ตอนที่ 149 คนไร้เหตุผลมีทุกปี
หานชีเยวี่ยแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง เธอคิดว่าตัวเองคงมองผิดไปแน่ๆ
บนแถบหนังสัตว์ที่วางอยู่ มีตัวหนังสือเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ผ้ามีตำหนิแปดสิบเมตร และใยฝ้ายชั้นดีสิบจิน
ครั้งที่แล้วเธอขอให้เจียงอวี้หมิงช่วย แต่เขาเพียงอนุมัติผ้ามีตำหนิให้เธอแค่ห้าสิบเมตร บอกว่านั่นคือจำนวนสูงสุดแล้ว
แปดสิบเมตรนี่มันสิทธิ์ของผู้จัดการโรงงานเลยไม่ใช่เหรอ?
เลขาต้วนเห็นท่าทางตกตะลึงของหานชีเยวี่ย จึงรีบอธิบาย
“ท่านผู้จัดการบอกว่า การที่คุณมาทำงานที่โรงงานของเรา ถือว่าเป็นการเสียสละอย่างมาก ดังนั้นจึงสมควรได้รับสวัสดิการที่ดีกว่าคนอื่น”
จริงๆ แล้ว เลขาต้วนก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน สหายหานชีเยวี่ยมีความสามารถก็จริง แต่ก็ไม่น่าจะถึงขนาดนี้หรือเปล่า?
ในโลกนี้ การหาคางคกสามขานั้นหายาก [1] ก็จริง แต่คนที่เมีความสามารถก็ยังมีอีกมาก เขาไม่รู้เลยว่า สิ่งที่ทำให้ท่านผู้จัดการให้ความสำคัญกับหานชีเยวี่ยจริงๆ ก็คือแผนการปฏิรูปที่เธอเสนอ ถึงแม้ว่าเนื้อหาในแผนนั้นจะฟังดูเหลือเชื่อ แต่ในฐานะผู้จัดการโรงงานที่สามารถเข้าถึงข้อมูลระดับสูงได้มากกว่า เขาย่อมรู้ดีว่านโยบายในช่วงสองปีนี้กำลังมีการเปลี่ยนแปลง
สิ่งที่หานชีเยวี่ยพูดอาจเป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้โรงงานทอฝ้ายก้าวไปสู่โลกที่กว้างใหญ่กว่า ด้วยเหตุนี้ ท่านผู้จัดการจึงฝืนเสียงคัดค้านและมอบสวัสดิการที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ให้กับหานชีเยวี่ย
เลขาต้วนไม่ได้อยู่พูดคุยนานนัก หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อย เขาก็ขอตัวกลับ ก่อนไปเขายังให้คูปองอาหารกับหานชีเยวี่ยอีกปึกหนึ่ง
ห้องพักถูกทำความสะอาดอย่างเรียบร้อย น่าจะมีคนมาทำความสะอาดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว หานชีเยวี่ยเช็ดทำความสะอาดอีกเล็กน้อย จากนั้นก็เริ่มปูเตียงและแขวนเสื้อผ้าที่เธอนำติดตัวมา
สุดท้ายก็เป็นของใช้ส่วนตัวที่เธอใช้เป็นประจำ
ต้องยอมรับว่าสวัสดิการที่โรงงานทอฝ้ายมอบให้เธอนั้นดีมากจริงๆ ไม่เพียงแต่เตรียมกระติกน้ำร้อนให้เธอเท่านั้น แต่ยังเตรียมถังน้ำ กะละมังล้างหน้า กะละมังแช่เท้าไว้ให้พร้อมอีกด้วย
ของที่เธอต้องเตรียมมาเองนั้นมีไม่มากนัก
ในเมื่อโรงงานทอฝ้ายให้สวัสดิการที่ดีกับเธอขนาดนี้ หานชีเยวี่ยก็ต้องตอบแทนด้วยการทุ่มเทให้กับงานมากขึ้น
หลังจากจัดห้องเกือบจะเสร็จแล้วนั้น หานชีเยวี่ยก็เข้าไปในมิติเพื่อค้นหาเอกสารทันที เธอจำได้ว่าชาติที่แล้ว ตู้ฉาเคยบอกว่า หากเธอมีความสามารถแตกฉานในการศึกษาค้นคว้าเทคนิคการทอผ้า ก็จะหาทางให้เธอได้ทำงานที่โรงงานทอฝ้าย
เพื่อให้ได้ตำแหน่งงานนี้มา เธอจึงใช้เวลาศึกษาอย่างหนัก แต่สุดท้ายตู้ฉาก็ทำร้ายเธอจนตาย แต่หานชีเยวี่ยยังจำได้ว่า เอกสารเหล่านั้นยังอยู่
เอกสารเหล่านั้นเป็นของอีกหลายปีข้างหน้า เทคนิคการทอผ้าก็ล้ำหน้ากว่าปัจจุบันมาก โดยเฉพาะผ้าขนหนูแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างบ้าคลั่งหลังจากวางจำหน่าย
หานชีเยวี่ยตัดสินใจที่จะค้นหาเทคนิคนี้และมอบให้กับโรงงานทอฝ้าย
หลังจากทำงานในมิติเป็นเวลาหลายชั่วโมง หานชีเยวี่ยก็พบเทคนิคการทอผ้าขนหนูที่ได้รับความนิยมอย่างมากและยังคงเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง
จริงๆ แล้ว เทคนิคนี้ก็มีความคล้ายคลึงกับเทคนิคการทอผ้าในปัจจุบัน เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งด้วยระดับเทคโนโลยีในปัจจุบันก็สามารถทำได้
แต่การปรับปรุงเล็กน้อยนี้สามารถทำให้โรงงานพัฒนาได้เร็วขึ้น
หานชีเยวี่ยไม่ได้ตั้งใจจะเปิดเผยข้อมูลนี้ในตอนนี้ เธอวางแผนที่จะรอโอกาสที่เหมาะสมก่อน
เมื่อนึกถึงการไปบ้านของเจียงอวี้หมิงในคืนนี้ เธอต้องเตรียมของขวัญเล็กน้อยถึงจะถูก หานชีเยวี่ยไม่รอช้า เธอหยิบถั่วเคลือบน้ำตาลที่อยู่ในมิติ แล้วห่อด้วยกระดาษหนึ่งจิน จากนั้นก็หาผลไม้กระป๋องอีกสองขวด
ของขวัญนี้อาจจะไม่มากมายนัก แต่ก็ถือว่าพอได้แล้ว
เพื่อให้ของขวัญเหล่านี้ดูเหมือนได้มาอย่างปกติ หานชีเยวี่ยจึงวางแผนออกไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าสักรอบ
ยังไม่ทันออกจากโรงงาน เธอก็เห็นผู้หญิงสองสามคน ดูเหมือนพวกเธอกำลังจะออกไปข้างนอกเช่นกัน
“โอ้โห สาวน้อยบ้านไหนกันเนี่ย สวยจังเลย”
ผู้หญิงคนหนึ่งในกลุ่มนั้นกวาดมองหานชีเยวี่ยขึ้นลงอย่างพิจารณา ก่อนจะเอ่ยปากขึ้น
ถึงแม้หานชีเยวี่ยจะไม่ชอบน้ำเสียงของผู้หญิงคนนี้ แต่เธอก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องสร้างศัตรู จึงยิ้มตอบ
“สวัสดีค่ะ ฉันเป็นพนักงานใหม่ของโรงงาน ชื่อหานชีเยวี่ยค่ะ”
ทันทีที่หานชีเยวี่ยพูดจบ เธอก็เห็นสีหน้าของผู้หญิงวัยยี่สิบเจ็ดแปดปีคนหนึ่งเปลี่ยนไปในทันที
“เธอคือหานชีเยวี่ย?”
หานชีเยวี่ยมองเห็นเจตนาร้ายในแววตาของผู้หญิงคนนั้นในทันที แต่หานชีเยวี่ยจำไม่ได้จริงๆ ว่าเคยเจอผู้หญิงคนนี้ที่ไหน ทั้งชาติที่แล้วและชาตินี้ก็ไม่เคยเจอ ทำไมถึงได้แสดงเจตนาร้ายกับเธอตั้งแต่แรกพบ?
“ฉันคือหานชีเยวี่ย” หานชีเยวี่ยตอบอย่างใจเย็น ราวกับไม่รู้ถึงเจตนาร้ายของผู้หญิงคนนั้น
“สวยขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลย…” ผู้หญิงคนนั้นพูดอย่างประชดประชัน
คนที่อยู่ข้างๆ รีบดึงเธอไว้
“ซิ่วชิง เธอเป็นอะไรไป?”
“พี่ตู้ พี่อาจไม่รู้ ว่าสหายหานชีเยวี่ยคนนี้ เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นานก็ได้สวัสดิการห้องพักเดี่ยวแล้ว”
ผู้หญิงวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าพี่ตู้ได้ยินคำพูดของหลี่ซิ่วชิง ก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
ห้องพักในโรงงานค่อนข้างตึงตัว พวกเธอนั้นจึงทำได้เพียงอยู่ห้องคู่กัน
ตอนนี้ห้องพักว่างในโรงงานเหลือเพียงห้องเดี่ยวห้องเดียว หลี่ซิ่วชิงคิดว่าเธอทำงานมานานหลายปีแล้ว สมควรได้อยู่ห้องเดี่ยว จึงไปขอผู้นำโรงงาน
แต่ผู้นำโรงงานบอกว่ามีคนอื่นจองไว้แล้ว
เมื่อวานนี้เอง ทันใดนั้นก็มีคนมาทำความสะอาดห้องเดี่ยวนี้ บอกว่าจะมีคนย้ายเข้ามาอยู่
เธอถามหาข้อมูลอยู่นาน จนรู้ว่าเป็นพนักงานใหม่ชื่อหานชีเยวี่ยที่จะย้ายเข้ามาอยู่
หลี่ซิ่วชิงโกรธเรื่องนี้มาสองวันแล้ว
“พี่ๆ ลองคิดดูสิ ฉันทำงานที่โรงงานนี้มาตั้งแต่อายุสิบเจ็ด ตอนนี้ก็สิบปีแล้ว ยังไม่ได้ดีเท่าพนักงานใหม่ที่เป็นปีศาจจิ้งจอกเลย [2]!”
เมื่อหลี่ซิ่วชิงพูดประโยคน้ำตาก็เกือบไหล
เธอหน้าตาไม่ดี ก็ต้องโดนรังแกแบบนี้เหรอ? ทำงานมาตั้งนานหลายปี คู่ครองก็ยังหาไม่ได้ ไม่ง่ายเลยถึงจะหาได้สักคน โรงงานยังไม่ยอมให้เธออยู่ห้องเดี่ยว
“พนักงานใหม่แล้วไง? พนักงานใหม่จะต้องมีผลงานน้อยกว่าพนักงานเก่าเสมอไปเหรอ?” หานชีเยวี่ยคิดว่าผู้หญิงคนนี้สมองไม่ค่อยดี
ถ้าไม่พอใจ ก็ไปหาผู้นำโรงงานสิ มาหาเรื่องกับเธอที่เป็นแค่คนพักทำไม?
“ถ้าไม่พอใจ ก็ไปหาผู้นำโรงงานสิ”
“ทำเป็นอวดดีไปได้! นางปีศาจจิ้งจอก เธอคิดว่า…”
ยังพูดไม่จบ หลี่ซิ่วชิงก็โดนตบเข้าที่หน้า ถ้าไม่ใช่หานชีเยวี่ยแล้วจะเป็นใคร
หลี่ซิ่วชิงไม่คิดว่าพนักงานใหม่จะกล้าลงมือกับเธอ
“ฉัน ฉัน…”
“ฉันไม่สนว่าเธอเป็นใคร ปากเสียก็ต้องโดนตบ จำไว้ให้ดี!”
หานชีเยวี่ยพูดอย่างอวดดี ยังไงเธอก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำงานที่โรงงานนี้นานนัก แค่อยู่ไม่กี่วัน ทำไมต้องยอมให้ตัวเองโดนรังแกด้วย?
หลี่ซิ่วชิงจ้องหานชีเยวี่ยด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เมื่อเห็นหานชีเยวี่ยเดินออกจากประตูไปอย่างอวดดี เธอจึงตั้งสติได้
“พี่ซิ่วชิง อย่าโกรธไปเลย ใครจะไปสู้คนที่มีเส้นสายได้ล่ะ ดูสิ โดนตบจนหน้าแดงเลย…”
หญิงสาววัยยี่สิบสามยี่สิบสี่ปีที่อยู่ข้างๆ หลี่ซิ่วชิงรีบปลอบ แต่ยิ่งปลอบ หลี่ซิ่วชิงก็ยิ่งโกรธ
เธอจึงกระทืบเท้าอย่างแรงด้วยความโมโห
เชิงอรรถ
[1] การหาคางคกสามขานั้นหายาก 三条腿的蛤蟆不好找 ใช้อุปมาเปรียบถึงสิ่งหรือเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก เหมือนการแสวงหาสิ่งที่เกือบเป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง เอาไว้ยืนยันระดับความหายากขั้นสุดและตอกย้ำว่าแม้เราพยายามอย่างไร บางเรื่องก็ไม่อาจสำเร็จได้ง่าย ๆ
[2] ปีศาจจิ้งจอก 狐狸精ในวรรณกรรมจีนคือภูติปีศาจที่มาในคราบจิ้งจอก มักมีเสน่ห์เย้ายวนจนคนหลงใหล ใช้เปรียบอุปมาถึงผู้หญิงที่ใช้รูปลักษณ์และเสน่ห์กามารมณ์เพื่อหลอกล่อ จึงสื่อถึงทั้งพลังดึงดูดและภัยแฝงที่อาจซ่อนอยู่ภายใต้ความงาม เป็นอุปลักษณ์หนึ่งของเพศหญิงในนิยายตะวันออก