กลิ่นหอมของกาแฟดำคุกรุ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วห้องสีขาวทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ท่ามกลางห้องที่มืดมิดมีเพียงแสงสลัวของดวงอาทิตย์ส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างซึ่งเปิดแหวกเอาไว้เพียงเล็กน้อยแสงสลัวนั้นเป็เหมือนกับโคมไฟช่วยให้ชายหนุ่มในชุดโปโลสีดำนั่งพิมพ์รายงานในคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานได้อย่างไม่สะดุดบรรยากาศรอบตัวมืดมนแต่สายตาของเขากลับจับจ้องอยู่ที่งานเหมือนจมอยู่ในห้วงความคิดปกคอเสื้อสีเหลืองเข้มเป็เพียงสีสันเดียวที่ช่วยให้ใบหน้าขาวซีดของเขาดูไม่มืดหม่นจนเกินไปนัก
เสียงประตูเปิดออกพร้อมกับแสงไฟในห้องที่ถูกเปิดจนสว่างไสวขัดจังหวะการทำงานของชายหนุ่มเขาหรี่ตาเพราะยังไม่ชินกับแสงพลางเพ่งมองหญิงสาวที่กำลังก้าวเข้ามาในห้องก่อนจะก้มหน้ากลับไปสนใจที่จอมอนิเตอร์ต่อสีหน้าเหนื่อยหน่ายของเธอบ่งบอกว่าสิ่งที่เธอทำอยู่เป็กิจวัตรประจำวันที่เธอไม่ใคร่อยากทำเท่าไรนักเธอบ่นเสียงดังจนอีกฝ่ายแทบอยากปิดหู
“นาชาญบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เปิดไฟเวลาใช้คอมพิวเตอร์ เดี๋ยวก็ตาบอดหรอก”
ในที่สุดชายหนุ่มก็ยอมละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์หันมามองดูหญิงสาวที่กำลังเดินใกล้เข้ามา
“มีเื่อะไรหรือเปล่า”
“ใช้คำว่ามีเื่งั้นหรือ”หญิงสาวยิ้มเย็นก่อนจะยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลวางลงบนโต๊ะทำงานของเขาั์ตาสีน้ำตาลเข้มของเธอจ้องมองเขาอย่างจริงจัง “งานต่างหากมูลนิธิได้รับการขอร้องมาลองอ่านดูสิ”
“หวังว่าคงไม่ใช่พวกที่ลุกขึ้นมารำไทยมั่วๆเรียกร้องความสนใจแล้วอ้างว่าถูกผีสิงหรอกนะ กระแสโซเชียลให้ความสนใจมากแต่คงลืมไปว่ามูลนิธิของเราไม่ได้อยากดังด้วย”
“อยากไม่อยากเราก็ช่วยให้เขาหาทางจบเื่แบบสวยๆได้แล้วไม่ใช่หรือ เขาก็จ่ายค่าตอบแทนให้เราแล้วด้วย”
“ก็แค่หาข้ออ้างส่งๆเท่านั้น แต่แรกก็น่าจะให้คนอื่นจัดการไปสิ ส่งเื่มาให้ฉันทำไมก็ไม่รู้” ชายหนุ่มกล่าวพลางเปิดซองเอกสารแล้วดึงกระดาษปึกใหญ่ออกมา“เธอก็ด้วยเอวา อย่างน้อยน่าจะช่วยพูดให้หน่อยสิ”
“คนรับเื่เขาคิดว่าเป็เื่เหนือธรรมชาติจริงๆ ท่าทางเขากลัวด้วยก็เลยไม่อยากถามอะไร”
“ฉันท้วงั้แ่แรกแล้วแค่ได้ยินภาษาที่พูดก็รู้แล้วว่ามั่วเอาเอง พวกนั้นก็ยังยืนกรานให้ฉันไปหาเขาที่บ้าน”สีหน้าของนาชาญเหนื่อยหน่ายพลางกวาดสายตามองดูเอกสาร
“ช่วยไม่ได้นี่นา”เอวาถอนหายใจยาว “ั้แ่เกิดเื่แปลกๆอย่างศพที่ปอดเต็มไปด้วยน้ำทั้งที่ไม่มีร่องรอยคนร้ายจับกดน้ำหรืออุบัติเหตุอะไรที่เกี่ยวกับน้ำในที่เกิดเหตุสันนิษฐานได้แค่ผู้ตายพยายามกดน้ำตัวเองแต่ไม่ตายทันทีซึ่งฟังดูไม่เข้าท่าเลยต่อมายังมีคนที่ตับไตไส้พุงหายไปภายในคืนเดียวทั้งที่ผู้ตายนอนอยู่กับลูกๆสามคนและไม่มีร่องรอยว่าร่างกายถูกฉีกหรือกรีดด้วยอาวุธเลยด้วยพอเกิดคดีลักษณะนี้บ่อยๆ เข้าตำรวจก็เริ่มปิดคดีไม่ได้ แถมทั้งสื่อต่างๆ ญาติผู้ตายหรือแม้แต่คนทั่วไปต่างก็มองว่าเป็คำสาปเป็เื่เหนือธรรมชาติสุดท้ายคดีก็ถูกทิ้งค้างเอาไว้แบบนั้นมูลนิธิเราถึงเสนอตัวเข้าไปช่วยเพราะจะได้เข้าไปศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลและยังได้สิทธิในการขอความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐที่จำเป็ในการปิดคดีด้วย”
“ฉันถนัดเื่คติความเชื่อก็จริงแต่ไม่ใช่จะรับทุกเื่ที่อ้างว่าเป็เื่เหนือธรรมชาติหรอกนะ”เสียงของนาชาญแ่ลงเพราะความสนใจของเขาไปจดจ่ออยู่ที่เอกสาร
“แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะฉันก็แยกไม่ออกหรอกว่าอันไหนโกหกและอันไหนจริง เขาให้มาก็รับมาหมด”เอวาสะบัดผมยาวสีดำขลับยาวถึงกลางหลังก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามนาชาญ
หลังจากพลิกหน้ากระดาษดูอยู่พักใหญ่นาชาญก็นั่งเอนหลังแล้วเริ่มสรุปเื่ทั้งหมดแบบออกเสียงให้หญิงสาวฟัง“ผู้ตายทั้งแปดรายวิ่งเข้าไปให้รถชนเอง เกิดเหตุตอนหนึ่งทุ่มกับตีหนึ่งั้แ่วันจันทร์ที่ผ่านมาติดกันสี่วันแล้วผู้ตายห้ารายมีหลักฐานเป็กล้องวงจรปิดส่วนอีกสามรายที่เหลือมีพยานเห็นเหตุการณ์และเ้าของรถที่ขับชนผู้ตายก็ให้การตรงกันคือไม่มีคนอื่นอยู่ที่นั่น”
“ใช่พวกเขาพูดตรงกันว่า ก่อนตายผู้ตายจะพึมพำอะไรสักอย่างแล้วเดินลงมาบนถนนเหมือนกำลังตามใครอยู่คนที่ขับรถมาเบรกไม่ทันทำให้ชนผู้ตายอย่างแรงและทุกรายจะเลือกวิ่งชนรถที่วิ่งมาเร็วๆ ด้วยเหมือนเตรียมจะฆ่าตัวตาย”
“อาจจะเป็การฆ่าตัวตายถ้าไม่เกิดซ้ำๆติดๆ กันทุกวันขนาดนี้” นาชาญหยิบแฟ้มเอกสารชุดหนึ่งยื่นให้เอวา“คดีนี้มีทั้งกล้องวงจรปิดและพยานเห็นเหตุการณ์ฉันอยากไปดูที่เกิดเหตุจริงสักหน่อย”
เอวาย่นคิ้วรับเอกสารมาเปิดดูก่อนทิ้งไว้บนโต๊ะท่าทางของเธอเตรียมจะท้วงเต็มที่ “จะไปดูทำไม ยังไงก็ไม่เห็นอะไรหรอกตำรวจเขาเก็บหลักฐานไปหมดแล้ว”
นาชาญเงียบพลางมองดูรูปภาพในหน้าเอกสารที่ถูกเปิดทิ้งไว้มันเป็รูปของรถเก๋งสี่ประตูสีดำที่มีร่องรอยเบรกจนถนนเป็รอยเืไหลนองออกจากบริเวณศีรษะของศพที่นอนแน่นิ่งอยู่หน้ารถบรรยากาศรอบตัวของนาชาญเปลี่ยนไปจนเอวารู้สึกได้มันทำให้ขนแขนของเธอตั้งชันเหมือนมีลมเย็นเยียบพัดผ่านสันหลังวูบหนึ่งราวกับว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้เป็คนแปลกหน้าหรืออะไรสักอย่างที่เธอไม่เคยรู้จักเธอกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอก่อนเผยอปากจะเรียกชื่ออีกฝ่ายแต่นาชาญกลับเป็ฝ่ายกล่าวขึ้นเสียก่อน
“อยู่แค่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ตรงนี้เองไม่ไกลจากที่นี่เท่าไร”
น้ำเสียงเรียบนิ่งเป็ปกติของเขาทำให้เอวาคลายความระแวงสงสัยลงได้บ้างเธอยอมตอบตกลงอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก “ก็ได้ แต่ยังไงก็เสียเที่ยว เชื่อฉันสิ”
รถเก๋งสี่ประตูสีเทาวิ่งออกจากลานจอดรถหน้าอาคารสามชั้นในโครงการอาคารสำนักงานแถวพระโขนงอันเป็ที่ตั้งของสำนักงานมูลนิธิเหรียญปราชญ์ซึ่งเป็มูลนิธิเพื่อศึกษาความเชื่อและวัฒนธรรมท้องถิ่นของประเทศไทยผู้ก่อตั้งมูลนิธิเป็นักธุรกิจใหญ่ทำธุรกิจหลายประเภทแต่ความเชื่อและวัฒนธรรมเป็ความชอบส่วนตัวของเขาเขาเป็นักสะสมของโบราณและบางครั้งก็เสียเงินซื้อสมบัติชาติกลับมาคืนพิพิธภัณฑ์ด้วยทำให้ได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆของรัฐในการศึกษาวิจัยเื่ต่างๆ แต่ปัจจุบันเกิดคดีต่อเนื่องที่คล้ายกับจะเป็เื่เหนือธรรมชาติซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความเชื่อท้องถิ่นบางประการทำให้มูลนิธิเสนอความช่วยเหลือในการสืบคดีดังกล่าวด้วย
เมื่อขับรถเข้าไปจอดในปั๊มน้ำมันได้แล้วนาชาญกับเอวาก็ลงจากรถก่อนจะเดินไปตามฟุตบาตกลางแดดจ้ายามสายเสื้อโปโลสีดำปกเหลืองเป็เครื่องแบบของมูลนิธิซึ่งทั้งสองใส่เดินมาสำรวจสถานที่เกิดเหตุอากาศ่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ของปีนี้ร้อนเป็ปกติอาจกล่าวได้ว่าอากาศทั้งสามฤดูในประเทศไทยนอกจากฤดูฝนแล้วก็แทบนับเป็ฤดูร้อนได้หมดเอวาใช้กระดาษทิชชูซับเหงื่อที่หน้าผากเธอรวบผมเป็หางม้าไว้ข้างหลังแต่ก็ไม่ช่วยให้ร้อนน้อยลงเท่าไรนักเธอมองดูนาชาญที่กำลังเทียบรูปภาพซึ่งถ่ายสำเนามาจากแฟ้มเอกสารคดีกับสถานที่เกิดเหตุจริงท่าทางของเขาเหมือนไม่รับรู้ถึงไอแดดร้อนระอุรอบๆ ตัวเลยเอวาเห็นเขาหยุดนิ่งน่าจะหามุมที่อยู่ในรูปภาพเจอแล้ว เธอจึงวิ่งเข้าไปหาเขา
“เป็ไงบ้างเจออะไรมั้ย”
นาชาญไม่ได้สำรวจบนพื้นหรือรอบๆสถานที่เกิดเหตุอย่างที่นักสืบหรือตำรวจทำกันเขาเพียงแค่กวาดสายตาไปบนถนนซึ่งรถวิ่งสัญจรไปมาไม่ขาดสายยามสายแบบนี้ทำให้การจราจรยังไม่ถึงขั้นติดขัดจนแน่นขนัดไม่เหมือน่เช้าที่ผู้คนต่างเร่งรีบแข่งกันออกไปทำงานและ่เย็นที่คนกำลังเลิกงาน
“เวลาเกิดเหตุที่นี่คือตีหนึ่งใช่มั้ย”นาชาญหันไปถามเอวา
“ใช่ตีหนึ่งรถไม่เยอะขนาดนี้หรอก รถก็เลยวิ่งเร็ว”
นาชาญมองไปยังตึกร้างรอบๆ บริเวณที่เกิดเหตุ“แถวนี้กลางคืนก็ไม่น่าจะมีร้านค้าเปิดหรอกมั้ง”
“ไม่มีเพราะงั้นถึงไม่ควรมีคนเดินข้ามถนนมาให้รถชนได้ไง ทั้งสองฝั่งมีแต่ตึกเปล่าๆไม่มีคนขายของด้วยซ้ำ”
“พยานเห็นเหตุการณ์คือคนขับรถคันหลังรถที่ขับชนคนตายใช่มั้ย”
“ใช่เขาเห็นคนตายยืนพูดอะไรสักอย่างเหมือนคุยกับใครอยู่แต่พอมองไปบนถนนก็ไม่เห็นใครเลย เขายังคิดว่าคุยกับ…”
“ผีน่ะหรือ”
“เื่แบบนี้เขาไม่ให้ทักไม่รู้หรือไง”
“นั่นน่ะสินะ”นาชาญกล่าวพลางมองดูสถานที่เกิดเหตุเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะละสายตาเดินนำเอวากลับไปที่รถ“ฉันหมดธุระกับที่นี่แล้ว เรากลับไปดูภาพจากกล้องวงจรที่แนบมากับแฟ้มคดีกันดีกว่า”
“ก็บอกแล้วไงว่ามาที่นี่ก็ไม่ได้อะไรหรอกทำไมถึงอยากมาดูนักล่ะ”
“ก็เผื่อจะมีิญญาสักสองสามตนอยู่ให้ถามได้ไง”
“พูดจาแบบนี้ระวังเขาตามติดกลับมาด้วยหรอกนายนี่ปากเสียจริงๆ ”
หลังจากขับรถกลับมายังสำนักงานของมูลนิธิเหรียญปราชญ์นาชาญก็กลับขึ้นไปยังห้องทำงานที่ชั้นสองในขณะที่เอวาเดินเข้าไปชงกาแฟในครัวในขณะที่รอกาแฟไหลจากเครื่องลงในแก้วหญิงสาวผมสีน้ำตาลทองยาวปะบ่าท่าทางทะมัดทะแมงเดินเข้ามาทักทายเธออย่างเป็กันเองเธอเป็ผู้ประสานงานโครงการที่ดูแลรับงานต่างๆของมูลนิธิและเป็ผู้จัดสรรงานให้ผู้รับผิดชอบแต่ละทีมซึ่งในมูลนิธิมีอยู่เพียงสามทีมทีมละสองคนเอวากล่าวตอบอย่างสุภาพ
“สวัสดีค่ะพี่เอ็มม่า”
“เื่คราวก่อนขอโทษทีนะฉันคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับความเชื่อก็เลยส่งให้ทีมเธอ”
เอวานึกถึงนาชาญที่อารมณ์บูดเมื่อเช้า“ไม่เป็ไรค่ะแต่ครั้งหน้าถ้านาชาญปฏิเสธก็ให้ทีมของนิรุธกับแอนที่ถนัดรับมือสื่อทำดีกว่าค่ะ ไม่งั้นเขาอาจจะพูดขวานผ่าซากทำให้เสียเื่ได้นะคะ”
“ฉันเห็นสีหน้าเขาแล้วล่ะยังไงฝากขอโทษเขาด้วยก็แล้วกัน”เอ็มม่ายิ้มเจื่อนพอจะเข้าใจสถานการณ์อยู่บ้างก่อนจะรีบเปลี่ยนเื่“ว่าแต่คดีที่ให้ไปล่าสุดเป็ยังไงบ้าง”
“รอบนี้ดูเขาจะสนใจนะคะเมื่อครู่ก็พึ่งไปที่เกิดเหตุมาแต่ยังไม่เห็นเขาออกความเห็นอะไรเพิ่มเติมเลย”
“งั้นหรือ”เอ็มม่ากล่าวอย่างผิดหวังนิดๆ “คิดว่าจะปิดคดีได้ไวเหมือนครั้งก่อนเสียอีก”
“ครั้งก่อนคนร้ายใช้วิธีโน้มน้าวญาติของคนตายให้เชื่อว่าคนตายดวงตกญาติของคนตายก็พูดซ้ำๆ ทุกวันจนคนตายเกิดอาการหวาดวิตกแล้วสุดท้ายก็ฆ่าตัวตายคนร้ายเป็หมอผีที่คนในหมู่บ้านให้ความไว้ใจก็เลยมีอิทธิพลมากเป็เื่ของความเชื่อโดยตรงเลยแต่ครั้งนี้คงยังหาจุดเชื่อมโยงที่ชัดเจนไม่ได้ขนาดนั้นมั้งคะ”
“ครั้งก่อนมีคนตายแค่สามคนแต่ครั้งนี้แปดคนนะ ไม่รู้จะมีตายอีกหรือเปล่า”
“ถ้ามีอีกก็คงเกิดเหตุตอนตีหนึ่งวันนี้เห็นนาชาญสรุปว่าเวลาเกิดเหตุคือหนึ่งทุ่มกับตีหนึ่งน่ะค่ะ”
“ตีหนึ่งเนี่ยนะ”สีหน้าของเอ็มม่าบูดบึ้งพลางบ่นไปเรื่อย “วันนี้วันศุกร์นะไม่อยากให้เกิดเื่ร้ายๆ เลย”
“เราไม่รู้หรอกค่ะว่าจะเกิดเื่จริงหรือเปล่าต่อให้รู้ก็ไม่รู้สถานที่เกิดเหตุอยู่ดี”เอวานึกถึงสีหน้าของนาชาญตอนไปดูสถานที่เกิดเหตุพลางกล่าวอย่างไม่มั่นใจ“หรือว่าจะรู้นะ”
“พูดถึงอะไรหรือ”เอ็มม่าสังเกตเห็นั์ตาของเอวาเหม่อลอยเหมือนจมอยู่ในห้วงความคิดก็แตะไหล่เธอเบาๆ
“นี่ได้ยินมั้ย”
เอวาสะดุ้งเผลอโพล่งเสียงดัง
“ก็นาชาญน่ะสิคะ”เธอยกมือขึ้นปิดปากรู้สึกเขินนิดๆ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงปกติ“บางทีท่าทางของเขาก็แปลกๆ เหมือนเป็คนไม่เคยรู้จักกันอย่างนั้นแหละพี่เอ็มม่าไปรับเขาเข้ามาทำงานได้ยังไงคะ”
“มหาวิทยาลัยที่ฉันจบมาแนะนำเขาให้มาทำงานน่ะเขาพึ่งกลับจากบ้านที่ต่างจังหวัดกำลังหางานทำอยู่พอดี”
“บ้านเขาอยู่ต่างจังหวัดหรือคะ”
“เขามีบ้านทั้งที่กรุงเทพและต่างจังหวัดที่จริงฉันต่างหากที่ต้องถามว่าเธอยังไม่ชินกับเขาอีกหรือทำงานร่วมกับเขามาปีนึงแล้วนะ”
“เวลาปกติก็ชินอยู่หรอกค่ะแต่จะมีบาง่เวลาที่บอกไม่ถูกมันรู้สึกขนลุกแปลกๆ ”
“ได้ยินว่าหมู่บ้านที่เขาอยู่ก็มีทำพิธีกรรมเกี่ยวกับความเชื่ออะไรสักอย่างฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันบางทีเขาอาจเลือกเรียนทางสายคติชนวิทยาเพราะเหตุนี้ล่ะมั้ง”
“ได้ยินอะไรน่าสนใจเข้าแล้วสิ”เอวายิ้มเ้าเล่ห์พลางหยิบถ้วยกาแฟออกจากเครื่องชงกาแฟ “ฉันขอตัวกลับขึ้นไปทำงานก่อนนะคะเดี๋ยวคนข้างบนจะบ่นเอา”
“มีอะไรคืบหน้าก็มาบอกกันบ้างนะฉันรับงานนี้มาเพราะความสนใจส่วนตัวเลยล่ะ”
“ถ้ามีเวลาจะมาเล่าสู่กันฟังค่ะ”เอวากล่าวทิ้งท้ายพลางสาวเท้าไวๆ เดินขึ้นบันไดไปเอ็มม่ามองตามอีกฝ่ายรู้สึกผิดหวังนิดๆ ที่ไม่ได้คำตอบก่อนจะหันไปหยิบถ้วยกาแฟเตรียมชงแก้วของตัวเองบ้าง
เอวาเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานเห็นนาชาญกำลังเสียบแฟลตไดร์ฟเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์เธอเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามที่โต๊ะทำงานของเขาแทนที่จะเดินไปนั่งที่โต๊ะของตัวเองนาชาญเหลือบตามองเธอสลับกับเลือกเล่นภาพจากกล้องวงจรในแฟลตไดร์ฟ เขาเปิดผ่านๆจนเจอภาพสถานที่ที่เหมือนกับที่เกิดเหตุซึ่งเขากับเอวาพึ่งออกไปสำรวจมา
“นี่นายหาไฟล์ภาพกล้องวงจรปิดจากแฟลตไดร์ฟพวกนี้ทั้งหมดเลยหรือ”เอวาเหลือบดูแฟลตไดร์ฟสีสันต่างๆ ทั้งแปดอันที่วางอยู่บนโต๊ะ“คนที่เก็บแฟ้มทำไมไม่แยกให้นะ”
“ไม่เป็ไรหรอกหาเจอแล้ว”
เอวาเบิกตากว้างด้วยความแปลกใจ“ยิ่งหนักเลย ฉันก็ไม่ได้ชงกาแฟนานขนาดนั้นนะ นายหาเจอไวเกินไปแล้ว”
“ฉันใช้ทริคนิดหน่อย”นาชาญกล่าวแต่ตาของเขาจ้องมองไปที่ไฟล์กล้องวงจรปิดในหน้าจอคอมพิวเตอร์แทนเอวาลุกขึ้นเดินไปยืนข้างๆ เขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“แล้วนายกำลังดูอะไรอยู่ภาพในเอกสารน่าจะละเอียดพอแล้วนะ”
“รายละเอียดของคดีน่ะพอแล้วฉันแค่อยากตรวจสอบอะไรเพิ่มเติมหน่อย”
เอวามองดูจอคอมพิวเตอร์อย่างสนใจนาชาญกำลังดูภาพที่ผู้ตายยืนอย่างโดดเดี่ยวอยู่บนฟุตบาตหันหน้าไปทางถนนปากบ่นพึมพำอะไรสักอย่างในขณะที่สายตาจับจ้องไปที่กลางถนนราวกับกำลังคุยกับใครอยู่ไม่นานนักรถคันที่ก่อเหตุก็วิ่งอย่างรวดเร็วตรงเข้ามาผู้ตายยกแขนทั้งสองข้างขึ้นราวกับกำลังเรียกหาอะไรบางอย่างแล้วก้าวเท้าไปข้างหน้าบนถนนที่รถวิ่งผ่านเข้ามาพอดีร่างของเขาถูกลากไปไกลอีกราวหนึ่งกิโลเมตร เืไหลออกจากศีรษะที่กระแทกไถลไปตามพื้นเขากระอักเืออกมาก่อนจะนอนหลับแน่นิ่งบนพื้นอันเย็นเยียบท่ามกลางความมืดมิดยามกลางคืนที่มีเพียงแสงสลัวจากไฟถนนให้ความสว่างบนเส้นทางที่ทอดยาวไปข้างหน้าอย่างไม่มีสิ้นสุด
เอวายกมือขึ้นปิดปากรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรจุกที่คอจนพูดไม่ออกในขณะที่นาชาญกดหยุดภาพวีดีโอแล้วย้อนภาพกลับไปตอนที่ผู้ตายยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเหมือนเรียกหาอะไรบางอย่างสายตาของเขาจับจ้องไปยังถนนฝั่งตรงข้ามที่ผู้ตายจ้องมองอยู่ก่อนจะเดินลงมาให้รถชนตายราวกับว่าที่ว่างเปล่าตรงนั้นมีอะไรอยู่ไม่ว่าจะมองยังไงเอวาก็ไม่เห็นใครอื่นในภาพกล้องวงจรปิดนอกจากผู้ตายและรถที่วิ่งผ่านมาเท่านั้นเธอลอบมองนาชาญอย่างสงสัยเพราะเขาย้อนภาพอีกครั้งแล้วกดหยุดภาพเอาไว้ตรงนั้นหญิงสาวฝืนกล่าวถามทั้งที่ในใจก้ำกึ่งไม่อยากได้ยินคำตอบสักเท่าใดนัก
“นายดูอะไรอยู่น่ะ”
นาชาญเพียงเหลือบหางตามองเธอนิดหนึ่งแล้วกลับไปจ้องจอคอมพิวเตอร์“เธอไม่เห็นหรือ”
“เห็นอะไร”
นาชาญเลื่อนลูกศรเมาส์ลากเป็รูปวงรีตรงบริเวณที่ว่างซึ่งผู้ตายจ้องมองก่อนตาย“เห็นหรือยัง”
เอวาพยายามเพ่งมองตรงจุดที่ลูกศรเมาส์ชี้อยู่เมื่อจ้องมากๆ เข้าเธอก็มองเห็นร่างเลือนรางสีขาวและผมยาวสยายสีดำขลับก้มหน้าหันไปทางผู้ตายเธอผงะถอยหลังก่อนที่เงาร่างนั้นจะหายไปจากจอคอมพิวเตอร์หญิงสาวขนลุกไปทั่วร่างราวกับมีลมเย็นเยียบปะทะเข้าทุกส่วนของร่างกายจนเธอต้องยกมือกอดอกเพราะรู้สึกหนาวขึ้นมาเธอหันขวับไปมองชายหนุ่มที่ยังคงนิ่งเงียบมองดูจอคอมพิวเตอร์เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหญิงสาวกล่าวขึ้นน้ำเสียงสั่นเครือ
“อย่าบอกนะว่านายเห็นน่ะ”
“เห็นอะไรล่ะ”นาชาญหันมาตอบเธอด้วยสีหน้าท่าทางปกติจนเธอเริ่มทำตัวไม่ถูก บรรยากาศรอบๆตัวของเขาก็กลับสู่ความสงบไม่น่าขนหัวลุกเหมือนเมื่อสักครู่นี้
“สรุปนายเห็นหรือไม่เห็นกันแน่”
“ฉันก็เห็นเท่าที่เธอเห็นนั่นแหละเอาเป็ว่าคงต้องตรวจสอบประวัติผู้ตายแต่ละคนเพิ่มแล้วล่ะ”