
เซิ่งซัวหาได้สนใจในคำพูดของโม่เฟิง นอกจากนี้ยังขับไล่กลุ่มของโม่เฟิงออกไปจากร้าน “พวกเ้าออกไปจากร้านของข้าได้แล้ว อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำอีก!”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำเช่นนั้น โม่เฟิงจึงหยิบแผ่นป้ายสีเหลืองทองออกมาจากอกเสื้อ “สิ่งนี้พอจะช่วยให้ข้าได้สิ่งที่้าหรือไม่?”
“ปะ ปะ ป้ายนั่น!” เห็นแผ่นป้ายที่โม่เฟิงหยิบออกมา ใบหน้าของเซิ่งซัวเริ่มซีดขาว มือไม้อ่อนแรง
ได้ยินเสียงของโม่เฟิง ฮัวเจี่ยที่กำลังยืนมองชุดเกราะปฐีแดงยิ่งรู้สึกหงุดหงิดใจ ไม่มันได้สังเกตุเห็นสภาพของเซิ่งซัวตอนนี้
“เหอะ! เ้าของร้านพูดถึงขนาดนี้แล้ว ยังไม่รีบไสหัวออกไปอีก ช่างน่าสมเพชเสียจริง!”
เซิ่งซัวไม่มีเวลามาสนอกสนใจฮัวเจี่ยอีก เขารีบคุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะของตนหลายที เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นกลัว
“ข้าผิดไปแล้ว ๆ ได้โปรดยกโทษให้ข้าด้วย”
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ไม่รู้จักคุนหนุนหลังของพี่โม่ซะแล้ว เดี๋ยวจะโดน ม.44 สั่งปิดร้าน 5555+
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเื่นี้ รวมถึงกดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ