ในเช้าวันที่สดใส หมู่มวลวิหคออกมาขับขานบทเพลง ผู้คนมากมายต่างรอเช้าวันนี้มานานแสนนาน ระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมานั้น มีผู้คนมากมายต่างพยายามฝึกฝนเพื่อที่จะได้ขึ้นมาประลองในวันนี้ เวลาห้าปีคล้ายจะไม่นานนักแต่สำหรับผู้ที่เฝ้ารอเวลานี้มาตลอด ราวกับวันเวลาผ่านไปนับสิบๆ ปี
การประลองในครั้งนี้สามารถชี้ชะตาคนผู้หนึ่งได้เลยทีเดียว หากชนะการประลองไม่ว่าจะด้านวรยุทธ์หรือผู้ปรุงโอสถเอง เกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง ต่างก็จะถาโถมเข้ามา และจะกลายเป็บุคคลสำคัญผู้หนึ่งของแคว้นและหากยิ่งสามารถพาแคว้นไต่ลำดับขึ้นไปได้นั้นย่อมมีคนสรรเสริญเป็แน่
แต่สำหรับตัวเฟิ่งเซียนนั้นนอกจากการแก้แค้นผู้ที่สังหารนางแล้ว ยัง้าแค่แสดงพลังอำนาจของตนและสำนักเพลิงบุปผาให้เป็ที่ประจักษ์เพียงเท่านั้น เงินทอง เกียรติยศ สิ่งจอมปลอมแบบนั้นใครจะสนกันเงินทองที่มีมากมายอยู่แล้วมีเพิ่มนางก็ไม่ได้รังเกียจ แต่ถ้าหากไม่ได้นางก็ไม่คิดจะสนใจแม้แต่น้อย
นาง้าแสดงอำนาจให้เป็ที่ประจักษ์เพื่อที่ผู้คนที่คิดจะใช้พวกนางหาประโยชน์ส่วนตนนั้นรับรู้ไว้ นางนั้นไม่ใช่ลูกพลับนิ่มที่พวกเขาจะคิดทำอันใดกับนางก็ได้
เฟิ่งเซียนในวันนี้แต่งกายด้วยชุดสีดำรัดกุมแต่แฝงด้วยความสง่า น่าเกรงขาม เส้นผมสีดำเงาราวกับเส้นไหมชั้นดีนั้นถูกปล่อยสยายอย่างงดงาม นางหยิบหมวกคลุมหน้าที่สวมประจำขึ้นมาสวมใส่ ส่วนเเส้กระดูกงูอาวุธประจำกายของนางถูกห้อยไว้ข้างกาย เพื่อเหมาะแก่การหยิบจับขึ้นมาใช้งาน
เฟิ่งเซียนในวันนี้คล้ายกับมัจจุราชที่พร้อมจะมาพรากิญญาผู้พบเห็น ทั้งที่มีใบหน้าที่งดงามราวกับเทพเซียนลงมาจุติถึงเพียงนี้ แต่บรรยากาศรอบกายกลับสามารถทำให้ผู้คนรู้สึกเย็นะเืและหวาดกลัวถึงจะเป็สิ่งที่ย้อนแย้งแต่กลับประสานกันอย่างลงตัว
จะมีผู้ใดคิดว่าบรรยากาศเช่นนี้จะออกมาจากเด็กสาวที่มีอายุเพียงสิบสี่หนาว ทั้งที่จอมยุทธผู้เก่งกาจยังไม่สามาถมีบรรยากาศน่ากลัวเพียงนี้ได้
เมื่อจัดแจงทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เฟิ่งเซียนก็ออกจากจวนเพื่อมุ่งตรงไปที่สนามประลองในทันที
หลังจากที่เดินมาถึงแล้ว ก็ต้องพบกับผู้คนมากมายคับคั่งเต็มบริเวณทั้งในและนอกของสนามประลอง มีทั้งผู้ที่เข้าลงประลองเองและสำนักต่างๆ เหล่าจอมยุทธ์และผู้ปรุงโอสถ รวมถึงเหล่าชาวบ้านที่เข้ามาชมการประลองครั้งนี้
สนามประลองนั้นมีขนาดใหญ่มากทีเดียว ตัวสนามนั้นมีทรงกลมยกสูงพื้นที่โดยรอบจะเป็ของผู้เข้ามาร่วมชมทั้งยังสามารถบรรจุคนได้หลายหมื่น และมีเวทีประลองอยู่ตรงกลางกลาง โดยรอบสนามประลองนั้นมีม่านพลังเพื่อป้องกันอันตรายให้ผู้เข้าชม หากเปรียบสถานที่นี้กับสิ่งก่อสร้างในโลกก่อนของนางแล้วล่ะก็ คงคล้ายคลึงกับโคลอสเซียมแต่มีขนาดใหญ่มากกว่ากระมัง
ตัวของเฟิ่งเซียนต้องลงประลองในกลุ่มที่สาม และจะต้องไปลงชื่อยืนยันตัวก่อนเข้าประลองอีกด้วย การประลองในวันนี้เป็การประลองในรอบแรก โดยการประลองยุทธ จะแบ่งออกเป็สี่รอบ โดยรอบแรกในวันนี้นั้นเป็การประลองเพื่อหาตัวแทนในแต่ละกลุ่มรวมห้าสิบคน
ส่วนในรอบที่สองนั้นเป็การประลองแบบจับคู่ ผู้ใดชนะก็ผ่านเข้ารอบสาม และในรอบสี่รอบสุดท้ายนั้น จะเป็การประลองเพื่อหาลำดับหนึ่งถึงสิบเพื่อเป็ตัวแทนของแคว้น
ฝั่งผู้ปรุงโอสถนั้นการประลองแบ่งออกเป็สองรอบ ในรอบแรกเป็การปรุงโอสถตามหัวข้อที่กำหนด โดยจะคัดเอาผู้ที่ปรุงยาที่มีคุณภาพสูงสุดห้าสิบคน เพื่อผ่านการคัดเลือกรอบแรกเข้าไป ส่วนในรอบที่สองนั้นเป็การปรุงโอสถที่ ไม่มีข้อกำหนด สามารถปรุงโอสถชนิดใดก็ได้ แต่ระดับคะแนนจะขึ้นอยู่ที่ระดับของเม็ดยาและความบริสุทธิ์ที่ได้ เพื่อหาลำดับที่หนึ่งถึงสิบเพื่อเป็ตัวแทนเช่นเดียวกัน
การประลองจะจัดขึ้นในเวลาทั้งหมดเจ็ดวัน สลับกับไป โดยในวันแรกจะเป็การประลองวรยุทธ์ และวันต่อไปจะเป็ของผู้ปรุงโอสถ เพื่อที่จะให้ผู้ร่วมประลองนั้นมีเวลาพักพื้นร่างกาย เพื่อที่จะสามารถแสดงศักยภาพออกมาได้มากที่สุด
หลังจากลงชื่อยืนยันตัวตนแล้วเฟิ่งเซียนก็เดินไปนั่งที่จุดพักของผู้ร่วมประลองในทันที จากที่คำนวนด้วยสายตาแล้ว คงมาผู้สมัครอยู่เกือบพันคนเป็แน่
"ข้านั่งด้วยได้หรือไม่" เฟิ่งเซียนที่หันไปมองหน้าสหายของตนก่อนจะพยักหน้าเชิงอนุญาต เมื่อเห็นดังนั้นฉีิเซียนและคุณชายตระกูลอันทั้งสองจึงเดินมานั่งลงข้างๆ ของเฟิ่งเซียนทันที
เมื่อทั้งสามคนนั่งแล้วทั้งสามคนก็ได้แต่พูดกล่าวขอบคุณเฟิ่งเซียนสำหรับยาทะลวงปราณที่มอบให้ตน คุณชายตระกูลอันนั้นตอนนี้สามารถทะลวงขึ้นถึงขั้นนักรบขั้นต้นได้แล้วและิเซียนนั้นก็ก้าวมาอยู่ที่ระดับแม่ทัพขั้นต้นแล้วเช่นกัน
หลังจากที่คุยกันได้ไม่นานตอนนี้ก็ถึงเวลาเปิดพิธีแล้ว ผู้ที่มาเปิดพิธีนั้นก็คือ ฮ่องเต้แคว้นฉี'ฉีหยางเล่อ'ผู้เป็บิดาของสหายของนางโดยที่นั่งรอบกายฮ่องเต้นั้นยังมีที่สำหรับฮองเฮาและสนมชั้นเฟยทั้งสี่อีกด้วย
ตัวนางนั้นไม่ได้สนใจฮ่องเต้หรือผู้ใดแต่กำลังมองไปยังสนมชั้นเฟยผู้หนึ่งนั่นคือมารดาของสหาย สมแล้วที่เป็สตรีที่ฮ่องเต้หลงรัก งดงามอ่อนหวานแต่กลับมีเสน่ห์เย้ายวน ไม่แปลกเลยที่สหายของตนจะมีใบหน้าที่หล่อเหลางดงามเช่นนี้
หลังจากจบพิธีเปิด ก็เป็การประลองรอบแรกของกลุ่มที่หนึ่ง และรอบนี้ตัวของฉีิเซียนก็ได้ลงไปประลองนี้ด้วย ชั่วขณะหนึ่งนางเห็นบุตรสาวของฮูหยินรองและบุตรอนุของบิดาลงไปประลองด้วย พลังเพียงเท่านั้นคงสู้ผู้ใดไม่ได้เป็แน่
หลังจากได้รับสัญญาณเริ่มการประลอง ผู้คนก็เริ่มต่อสู้ปลดปล่อยความสามารถกันเต็มที่พลังธาตุต่างๆ มีมาให้เห็นมากมาย หลายคนที่พลังปราณไม่สูงมากนักเมื่อโดนโจมตีก็กระเด็นตกลงนอกเวทีประลองไป
หลังจากที่การต่อสู้มีมาสักระยะหนึ่ง บนเวทีประลองนั้นนั้นเหลือผู้เหลือรอดอยู่เพียงไม่ถึงยี่สิบคน หนึ่งในนั้นคือิเซียน และดูเหมือนยังมีศิษย์ของสำนักนางอีกหนึ่งคนนั่นคือ จินหาน
ส่วนพี่น้องร่วมบิดาทั้งสองนั้น หายไปเมื่อใดนางก็ไม่ทราบเมื่อรู้ผลออยู่แล้วก็ไม่รู้จะดูให้เสียสายตาไปเพื่อเหตุอันใด
ตลอดการชมการประลองนั้น นางรับรู้ถึงจิตสังหารที่เพ่งเล็งมาที่ตัวนาง แม้ไม่หันไปมองนางก็รู้ดีว่ามาจากผู้ใด
หลังจากการประลองเริ่มขึ้นมาได้เกือบหนึ่งชั่วยาม ในตอนนี้การประลองก็สิ้นสุดลงผู้ที่ผ่านเข้ารอบสองนอกจาก ิเซียนและจินหานแล้ว อีกแปดคนก็ยังเป็ศิษย์ของสำนักใหญ่ภายในแคว้นอีกด้วย ไม่แปลกที่จะสามาถผ่านเข้ารอบแรกได้
ส่วนรอบที่สองนั้นจะจัดขึ้นในอีกราวๆ หนึ่งเค่อเพื่อให้ผู้ลงประลองได้เตรียมตัว ในรอบนี้ผู้ที่ลงประลองมีศิษย์ของสำนักนางลงด้วยถึงสองคน คือจินหลง และจินหลิง นางลอบมองไปที่พวกเขาเพียงเล็กน้อย
พวกเขาไม่มีความรู้สึกกลัวเกรงต่อคู่ต่อสู้เลยแม้แต่น้อย จะมีก็เพียงแต่ความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะไขว่คว้าชัยชนะ เมื่อเริ่มประลองศิษย์ของสำนักนางคล้ายอยากแสดงพลังให้นางผู้เป็เ้าสำนักเห็น แต่ละคนแสดงพลังกันออกมาเต็มที่เมื่อมีผู้ใดมาโจมตีไม่ว่าจะเพียงคนเดียวหรือหลายคนพวกเขาก็สามารถจัดการได้โดยไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย
สมแล้วที่เป็ศิษย์ของสำนักเพลิงบุปผาของนางเฟิ่งเซียนนั่งชื่นชมเหล่าศิษย์อย่างภาคภูมิใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมาให้ผู้ใดเห็น
หากมองมานั้นคงเห็นเพียงนางตั้งใจชมการประลองเพียงเท่านั้น
"รอบต่อไปเ้าก็ลงประลองแล้วใช่หรือไม่"
เฟิ่งเซียนพยักหน้าตอบ
"ข้าได้ข่าวมาว่ากลุ่มที่สามที่เ้าต้องลงไปประลองด้วยนั้นมีศิษย์ของพรรคมารผู้หนึ่ง คนผู้นี้คล้ายจะหมายตาเ้าไว้เป็พิเศษและยังมีศิษย์ของสำนักอื่นที่มีพลังสูงกว่าเ้าอีกหลายคนอย่างไรก็ระวังตัวไว้ด้วยเล่า"
ิเซียนเอ่ยกล่าวเตือนผู้เป็สหายตนได้รับรายงานว่าศิษย์พรรคมาผู้นี้นั้นคล้ายได้รับคำสั่งจากใครสักคนเพื่อมาปลิดชีพนาง เขาจึงได้กล่าวออกไปเพื่อให้นางระวังตนไว้
"ขอบใจเ้า แต่เชื่อเถิดพวกมันทำอันใดข้าไม่ได้หรอก"
เฟิ่งเซียนกล่าวขอบคุณผู้เป็สหาย นางเข้าใจดีว่าบุรุษตรงหน้าเป็ห่วงความปลอดภัยของนางแต่ในเมื่อนางเองก็เตรียมการรับมือไว้แล้วเช่นกันก็ไม่รู้จะต้องกลัวสิ่งใดแล้ว
ิเซียนพยักหน้าตอบสหาย แต่ในใจของนั้นนั้นยังอดเป็ห่วงนางไม่ได้ แม้ดูภายนอกนางจะเป็สตรีที่น่าเกรงขามและแข็งแกร่งซ้ำยังมีกลิ่นอายของความสูงส่ง ดูเช่นไรก็คงไม่ใช่ธรรมดาสามัญเป็แน่แต่นางนั้นก็ยังเป็เพียงสตรีผู้หนึ่งไม่ใช่หรือหากมีสิ่งที่นางรับมือไม่ได้จะทำเช่นไร
.
.
.
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ตอนนี้การประลองในกลุ่มที่สองก็สิ้นสุดลงเป็ดังคาดศิษย์ของนางทั้งสองสามารถผ่านการเข้ารอบมาได้และไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนเลยแม้แต่น้อยนี่แหละหนาความต่างชั้นของพลัง เมื่อการประลองสิ้นสุด เฟิ่งเซียนก็ต้องไปยังจุดเตรียมตัวเพื่อขึ้นไปลอง
ขณะที่นางยืนอยู่นั้นก็มีสายตาของบุรุษสองคนมองมาที่นางหนึ่งคือศิษย์ของสำนักเพลิงบุปผา และบุรุษอีกผู้หนึ่ง นั้นก็คือผู้ที่สหายของนางได้กล่าวเตือนเมื่อไม่นานมานี้ ไม่บอกนางก็รู้ว่ามันคิดจะทำสิ่งใดกับนาง
ขณะเดียวกันนั้นไป๋จิ้งเทียนที่รอดูการประลองอยู่นั้น มองไปเห็นเด็กสาวผู้หนึ่งที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับอดีตฮูหยินของตนก็ได้แต่ใในใบหน้าที่งามล้ำไม่มีหมวกคลุมหน้าเฉกเช่นปกติของเฟิ่งเซียนทำให้จิ้งเทียนมั่นใจเป็อย่างมากว่าคนผู้นี้ต้องเป็บุตรีของตนที่หายตัวไปเป็แน่ แล้วคนที่ฝึกลมปราณไม่ได้เช่นนางมาประลองในครั้งนี้ได้เช่นไร!
ฝั่งทางด้านของเฟิ่งเซียนนั้นเมื่อได้รับสัญญาณให้เริ่มการประลองแล้ว นางก็ยกมือขึ้นจับแส้ของตนในทันที
'รีบๆ ให้การประลองรอบนี้เสร็จสิ้นเสียดีกว่า ยืดเยื้อไปจะมีประโยชน์อันใด'
เฟิ่งเซียนที่แม้จะกดพลังให้เหลือเพียงแค่นักรบขั้นกลางในการสมัคร แต่ก็มิได้คิดจะกดพลังตนในการประลองเสียหน่อย เมื่อในสถานที่นี้ไม่มีผู้ใดมีระดับพลังมากกว่านาง แล้วนางยังจะต้องกลัวว่าผู้ใดจะรู้อีกเล่า
หลังจากสัญณาณเริ่มการประลองดังขึ้น ก็ได้มีพลังปราณธาตุไฟสายหนึ่งพุ่งตรงมาที่นางพลังนี้หากเป็คนที่มีพลังต่ำกว่านักรบแล้วล่ะก็ คงาเ็ล้มตายกันได้เลยทีเดียว
เฟิ่งเซียนที่รับรู้อยู้แล้วจึงยกมือตวัดแส้กระดูกงู ที่ตอนนี้ผนวกพลังลมและน้ำแข็งของนาง ก็สามารถปัดการโจมนี้ได้โดยง่าย
ฝ่ายผู้โจมตีนั้นได้แต่ใ เป็ไปได้อย่างไร พลังของตนมากกว่านางอยู่นั้นหนึ่ง ต่อให้นางสามาถก้าวขึ้นมาระดับเดียวกับตนได้ แต่ก็ไม่สามารถปัดการโจมตีได้โดยง่านเช่นนี้แน่
ไม่เพียงแค่แค่ศิษย์พรรคมารผู้นี้ใเพียงเท่านั้น ไป๋จิ้งเทียนและผู้คนอีกมากมายที่มองการประลองก็ต่างใไม่แพ้กัน พวกตนนั้นหลังจากที่เห็นพลังที่คนผู้นั้นโจมตีหญิงสาวในใจก็ได้แต่นึกสงสาร ชายผู้นี้เป็ใครเล่าเขาเป็ถึงศิษย์เอกของพรรคมาร ใครจะคิดว่านางจะสามารถปัดการโจมตีได้ง่ายราวกับเป่าเทียนเช่นนี้กันเล่า
หลังจากการโจมตีแรกไม่สำเร็จ บุรุษผู้นี้ก็พยายามโจมตีนางอย่างต่อเนื่องแต่ไม่ว่าจะโจมตีเช่นไรก็ไม่สามารถทำอันใดได้เลยแม้แต่เคล็ดวิชาลับของสำนักที่นำออกมาโจมตีก็ไม่สามารถทำอันใดนางได้แม้แต่น้อย
ศิษย์ของสำนักนางนั้นคล้ายเข้าใจความ้าของผู้เป็เ้าสำนัก เขาจัดการคนรอบข้างให้นางเสียจนหมดจนตอนนี้ต่อหน้านางมีเพียงนางและบุรุษผู้นั้นเพียงผู้เดียว
"ป..เป็ไปไม่ได้! ระดับพลังของข้ามากกว่าเ้าเสียอีก! เหตุใด...เหตุใดเ้าถึงสามารถป้องกันมันได้กัน!"
ศิษย์พรรคมารที่ตอนนี้ทั้งโกรธทั้งกลัว ปนมิเข้าใจ มันเกิดบ้าอันใดขึ้นกัน คนเช่นเขาน่ะหรือจะมาแพ้สตรีเช่นนี้ ไม่! ไม่มีทาง
ในขณะที่ศิษย์พรรคมารผู้นี้กำลังจะโจมตีเฟิ่งเซียนอีกครั้ง ก็ได้มีร่างของเฟิ่งเซียนเข้ามาประชิดตัวเสียแล้ว
"หึ! เ้าคิดว่าข้ามีระดับพลังเพียงเท่านี้จริงหรือคิดน้อยไปหรือไม่"
" หากวันนี้ตัวเ้านั้นต้องตายก็จงโทษความโง่เขลาของตนเถิด โง่ที่ยอมให้คนพวกนั้นหลอกใช้และโง่คิดจะมากำจัดข้า!"
เสียงของเฟิ่งเซียนดังพอที่จะได้ยินกันเพียงแค่สองคน แต่สำหรับศิษย์ของพรรคมารผู้นี้แล้ว มันดังเสียเหลือเกิน ดังจนสามารถทำให้เขาะเืไปทั้งร่างกาย ในใจได้แต่หวาดกลัว
นางจะฆ่าเขา! นางจะฆ่าเขา! บุรุษผู้นี้คล้ายไม่ได้สติ พลังที่พุ่งโจมตีเฟิ่งเซียนนั้นกระจัดกระจายไปโดนผู้ประลองรอบข้าง
เฟิ่งเซียนนั้นไม่เคยใจอ่อนให้กับผู้ที่คิดร้ายกับตน นางใช้แส้ตวัดร่างคนผู้นั้นอย่างแรง ยิ่งเมื่อผนวกกับพลังธาตุลมและน้ำแข็งระดับกษัตริย์ขั้นกลางของนางแล้ว ร่างของชายผู้นั้นก็กระเด็นตกเวทีไปในทันที
เสียงะเิที่ดังกึกก้องเพราะพลังของเฟิ่งเซียนนั้น ทำให้ศิษย์พรรคมารผู้นี้นั้นมีสภาพที่ตอนนี้เต็มไปด้วยเืและแผลเหวอะหวะน่ากลัว เืที่กระอักออกมาไม่หยุดย่อน มองเช่นไรคนผู้นี้ก็มิรอดแน่
ผู้คนที่มองเห็นการกระทำของเฟิ่งเซียน ต่างรู้สึกหวาดกลัวร่างกายสั่นไหวคล้ายมีลมหนาวปะทะร่าง หญิงสาวผู้นี้เหตุใดจึงแข็งแกร่งได้เพียงนี้กัน!
เหล่าผู้ที่เคยคิดว่านางอ่อนเเอและคิดจะกำจัดนางได้แต่ถอยห่างออกไป
การประลองมีขึ้นอีกเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็สามารถที่จะได้ตัวผู้ผ่านเข้ารอบสองแล้ว นับเป็การประลองที่เร็วที่สุดั้แ่มีจัดการประลองขึ้นมาโดยใช้เวลาไปเพียงสามเค่อเพียงเท่านั้น จากผู้เข้าประลองเกือบสองร้อยคนเหลือเพียงแค่สิบคน คิดอย่างไรมันก็เร็วเกินไปจริงๆ
เฟิ่งเซียนที่เดินลงมาจากเวทีประลอง ได้รับเสียงกล่าวชื่นชมความแข็งแกร่งอยู่มากมาย แต่ก็มีอีกมากเช่นกันที่มองมาด้วยความอิจฉาและเคียดแค้นใจ
ฝั่งไป๋จิ้งเทียนนั้นเมื่อรู้ว่าบุตรีของตนเก่งกาจเพียงใดในใจก็เกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมา หากเอานางกลับเข้ามาในตระกูลได้ล่ะก็ไม่แน่ว่าตระกูลไป๋จะต้องยิ่งใหญ่ขึ้นแน่แม้แต่ฮ่องเต้ยังต้องหวั่นเกรง!! ไป๋จิ้งเทียนที่นึกเพ้อฝันได้แต่หัวเราะออกมาเบาๆ
ส่วนทางด้านของสองพี่น้องตระกูลไป๋นั้นเมื่อเห็นแผนการของตนไม่สำเร็จก็ได้นึกโกรธ ไอ่โง่นั่นมันทำแผนของพวกนางพัง! แล้วเช่นนี้จะทำอย่างไรต่อไรเล่า นางจะกำจัดนังเฟิ่งเซียนเช่นไร หากมันรู้ว่าเป็พวกนางจะไม่คิดเอาคืนหรือ
สองพี่น้องได้แค่คิดกระวนกระวายใจ นึกกลัวไปต่างๆ นาๆ ทรัพย์สมบัติตอนนี้พวกตนแทบไม่อยากได้แล้วคิดเพียงแค่จะทำเช่นไรถึงจะปกป้องชีวิตของตนได้
****