ประตูห้องเปิดออกอีกครั้งเ้าของห้องหันมองพอเห็นหน้าว่าใคร หล่อนยิ้มเยาะแล้วเมินมองทางอื่นหมอมิลันดารู้สึกอึดอัดแต่จำต้องอดทน คุณหมอคนสวยก้าวมายืนริมเตียงแล้วตรวจอาการเบื้องต้นคุณกานต์สินีอาการดีขึ้นไม่มีอะไรให้หนักใจ อีกไม่กี่วันคงกลับบ้านได้
“ปวดท้องอีกหรือเปล่าคะหรือไม่สบายตัวตรงไหน” หล่อนถาม
“ไม่ปวดแล้วก็สบายดี”
“เดี๋ยวขอวัดความดันหน่อยนะคะ”
หมอมิลันดาจัดการตรวจวัดความดันคนป่วยจ้องมองใบหน้า กวาดลงไปยังเรือนร่างในชุดกาวน์ ไม่อยากเชื่อเด็กกะโปโลอวบๆจะกลายเป็สาวสวย แถมยังมีหน้าที่การงานก้าวหน้า ดูเหมือนเวลานี้ผู้หญิงคนนี้ไม่ต้องไปตามจีบใครเสียด้วยซ้ำ แค่เพียงกระดิกนิ้วหนุ่มๆคงมาขายขนมจีบไม่ห่างหาย
“อาการดีขึ้นมากแล้วนะคะอีกไม่กี่วันคงได้กลับบ้านแล้ว”
“ทำไมวันนี้คุณหมอถึงมาตรวจร่างกายฉันได้ล่ะคะในเมื่อคุณอยู่ในแผนกอื่นไม่ได้เกี่ยวกับโรคที่ฉันเป็”กานต์สินีถามแล้วจ้องมองคุณหมอไม่วางตา
“เพราะคุณถูกย้ายมาแผนกผู้ป่วยทั่วไปแล้วค่ะฉันมีเวรวันนี้”
“เหรอคะ”หล่อนยิ้มเย็น “ฉันดันเผลอคิดไปว่าคุณหมอคงไม่อยากมาตรวจคนอย่างฉันเสียอีก”
มิลันดาเม้มริมปาก“คนเป็หมอ ไม่เคยเลือกคนไข้หรอกนะคะ เพราะเราตระหนักในหน้าที่ของตัวเองดี”
คนฟังกระตุกมุมปากเล็กน้อยดูเหมือนหล่อนไม่มีอะไรสู้เด็กคนนี้ได้เลย แล้วแบบนี้จะเอาอะไรมาชนะใจคมฉณัฐได้อยากย้อนเวลาได้เสียเหลือเกิน หากย้อนได้ชีวิตหล่อนคงไม่เหลวแหลกเช่นนี้
“คุณสวยขึ้นจนฉันจำไม่ได้”
“คุณหมายถึงใครเหรอคะ”มิลันดาย้อนถาม สีหน้าแปลกใจกับคำพูดลอยๆ ของกานต์สินี
“หมายถึงคุณหมอยังไงล่ะคะฉันเกือบจำคุณไม่ได้ ที่แท้คุณคือเด็ดข้างบ้านของคมเมื่อสมัยก่อน”
หล่อนรู้สึกไม่เข้าใจกานต์สินี้าอะไรกันแน่
“พอดีหมอไปเรียนต่างประเทศมาหลายปีน่ะค่ะอย่าว่าแต่คุณกานต์สินีจำไม่ได้ แม้แต่คนแถวบ้านเองก็ยังจำไม่ได้เลยค่ะ”มิลันดาตอบ ยิ่งพี่คมแล้วแทบไม่มีหล่อนอยู่ในสายตาเลย
“อ๋อถึงว่าสินะคะ พักหลังฉันไปหาคมที่บ้าน ถึงไม่เจอคุณหมอเลย”
มิลันดารู้สึกถึงคำพูดแฝงอะไรบางอย่างจะบอกให้รู้งั้นเหรอว่าไปมาหาสู่กับพี่คมเสมอช่วยหล่อนเรียนอยู่อังกฤษหรือ้าแสดงความเป็เ้าของ
“คงไม่เจอหมอหรอกค่ะเพราะไปเรียนอังกฤษั้แ่มัธยมปลายจนจบแพทย์มาน่ะค่ะ ก็รวมสิบปีได้”
กานต์สินีกัดฟันข่มอารมณ์หล่อนกำลังอิจฉามิลันดา รูปสวย รวยทรัพย์แถมยังพ่วงท้ายด้วยดีกรีแพทย์แบบนี้คมไม่หลงก็แปลกไปแล้ว
“แบบนี้ฉันคงแย่ไม่มีอะไรสู้คุณหมอได้เลย ทั้งหน้าตา ทั้งความรู้ ฐานะทางบ้านอีก”หล่อนแสร้งตีหน้าเศร้า อย่างไรเสียจะไม่มีวันเสียคมไป เขาคือที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวในเวลานี้
คุณหมอชะงักสู้งั้นเหรอ หล่อนไม่เคยคิดสู้ั้แ่แรกเพราะรู้ว่าอย่างไรพี่คมต้องเลือกคุณกานต์สินีแน่นอนนี่คือเหตุผลที่ทำให้หล่อนหลีกเลี่ยงการจับคู่ระหว่างผู้ใหญ่
“ทำไมต้องสู้ด้วยล่ะคะหมอไม่ชอบต่อสู้กับใครหรอกค่ะ”
“ถ้าหากคุณหมอไม่สู้ก็ดีแล้วล่ะค่ะเพราะฉันไม่อยากแพ้ยับเยิน ตอนนี้ฉันมีเขาเพียงคนเดียวที่เป็ที่พึ่ง” กานต์สินีบอกตามจริง
คนตัวเล็กกล้ำกลืนน้ำตาไม่อยากสนทนาเื่นี้อีก หล่อนอยากตัดออกไปจากชีวิตเสียด้วยซ้ำไป
“หมอตรวจเรียบร้อยแล้วนะคะคงต้องขอตัวไปตรวจคนไข้อื่นอีก”
มิลันดาเลี่ยงออกมายืนพิงกำแพงเพื่อทรงตัวเองให้อยู่หัวใจมันวูบ พยายามเก็บกลั้นน้ำตาเอาไว้อย่างสุดกำลังทำอย่างไรก็ไม่เคยพ้นพี่คมและผู้หญิงของเขาเสียทีตั้งสติได้สาวเท้าผ่านทางเดินระหว่างตึกอย่างรวดเร็ว รมย์รวัตรสวนทางมาพอดีเลยยกมือโบกเพื่อทักทายแต่อีกฝ่ายกลับไม่สนก้มหน้าก้มตาเดิน ชายหนุ่มรีบวิ่งตามด้วยความเป็ห่วง
มือหนารั้งท่อนแขนแล้วดึงตัวมิลันดาให้หันกลับมาเขาเห็นขอบตาเพื่อนกำลังแดงก่ำ สายตามองมามีแววเศร้าหมองปะปน
“เป็อะไรมิทำไมทำหน้าอย่างกับจะร้องไห้” เขาถามเสียงเครียด
คนถูกถามส่ายหน้าปฏิเสธหล่อนกลัวเล่าอะไรออกไปแล้วน้ำตามันจะแตกเอาเสียก่อน
“ไม่มีอะไรหรอกวัตรฉันแค่เครียดเื่แม่นิดหน่อยน่ะ”
“แค่เื่แม่จริงเหรอฉันว่ามันไม่ใช่ มีอะไรก็น่าจะบอกกัน ฉันเคยบอกแกแล้วไม่ใช่เหรอมิหากแกมีเื่ไม่สบายใจให้บอกกับฉัน”
คนตัวเล็กเม้มริมฝีปากสูดหายใจเข้าปอดเพื่อเรียกความกล้า หล่อนก็แค่อยากหนีให้ไกลจากพี่คมแต่มันทำไม่ได้อย่างใจเลย
“ฉันก็แค่รู้สึกเบื่อตัวเองเบื่อที่เป็คนแบบนี้”
“เบื่อตัวเองเื่อะไร”
“ไปคุยกันที่อื่นเถอะวัตรแถวนี้คนเยอะ”
“ได้สิ”
สองร่างเดินเคียงกันมาถึงสวนหย่อมภายในตึกมิลันดานั่งลงบนเก้าอี้ปูนโดยมีเพื่อนชายอยู่ตรงข้ามมือบางสองข้างยกผสานกันด้านหน้า สีหน้าหมอง
“เล่ามาเลยมิ”รมย์รวัตรเริ่มบทสนทนาทันที
“คุณกานต์สินีพูดกับฉันเหมือน้าให้ฉันอยู่ห่างจากพี่คม”
“แล้วยังไงที่แกร้องไห้เพราะคุณกานต์ให้แกอยู่ห่างจากรักแรกของแกงั้นเหรอมิ”
“เปล่าไม่ใช่เื่นี้!”
“แล้วแกร้องไห้เื่อะไร”
“ฉันก็แค่อยากลืมอยากให้ทุกอย่างมันจบ แต่ดูเหมือนมันไม่จบไม่สิ้นเสียที พอพี่คมเลิกยุ่งกับฉันแฟนเขาก็มารักษาตัวในโรงพยาบาลอีก แล้วแม่ก็มาป่วยฉันเจอหลายเื่มันเลยอึดอัดอยากระบายออกมา”
“ฉันเข้าใจนะมิที่แกต้องเจอเื่หนักหนาในเวลาเดียวกัน”
มิลันดายิ้มบางๆ“แต่ตอนนี้ฉันไม่เป็อะไรแล้วล่ะวัตร”
“แน่ใจเหรอ”
“อืมฉันร้องไห้ได้ ก็หยุดร้องได้ ฉันรักเขาไม่ได้หมายความว่าอยากได้เขามาเป็ของตัวเองทุกคนมีสิทธิ์เลือก มีสิทธิ์รัก ฉันบังคับใจใครไม่ได้หรอก” มิลันดาบอกความคิดตนเอง
“แกคิดได้แบบนี้ก็ดีแล้วมิแล้วพี่คมล่ะคิดแบบแกหรือเปล่า”
คนถูกถามชะงักมองเพื่อนด้วยความไม่เข้าใจรมย์รวัตร้าสื่ออะไรกันแน่
“ฉันไม่รู้หรอกว่าเขาคิดยังไงบางทีเขาอาจอยากทดสอบว่าฉันยังรักเขาอยู่หรือเปล่าก็ได้”
รมย์รวัตรถอนหายใจเฮือกใหญ่สิ่งที่เพื่อนสาวคิดมันผิด รักแรกคนนั้นไม่ได้ทำเพราะอยากแกล้ง เขามองออกในเมื่อเคยทำผิดเื่ในอดีตมาแล้ว จะทำซ้ำสองคงไม่ใช่นอกจากชายคนนั้นคาดหวังให้มิลันดารักเขาเหมือนเดิมเพราะชายที่ชื่อคมฉณัฐคงมีความรู้สึกบางอย่างให้แล้ว แต่ไม่กล้าบอกเท่านั้น
ชายหนุ่มขบกรามแน่นเมื่อนึกถึงมิไม่เคยมีเขาอยู่ในหัวใจ หล่อนให้แค่คำว่าเพื่อน เลยไม่กล้าสารภาพอะไรออกไปเพราะเกรงจะเสียเพื่อน ต่อให้เขาทุ่มเท หรือรักมากแค่ไหนก็คงสู้คนที่อยู่ในใจหล่อนไม่ได้หรอก เสียดายเหลือเกินที่ชายคนนั้นไม่ใช่เขาหากเป็เขาเองแล้วคงรักษามิลันดาไว้ไม่ให้หลุดมือเด็ดขาด
“คุณคมฉณัฐเขาไม่ทำอะไรไร้สาระหรอกมิมันไม่ใช่เื่ที่คนอย่างเขาจะทำ โตๆกันแล้วอายุไม่ใช่น้อยมาเล่นเป็เด็กทดสอบความรู้สึกกันมันไม่ถูกแกเองก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ แต่แกมีฑิฐิเกินกว่าจะยอมรับมันถ้ารักเขาก็เปิดใจมองดูเสียมิ เราไม่อยากเห็นมิเสียใจอีก”
คำพูดเ่าั้มันทำให้เขาเ็ปแต่กระนั้นก็ยังเอ่ยออกไป เขาอยากเห็นรอยยิ้มของเพื่อนมากกว่าน้ำตาหากจะมีใครต้องเจ็บขอเป็เขาเองดีกว่า เพราะเขารู้ดีทั้งสองคนนั้นใจตรงกันแล้ว