“นี่คือการดูแลศิษย์หลักห้าอันดับแรกงั้นหรือ”หลังจากที่ซ่งไป่หลางได้รับตำแหน่งศิษย์หลักอันดับห้ามาโดยวิธีลัดเด็กหนุ่มจึงได้เข้าใจว่าแท้จริงแล้วโลกใบนี้ไม่มีความยุติธรรมอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว
ด้วยตำแหน่งนี้ขอเพียงโบกมือทรัพยากรฝึกฝนทั้งหมดก็จะเข้ามาหาโดยไม่ต้องลำบากออกล่าเลยแม้แต่น้อยแก่นิญญาสัตว์ปีศาจจำนวนมากเท่ากับที่ต้องใช้เวลาไล่ล่าหลายวันสามารถจัดหามาได้ในไม่กี่ชั่วก้านธูปด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว
ยังมีวิชาระดับสูงของนิกายที่ไม่จำเป็ต้องทำภารกิจใดๆแลกเปลี่ยนซ่งไป่หลางได้รับสิทธิ์ให้ศึกษาวิชาทั้งหมดอย่างอิสระทำให้สามารถพัฒนาตัวเองได้อีกมากมายมหาศาล
อย่างไรก็ตามเวลาของการประลองสิบนภาเหลือเพียงสิบวันเท่านั้นไม่มากพอที่จะให้เขาฝึกฝนวิชาจำนวนมากซ่งไป่หลางได้แต่ตัดใจเลือกฝึกวิชาเพียงวิชาเดียวที่เหมาะสมมากที่สุด
‘ในบรรดาแก่นแท้วิชาที่ข้าได้รับจากซากวิหารบัว์ข้าไม่สามารถฝึกฝนได้เพราะมันเป็วิชาระดับสูงเกินไปทว่าเมื่อเริ่มต้นด้วยวิชาที่ถูกดัดแปลงและตัดย่อจนกลายเป็เพียงวิชาระดับสูงข้าสามารถฝึกฝนพวกมันได้และต้องใช้เวลาอีกเล็กน้อยเพื่อพัฒนามันให้กลายเป็วิชาระดับ์’
วิชาที่ซ่งไป่หลางเลือกฝึกคือวิชากายาบัวพิสุทธิ์เป็วิชาที่สามารถส่งเสริมพัฒนาร่างกายด้วยพลังลมปราณยิ่งเมื่อเข้าสู่ขั้นเที่ยงแท้และสามารถใช้พลังธาตุสอดประสานวิชานี้จะกลายเป็วิชาที่มีคุณค่าเป็อย่างมากไม่แพ้เกราะบัวอัสนีของเทียนเจินเลยไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเมื่อผ่านความเข้าใจแก่นแท้ของซ่งไป่หลางเขาสามารถพัฒนาวิชานี้จนถึงระดับ์ในอนาคต
‘ด้วยวิชานี้แม้แต่ฝ่ามือธรรมดาของข้าก็สามารถโจมตีเกราะบัวอัสนีของเทียนเจินได้ผสานกับท่าเท้าแปดบัวดาราก็สามารถพลิกแพลงการเคลื่อนไหวต่างๆได้มากมายหากไม่ใช่คนที่มีพลังขั้นสี่เที่ยงแท้ขึ้นไปหรืออัจฉริยะที่มีความโดดเด่นมากเกินไปข้ามั่นใจว่าสามารถเอาชนะได้อย่างแน่นอน’
ซ่งไปหลางเหลือเวลาเพียงไม่กี่วันดังนั้นเขาจึงใช้เวลาทั้งหมดทุ่มเทให้กับการฝึกฝนพลังลมปราณและวิชากายาบัวพิสุทธิ์ขณะเดียวกันศิษย์คนอื่นๆที่ได้รับเลือกต่างก็ฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งรอคอยให้วันแห่งการประลองมาถึง
ในที่สุดวันแห่งการประลองสิบนภาก็ได้มาถึงศิษย์หลักและศิษย์สายในทั้งสิบคนได้มารวมตัวกันที่จุดนัดหมายของนิกายเนื่องจากเ้านิกายยังอยู่ใน่เวลาสำคัญของการฝึกฝนหน้าที่ในการดูแลศิษย์สำหรับการประลองจึงตกเป็ของรองเ้านิกายและผู้าุโจางสีหน้าของทั้งสองเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังเมื่อมองไปยังศิษย์แต่ละคน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองไปยังอู๋หลิว ฉินจีและซ่งไป่หลางทั้งสองรู้สึกได้ว่าครั้งนี้นิกายบัว์จะต้องสามารถก้าวข้ามขึ้นมาเป็นิกายห้าอันดับแรกของแคว้นได้อย่างแน่นอน
ในบรรดาลูกศิษย์ทั้งหมดซ่งเจียหลานมองร่างของเด็กหนุ่มในตระกูลเดียวกันด้วยสายตาริษยาและคลั่งแค้นการปรากฏตัวและพุ่งทะยานของซ่งไป่หลางนั้นกะทันหันเกินไปรวดเร็วเกินไปทั้งยังไม่มีสัญญาณบอกกล่าวที่ชัดเจน เพียงพริบตาเดียวตัวตนของเขาก็ยิ่งใหญ่จนไม่อาจแตะต้องต่อให้มีพลังสูงกว่าหนึ่งขั้นแล้วอย่างไรซ่งเจียหลานไม่มีทางก้าวไปสู่ตำแหน่งศิษย์หลักได้ในตอนนี้ทั้งยังไม่อาจรู้ว่าชั่วชีวิตนี้จะมีโอกาสได้เป็ห้าอันดับแรกของศิษย์หลักนิกายหรือไม่
ดูอย่างโม่เทียนหลางที่เคยเป็ศิษย์สายในอันดับหนึ่งเมื่อสองปีก่อนหลังจากทะยานเข้าเป็ศิษย์หลักได้เขาก็ยังเป็เพียงศิษย์หลักชั้นปลายแถวคนหนึ่งเท่านั้น
ภายใต้ความโดดเด่นของซ่งไป่หลางตัวตนและอิทธิพลของนางในตระกูลนั้นแทบจะเลือนหายไปหมดสิ้นผู้คนในตระกูลทั้งหมดต่างเอ่ยถึงเพียงแค่ซ่งไป่หลางในฐานะอัจฉริยะอันดับหนึ่งคนใหม่ของตระกูล
ในบรรดาคนทั้งหมดซ่งไป่หลางรู้จักแค่ซ่งเจียหลานและฉินจีเท่านั้นและด้วยความสัมพันธ์ที่มีเขาจึงเมินเฉยต่อซ่งเจียหลานโดยสิ้นเชิงและใช้เวลาไปกับการสนทนาเื่ราวต่างๆกับฉินจีรวมถึงฝึกฝนตนเองในบางขณะ
รองเ้านิกายเห็นว่าทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมดแล้วจึงเริ่มการเดินทางโดยการเรียกสัตว์พาหนะประจำนิกายออกมาสัตว์ตัวนี้รูปร่างเป็ปลา ทว่ามันสามารถแหวกว่ายอยู่ในอากาศได้อย่างอิสระราวกับทั้งโลกคือบ่อน้ำของมัน ขนาดตัวของมันเทียบเท่าได้กับวิหารหนึ่งหลังพลังของสัตว์ตัวนี้ก็แข็งแกร่งยิ่งกว่าทุกคน เป็สัตว์ขั้นเหนืุ์ที่ยากจะพบเจอนับได้ว่าเป็สัตว์พิทักษ์และพลังแฝงของนิกาย
นี่ก็คือสัตว์ประจำนิกาย “มัจฉาบัว์” หางของมัจฉาบัว์นั้นมีสีสันงดงามและซ้อนกันเป็ชั้นในการเดินทางศิษย์ทั้งสิบถูกแบ่งออกไปให้นั่งอยู่ตามแพนหางของมัจฉาบัว์โดยที่ผู้าุโจางและรองเ้านิกายคอยนั่งอยู่ตรง่ลำตัวควบคุมการเคลื่อนไหวของมัน
‘มัจฉาบัว์ตัวนี้มีอายุมากพอสมควรคิดว่าคงเป็หนึ่งในสิ่งที่เหลือตกทอดมาั้แ่สมัยที่นิกายยังรุ่งเรือง’ เซี่ยหยางวิเคราะห์
ขณะที่ทุกคนขึ้นไปนั่งบนหางของมัจฉาบัว์ร่างของมัจฉาบัว์สั่นสะท้านเล็กน้อยเมื่อััได้ถึงอะไรบางอย่างแม้จะไม่สามารถเอ่ยได้ว่ามันกำลังคิดเช่นไรแต่รองเ้านิกายและผู้าุโจางกลับรู้สึกได้ว่ามันกำลังตื่นเต้นและมีความสุขเพราะอะไรบางอย่าง
“เป็เขา”เมื่อมองไปยังจุดที่ทำให้มัจฉาบัว์เกิดอาการตื่นเต้นรองเ้านิกายก็เผยสีหน้าเหลือเชื่อเช่นเดียวกับผู้าุโจางเห็นได้ชัดว่าจุดที่ซ่งไป่หลางนั่งอยู่มัจฉาบัว์ได้ส่ายหางของมันมากกว่าปกติราวกับว่ามัน้าแสดงความรู้สึกเป็มิตรกับซ่งไป่หลาง
‘ไม่มีทางที่เ้าหนูนี่จะมีโอกาสได้รู้จักกับมัจฉาบัว์ก่อนหน้านี้เป็ไปได้หรือไม่ว่ามันสนิทสนมกับเ้าหนูซ่งไป่หลางด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง’ รองเ้านิกายครุ่นคิด
ซ่งไป่หลางเองก็ััได้เช่นกันราวกับว่ามัจฉาบัว์้าพูดคุยกับตน ‘หรือจะเป็เพราะกลิ่นอายบางอย่างที่ติดตัวข้ามาจากซากวิหารบัว์’
เด็กหนุ่มพยายามทำความเข้าใจท่าทีของมัจฉาบัว์ระหว่างนั้นเสียงของเซี่ยหยางได้ดังขึ้นมา
‘เ้าหนู หลับตาแล้วฝึกฝนพลังซะมัจฉาบัว์กำลังส่งกลิ่นอายพลังิญญาให้กับเ้าภายใต้สถานการณ์เช่นนี้จะทำให้การฝึกฝนของเ้าได้ผลดียิ่งกว่าฝึกในน้ำตกลมปราณเสียอีก’
ซ่งไป่หลางได้ฟังก็รีบหลับตาลงแล้วโคจรพลังฝึกตนทันทีเด็กหนุ่มััได้ถึงพลังอันบริสุทธิ์และแข็งแกร่งถ่ายทอดผ่านเข้ามาในร่างของตนพร้อมกันนั้นยังช่วยชำระล้างและทำให้แก่นแท้ความเข้าใจวิชาของนิกายบัว์ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น
เมื่อเริ่มออกเดินทางคนทั้งสิบสองต่างนิ่งเงียบและมีสมาธิอยู่กับตนเองโดยเฉพาะอัจฉริยะทั้งสิบของนิกายที่ต่างจดจ่ออยู่กับการฝึกตนและเตรียมความพร้อมสำหรับการประลองที่จะมาถึง
ความเร็วของมัจฉาบัว์นั้นคล้ายจะไม่มากทว่าในความเป็จริงนี่คือการเดินทางข้ามมิตินภา การแหวกว่ายหนึ่งครั้งของมัจฉาบัว์ได้สร้างคลื่นกระเพื่อมส่งร่างของมันให้พุ่งทะยานไปไกลกว่าสิบลี้ในพริบตา
นี่ก็คือหนึ่งในคุณสมบัติพิเศษของมัจฉาบัว์แหวกว่ายมิตินภา
สถานที่จัดการประลองคือจุดศูนย์กลางของแคว้นสิบนภาเมืองหลวงนภาอันยิ่งใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วขนาดของเมืองบัว์ใหญ่เพียงแค่หนึ่งในสิบของเมืองหลวงนภาเท่านั้น
และผู้ที่ปกครองดูแลเมืองหลวงนภาก็คือตระกูลิเ้าแคว้นสิบนภาผู้มีอำนาจเหนือสิบนิกายใหญ่ ปกครองดูแลแคว้นสิบนภา แม้แต่นิกายหมื่นดาราที่เป็นิกายอันดับหนึ่งก็ยังอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของตระกูลิ
เมื่อเดินทางมาถึงเมืองหลวงนภา ผู้าุโคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้ามัจฉาบัว์ดวงตาจ้องมองไปยังศิษย์ทั้งสิบที่โดยสารมากับสัตว์วิเศษก่อนจะเปิดกว้างด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
‘เกิดอันใดขึ้นกับนิกายบัว์กันศิษย์หลักเดินทางมาเพียงสี่คนเท่านั้นหรือคนที่มีพลังขั้นหนึ่งเที่ยงแท้นั่นคือศิษย์หลักอีกคนหนึ่ง’ แม้จะสงสัยทว่าผู้าุโก็รีบแปรเปลี่ยนท่าทีออกไปต้อนรับกลุ่มของนิกายบัว์
“รองเ้านิกายบัว์ ผู้าุโจางไม่ได้พบพวกท่านเสียนาน”เอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
รองเ้านิกายยิ้ม “ผู้าุโแปด ขอบคุณท่านที่ให้เกียรติมาต้อนรับพวกเรา”
ที่แท้ผู้าุโคนนี้ก็คือผู้าุโแปดแห่งตระกูลิระดับพลังของเขาเทียบเท่าได้กับรองเ้านิกายและผู้าุโจางดังนั้นจึงได้รับความเคารพอย่างมาก
“ผู้าุโแปดเด็กทั้งสิบคนนี้คือตัวแทนของนิกายบัว์เรา” ผู้าุโจางเอ่ยแนะนำตัวศิษย์ของนิกายทีละคน
กระทั่งถึงศิษย์หลักอันดับห้าดวงตาของาุโแปดฉายประกายด้วยความประหลาดใจ
“ผู้าุโจางหรือว่านิกายของพวกท่านตั้งใจส่งศิษย์หลักมาแค่สี่คนเท่านั้น” ผู้าุโแปดเอ่ยถามอย่างไม่อาจหักห้าม
ผู้าุโจางยิ้มเจื่อน “ผู้าุโแปด เื่นี้ท่านจะได้ทราบคำตอบภายหลัง”
ผู้าุโแปดส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจอย่างไรก็ตามเขาไม่ได้มีหน้าที่ตรวจสอบเื่ราวใดๆ หลังจากต้อนรับนิกายบัว์เสร็จจึงสั่งให้คนของตนนำคณะของนิกายบัว์ไปยังที่พักรับรอง
“การประลองสิบนภาจะเริ่มต้นในอีกหนึ่งชั่วยามเมื่อถึงเวลาแล้วจะมีเด็กรับใช้ไปเรียกพวกท่านเอง” ผู้าุโแปดเอ่ยทิ้งท้าย
“หลางเอ๋อ สถานะของเ้านั้นค่อนข้างพิเศษจนกว่าการประลองจะเริ่มต้นขึ้นเ้าจะต้องได้รับความกดดันจำนวนมากอย่าได้ใส่ใจต่อคำพูดของผู้คน รอให้ถึงเวลาแล้วเ้าย่อมสามารถหุบปากผู้คนได้อย่างง่ายดาย” ผู้าุโจางเอ่ยด้วยรอยยิ้มเทียนเฟิงที่มีพลังระดับสามเที่ยงแท้ก็ยังพ่ายแพ้ต่อซ่งไป่หลางถึงเทียนเฟิงจะไม่ใช่อัจฉริยะที่โดดเด่นในการประลองสิบนภาแต่ก็นับว่าอยู่ในระดับกลางๆซ่งไป่หลางเอาชนะเทียนเฟิงได้ง่ายดายย่อมสามารถแสดงความโดดเด่นได้อย่างแน่นอน
“ท่านอาจารย์ ข้าเข้าใจ” ซ่งไป่หลางตอบรับอย่างไม่คิดมาก
ภายใต้การช่วยเหลือของมัจฉาบัว์ผนวกรวมกับทรัพยากรฝึกตนที่เขาได้รับตอนนี้พลังของซ่งไป่หลางพุ่งทะยานจนเกือบแตะถึงระดับสูงสุดของขั้นก่อกำเนิดแล้วขอเพียงมีเวลาอีกสักหน่อยย่อมฉีกกำแพงทะยานไปถึงขั้นครึ่งก้าวเที่ยงแท้ได้สำเร็จ
เซี่ยหยางเองก็ไม่ได้กังวลเื่การประลองมากนักในความเห็นของเขาขอเพียงไม่ใช่อัจฉริยะที่โดดเด่นหรือพวกที่มีพลังสูงกว่าขั้นสี่เที่ยงแท้ย่อมไม่มีใครสามารถคุกคามซ่งไป่หลางได้
ภายในจวนเ้าเมือง หลิวจื่อฮวนผู้เป็ผู้นำตระกูลและผู้ปกครองแคว้นนั่งอยู่บนเก้าอี้อันทรงเกียรติของตนดวงตาทรงอำนาจของผู้มีพลังระดับขั้นเหนืุ์กวาดมองไปยังเหล่าผู้าุโที่มาเข้าร่วมการประชุม
“การเตรียมการสำหรับงานประลองสิบนภาเป็อย่างไร”หลิวจื่อฮวนเอ่ยถามเสียงราบเรียบหากแต่แฝงด้วยพลังอันแข็งกร้าว
“ท่านผู้นำ จากบรรดานิกายทั้งสิบ บัดนี้มาถึงแล้วแปดและกำลังเดินทางอีกสอง” ผู้าุโคนหนึ่งเอ่ยตอบ
“คงเป็นิกายหมื่นดาราและนิกายขุนเขาอัคคี” หลิวจื่อฮวนถอนหายใจมันเป็เื่ที่ช่วยไม่ได้ที่นิกายที่แข็งแกร่งเป็อันดับหนึ่งและสองจะมีความเย่อหยิ่งและไม่้ารอคอยพวกเขามักจะมาปรากฏตัวตอนที่งานเริ่มต้นเสมอ
“ในบรรดานิกายที่มาถึงทั้งหมดมีผู้โดดเด่นน่าจับตามองอยู่มากน้อยเพียงใด”แม้ผู้เข้าร่วมประลองทุกคนจะถูกคัดมาจากศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดของทุกนิกายทว่าผู้ที่โดดเด่นอย่างแท้จริงนั้นกลับมีไม่มากนักหลิวจื่อฮวนในฐานะที่เป็ผู้ปกครองแคว้นสิบนภา หากเขาได้พบเจอคนที่โดดเด่นเขาก็จะจับตามองและสนับสนุนอัจฉริยะผู้นั้นอย่างเต็มที่
“คนที่โดดเด่นจากนิกายหอกระบี่คือเซียนกระบี่น้อยเยว่จิงแม้นางจะมีระดับพลังเพียงขั้นสามเที่ยงแท้ทว่าความเข้าใจและชำนาญในวิชากระบี่ของนางยอดเยี่ยมนักถึงขั้นเอาชนะผู้มีพลังขั้นสี่เที่ยงแท้ได้ หากนางมีอาวุธที่ดีพอหรือมีโอกาสฝึกฝนจนก้าวหน้าในอนาคตนางอาจกลายเป็อัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่ง” ผู้าุโคนหนึ่งเอ่ยออกมา
“เซียนกระบี่น้อยก็นับว่าดีอยู่ทว่าข้ากลับเห็นว่าวิหคอัสนี โยวหลันของนิกายยอดอัสนีนั้นยอดเยี่ยมยิ่งกว่า จากบรรดาผู้ที่มีพลังธาตุอัสนีทั้งหมดเขาเป็ผู้ที่โดดเด่นกว่าผู้ใดอีกทั้งพลังของเขาก็ก้าวสู่ระดับสี่เที่ยงแท้แล้วด้วย” ผู้าุโอีกคนเอ่ยแย้ง
“อืมโยวหลันผู้นี้ในปีก่อนหน้าเขาใช้วิชาอัสนีของตนก้าวขึ้นไปสู่ยี่สิบอันดับแรกได้สำเร็จมาตอนนี้พลังของเขาก้าวหน้าไปอีกก้าวใหญ่ ข้าไม่แปลกใจเลยหากเขาจะได้สิบอันดับแรกมา”
“ข้ากลับคิดว่าคนของนิกายวายุโดดเด่นเป็อย่างยิ่งเขาเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งของนิกายนามว่าฟงเหยียน พลังอยู่ที่ระดับสี่เที่ยงแท้ชำนาญวิชาธาตุวายุและวิชาดาบ มีการโจมตีที่รวดเร็วและเกรี้ยวกราดยิ่งปีที่แล้วเขาเป็ถึงสิบอันดับแรกเชียว”
“ฮึต่อให้เด็กพวกนี้จะแข็งแกร่งหรือโดดเด่นมาจากที่ใดแต่หลังจากนิกายหมื่นดาราและขุนเขาอัคคีมาถึงเกรงว่าแสงของพวกเขาคงถูกบดบังจนหมดสิ้น”ผู้าุโคนหนึ่งแค่นเสียงด้วยความรู้สึกเหยียดหยามในความคิดของเขานอกจากศิษย์นิกายหมื่นดาราและขุนเขาอัคคีแล้วคนอื่นๆล้วนไม่มีค่าพอให้เอ่ยถึง
ทุกคนต่างเงียบเสียงอย่างไม่อาจเอ่ยคัดค้านจริงอยู่ว่าในปีก่อนๆสิบอันดับแรกนั้นล้วนประกอบด้วยศิษย์จากนิกายหมื่นดาราและนิกายขุนเขาอัคคีมีเพียงอันดับเจ็ดที่มาจากศิษย์นิกายหอกระบี่ทว่าคนผู้นั้นบัดนี้ก็หลุดพ้นจากตำแหน่งศิษย์หลักกลายเป็ผู้ฝึกสอนนิกายไปแล้วดังนั้นจึงไม่อาจนำมาชี้วัดได้อีก
“ยังมิต้องเอ่ยถึงว่าปีนี้นิกายหมื่นดาราและนิกายขุนเขาอัคคีมีอัจฉริยะคนใหม่ปรากฏตัวทั้งคู่พวกเขาล้วนเป็ศิษย์แห่งความภาคภูมิใจที่ปรากฏตัวในรอบร้อยปีคนหนึ่งคือเซียนหญิงน้อยบุตรสาวของท่านผู้นำ คุณหนูหลิวหลี่ อีกคนคืออสูรเพลิงร้ายกาจของนิกายขุนเขาอัคคีจ้าวฮุย ทั้งสองคนทะยานขึ้นมาเป็ศิษย์หลักของนิกายอย่างรวดเร็วทั้งยังไต่อันดับได้อย่างน่ากลัวพลังฝึกตนก็อยู่ในระดับสี่เที่ยงแท้แล้วเช่นกัน”
“หากไม่นับศิษย์อันดับหนึ่งดั้งเดิมของแคว้นอย่างหลินัเีแล้วเกรงว่าคงไม่มีผู้ใดเป็คู่ต่อสู้ให้กับคุณหนูหลิวหลี่ได้อีก” ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยคุณหนูของตระกูลหลิวผู้นี้เป็อัจฉริยะที่โดดเด่นอย่างแท้จริงด้วยอายุเพียงสิบเจ็ดปีนางก็สามารถมาถึงจุดนี้ได้แล้วไม่แน่อาจทะยานไปถึงขั้นเหนืุ์ได้ก่อนอายุสามสิบเสียด้วยซ้ำ
หลิวจื่อฮวนเผยรอยยิ้มภาคภูมิใจในตัวบุตรสาวทว่าเมื่อกวาดมองไปเห็นสีหน้าแปลกประหลาดคล้ายกำลังครุ่นคิดของผู้าุโแปดจึงเอ่ยออกไป“ผู้าุโแปดท่านทำหน้าที่ต้อนรับนิกายบัว์ หรือว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นในการทำงาน”
ผู้าุโแปดถอนหายใจตอบว่า “ท่านผู้นำนิกายบัว์มีอัจฉริยะที่น่าสนใจอยู่สองคน คนหนึ่งคืออู๋หลิวเมื่อปีที่แล้วเขามีพลังเพียงระดับสองเที่ยงแท้จึงไม่ได้เข้าร่วมประลองทว่าในปีเดียวกลับฝึกฝนอย่างรวดเร็วจนพุ่งทะยานมาเป็ระดับสี่เที่ยงแท้กลายเป็ศิษย์อันดับสองของนิกาย ได้ยินมาว่าฝีมือโดดเด่นอย่างมาก”
“ยังมีอีกคนเป็ศิษย์หญิงนามว่าฉินจีพลังของนางอยู่ที่ระดับสามเที่ยงแท้ทั้งที่เพิ่งสอบเลื่อนจากศิษย์สายในมาเป็ศิษย์หลักได้สำเร็จไม่นานพลังฝีมือและเทคนิคการควบคุมยอดเยี่ยมยิ่งนัก ปัจจุบันกลายเป็ศิษย์อันดับสามของนิกายบัว์ข้าคิดว่านางมีคุณสมบัติไม่ด้อยไปกว่าเซียนกระบี่น้อยของนิกายหอกระบี่เลย”
ดวงตาของหลิวจื่อฮวนเผยความสนใจขึ้นมา
ผู้าุโแปดถอนหายใจ “ทว่านิกายบัว์กลับมีการกระทำที่แปลกประหลาดศิษย์อันดับห้าของพวกเขาไม่ใช่ผู้มีพลังระดับเที่ยงแท้แต่กลับเป็พลังระดับสิบก่อกำเนิดข้าไม่เข้าใจว่าพวกเขาคิดอันใดอยู่”
“อันใดกัน”เหล่าผู้าุโต่างอุทานด้วยความประหลาดใจ
“หรือว่านิกายบัว์ไม่สามารถหาตัวแทนอื่นมาได้แล้ว” ผู้าุโอีกคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“ช่างเถอะ เด็กนั่นคงถูกส่งมาให้ยอมแพ้เพียงเท่านั้นเราสนใจเพียงแค่คนที่โดดเด่นก็พอ”หลิวจื่อฮวนไม่ได้ใส่ใจนัก
“อีกไม่นานการประลองก็จะเริ่มต้นแล้วพวกเราไปเตรียมตัวที่ลานประลองเถอะนิกายหมื่นดาราและนิกายขุนเขาอัคคีเองก็คงใกล้จะมาถึงแล้ว” สิ้นคำของหลิวจื่อฮวนทุกคนจึงมุ่งหน้าไปยังสถานที่ประลอง
“ศิษย์พี่หลินข้าได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับอัจฉริยะคนใหม่ของนิกายขุนเขาอัคคีว่ากันว่าเขามีเป้าหมายอยู่ที่อันดับหนึ่งในการประลองช่างโง่เขลานักเขาเป็เพียงระดับสี่เที่ยงแท้จะเอาชนะอัจฉริยะระดับห้าเที่ยงแท้อย่างท่านได้ยังไง” บนพาหนะวิเศษรูปร่างคล้ายเรือ ชายคนหนึ่งกำลังนั่งเหม่อจ้องมองไปบนท้องฟ้าอันแสนกว้างใหญ่เมื่อได้ยินคำพูดเจี๊ยวจ๊าวที่ดังขึ้นจากด้านหลังเขาหันไปหาเ้าของเสียงก่อนจะยิ้มอย่างอบอุ่น
“จื่อน้อย เ้าไม่ควรดูถูกผู้อื่นเช่นนั้น อันที่จริงมันไม่สำคัญว่าเ้าจะมีระดับพลังเท่าไหร่ในอดีตข้าเองก็เคยเอาชนะผู้ที่พลังเหนือกว่าตนเองเช่นกัน”
ผู้ที่ถูกเรียกว่าจื่อน้อยคือชายหนุ่มอายุประมาณสิบเก้าปีเขามีพลังระดับสี่เที่ยงแท้และเป็ศิษย์หลักอันดับสี่ของนิกายหมื่นดารา “ศิษย์พี่หลิน หรือว่าข้าพูดผิดกันขนาดตอนที่ท่านพลังด้อยกว่าท่านยังเอาชนะได้เมื่อท่านพลังเหนือกว่าท่านจะพ่ายแพ้ได้อย่างไร เ้าอสูรเพลิงโง่เง่านั่นมีหรือจะมาเทียบรัศมีกับท่านได้”
ชายแซ่หลินยิ้มเจื่อนก่อนจะส่ายหน้าไม่โต้ตอบสิ่งใด
“พี่หลิน ข้าได้ยินจากท่านพ่อว่าหลังจากการประลองสิบนภาจบลงท่านจะเป็หนึ่งในสองตัวแทนของแคว้นสิบนภาเข้าสู่การประลองห้าสมุทร และหากท่านสามารถคว้าโอกาสได้สำเร็จท่านก็จะจากไปมุ่งหน้าสู่ดินแดนมิติที่เหนือกว่าสินะ”เสียงสดใสของหญิงสาวผู้หนึ่งดังขึ้นดึงความสนใจของผู้คน
หลินัเีหันมาหาหญิงสาว “หลิวหลี่ เ้าเองก็รู้เื่นี้ด้วยสินะถูกต้องแล้วเป้าหมายของข้าคือดินแดนที่สูงกว่านี้ อันที่จริงข้าไม่จำเป็ต้องลงประลองในครานี้แล้วทว่านี่คือคำสั่งของท่านอาจารย์เพื่อตอบแทนบุญคุณของนิกายข้าจึงเข้าร่วมการประลองสิบนภานี้อีกครั้งไม่เช่นนั้นตำแหน่งอันดับหนึ่งของการประลองจะต้องเป็ของเ้าไปแล้ว”
“สำหรับผู้ที่แข็งแกร่งเช่นท่านคงคิดว่าการประลองนี้ไม่เหมาะสมกับตัวเองอีกต่อไปแล้วสินะ” หลิวหลี่ทอดถอนใจนางพอจะเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย
“อันที่จริงข้าก็แอบคาดหวังเล็กน้อยอสูรเพลิงที่ว่ากันว่าเป็อัจฉริยะรุ่นใหม่ที่เก่งกาจหากเขาแข็งแกร่งได้เท่ากับเ้าเช่นนั้นการประลองนี้ก็อาจจะน่าสนใจขึ้นมาบ้าง” ดวงตาของหลินัเีทอประกายเล็กน้อย
“หึ คู่ต่อสู้ของท่านก็คือข้าต่างหากระวังเถอะข้าจะชิงอันดับหนึ่งจากท่านในการประลอง ” หลิวหลี่เอ่ยจบก็สะบัดหน้าเดินจากไป
หลินัเีถอนหายใจ “หลิวหลี่ เ้าเป็อัจฉริยะจริงๆนั่นแหละ ทว่ากว่าเ้าจะมาถึงจุดที่ข้ายืนอยู่นี้ข้าก็คงก้าวไปยังอีกจุดหนึ่งแล้วสำหรับข้าแคว้นนี้ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจอีกแล้ว”