บทที่15
ผลจากเสาโทริอิร้าว
รุ่งเช้าของวันถัดมา ศาลเ้าอิสึมิประกาศอพยพผู้คนที่อยู่ใกล้บริเวณเสาโทริอิร้าวเป็การเร่งด่วน ประชาชนต่างแตกตื่นและก่นด่าถึงความผิดพลาดในการป้องกันของผู้กล้า ฉันที่พักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลถูกปิดการรับข่าวสาร แต่แรงโกรธแค้นของประชาชนรุนแรงจนไม่อาจควบคุมสถานการณ์ได้ สุดท้ายเสียงะโว่าร้ายและเสียงสะอื้นไห้จึงดังเข้าหูฉัน
การนอนฟังเสียงเ่าั้อยู่บนเตียงผู้ป่วยทำให้ฉันดำดิ่งและหดหู่ ฉันรู้ว่าฉันผิด ฉันรู้ว่าทำพลาด ฉันเองก็เสียใจที่ไม่อาจปกป้องพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชนเอาไว้ได้ แต่จะให้ฉันทำยังไง ฉันทำเต็มที่แล้ว ทำจนสุดความสามารถ แม้ชีวิตตัวเองก็เกือบเอาไม่รอด แต่ทำไม...ทำไมทุกคนถึงได้…
“วันนี้ท่านอิสึมิบอกให้ฉันกับไมยะมาอยู่กับคุณที่นี่ค่ะ”
ยูมิที่พักรักษาตัวอยู่ห้องข้างๆ ถูกย้ายเตียงมายังห้องของฉัน เราสามคนมองหน้ากัน ไมยะลุกขึ้นไปปิดหน้าต่าง ปิดม่าน แล้วกลับมานั่งโซฟารับแขก
“วันนี้อย่าเพิ่งสนใจโลกภายนอกเลยนะคะ” เธอกล่าวโดยไม่สบตาใคร
ฉันเองก็อยากทำอย่างที่เธอบอก แต่จะให้ไม่สนใจเลยมันเป็ไปไม่ได้ ดูจากการที่ทางโรงพยาบาลย้ายเตียงยูมิมาไว้ในห้องฉัน แถมทางศาลเ้ายังส่งบอดี้การ์ดสี่ห้าคนมาคอยคุมหน้าประตูห้องพักผู้ป่วย ฉันก็พอจะรู้ถึงสถานการณ์ข้างนอกแล้ว
“กำลังมีการประท้วงเกิดขึ้นสินะ”
คำถามที่ฉันถามออกไป ทำให้ไมยะสะดุ้งเล็กน้อย เธอก้มหน้างุด ไม่ยอมพูดอะไร แต่ฉันสังเกตเห็นได้ว่าตัวเธอกำลังสั่น
“คุณไมยะคะ บอกความจริงกับพวกเราเถอะค่ะ ทั้งฉันกับคุณโนกิต่างก็ทำพลาด ดังนั้นให้พวกเราได้รับรู้เื่ที่กำลังเกิดขึ้นข้างนอกด้วยเถอะนะคะ” ยูมิพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งพิงพนักแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ขอโทษนะคะทั้งสองคน ฉะ ฉันไม่สามารถบอกอะไรพวกคุณได้จริงๆ ขอโทษนะคะ...ขอโทษ” ไมยะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เธอเอามือปิดหน้าร้องไห้แล้วพูดขอโทษพวกเราซ้ำๆ น้ำเสียงที่เธอพูดออกมาแต่ละคำเต็มไปด้วยความเสียใจ
ฉันไม่อาจทนเห็นเพื่อนเ็ปไปมากกว่านี้ได้จึงล้มเลิกที่จะเค้นเอาความจริงจากไมยะ
“พอแล้วล่ะ ฉันไม่อยากรู้แล้ว”
“ฉันเองก็ไม่อยากรู้แล้วเหมือนกันค่ะ” ยูมิหันมามองฉัน ยิ้มน้อยๆ แล้วพูดต่อ “ฉันเคารพการตัดสินใจของคุณไมยะและทางศาลเ้าค่ะ ฉันเชื่อว่าต้องมีเหตุผลที่ไม่อยากให้ผู้กล้าอย่างเรารับรู้เหตุการณ์ภายนอกไปมากกว่านี้”
นั่นสินะ ตอนนี้ฉันกับยูมิก็พอจะรู้แล้วว่าผู้คนกำลังโกรธแค้นเรา ทางศาลเ้าคงอยากปิดการรับข่าวสารไม่ให้พวกเราเ็ปไปมากกว่านี้ คงกลัวพวกเราฝังใจแล้วไม่อยากปกป้องโลกอีก ดังนั้นจึงได้ขังและปิดหูปิดตาพวกเรารอวันที่คลื่นพายุสงบลงก่อน ค่อยปล่อยพวกเราออกมา
ไมยะเองก็คงได้รับรู้เหตุการณ์มาเยอะพอสมควร เธอถึงได้ไม่ยอมบอกอะไรกับพวกเราแล้วร้องไห้เสียใจอยู่เพียงลำพังแบบนี้
ระยะเวลาที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนานถึงสองสัปดาห์ เมื่อฉันและยูมิถูกปล่อยตัวออกมา ความเปลี่ยนแปลงที่ััได้ทันทีเลยก็คือผู้คนที่เคยใช้ชีวิตกันอย่างปกติ ตอนนี้บางตาลงจนเห็นได้ชัด
“นะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
ไมยะนิ่งเงียบ เธอคงรู้ตัวอยู่ก่อนแล้วว่าต้องอธิบายเื่นี้ให้พวกเราฟัง เธอสูดอากาศเข้าปอด เหม่อมองภาพบ้านเรือนที่ปิดประตูทุกบานอย่างมิดชิดแล้วก็ค่อยเริ่มอธิบาย “ั้แ่เสาโทริอิร้าว กำแพงเขตอาคมฝั่งทิศตะวันออกก็อ่อนกำลังลง มีบางครั้งที่อสุรกายหลุดลอดเข้ามาแล้วทำร้ายผู้คน แต่ด้วยพลังจากเทพคุ้มครองที่ปกคลุมทั่วพื้นที่ ทำให้พวกมันสลายหายไปหลังจากเข้ามาในกำแพงในเวลาไม่นาน ถึงแม้ความสูญเสียจะไม่ได้มาก แต่ผู้คนก็เริ่มหวาดกลัว ขังตัวเองไว้ในบ้าน ไม่ยอมออกมาทำงานและรอรับของบริจาคเพื่อประทังชีวิตเพียงอย่างเดียว”
นั่นคือผลกระทบจากการที่ฉันปกป้องเสาโทริอิไม่ได้สินะ
“มีหนทางไหนที่เราพอจะช่วยฟื้นคืนสภาพจิตใจของผู้คนได้ไหมคะ”
ยูมิจับมือฉันไว้แล้วถามหาหนทางแก้ไขจากไมยะ ฉันมองหน้ายูมิที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานด้านบวก เธอพร้อมจะเดินหน้าต่อไป แม้ว่าจะเสียใจกับสิ่งที่ทำพลาดไป เธอบอกกับฉันว่า “เื่ที่มันผ่านไปแล้ว เราแก้ไขอะไรไม่ได้ ถ้ามัวแต่เสียใจ วันพรุ่งนี้จะไม่มาถึง”
“ดังนั้น เรามาหาทางแก้ไขในสิ่งที่พลาดไปแล้วกันเถอะค่ะ จะให้ไปก้มกราบขอโทษ หรือให้ประชาชนปาไข่ ปาหิน เอาเท้าเหยียบหัว เราก็ทำเถอะค่ะ ถ้าทำแล้วพวกเขาสบายใจ เลิกขังตัวเองไว้ในบ้านแล้วออกมาทำงานขับเคลื่อนโลกให้ก้าวต่อไป เราก็ควรทำไม่ใช่เหรอคะ”
ความคิดของคนบ้า มันก็ยังบ้าอยู่วันยังค่ำ แต่ฉันก็พอเข้าใจเจตนาของยูมิอยู่นะ
“อืม เธอพูดถูกยูมิ พวกเราจะมามัวเสียใจกับเื่ที่พลาดไปแล้วไม่ได้ โลกยังต้องมีวันพรุ่งนี้ ยังมีเด็กๆ ที่รอวันเติบโตเป็ผู้ใหญ่ เราต้องแก้ไขในสิ่งที่พวกเราทำพลาดไป ปะ เราออกไปแสดงความรับผิดชอบแล้วช่วยให้ผู้คนออกมาใช้ชีวิตกันเถอะ”
ฉันกับยูมิหันมารอข้อเสนอจากไมยะด้วยความแน่วแน่ ไมยะมองพวกฉันแล้วก็ยิ้มบางๆ ออกมา
“เข้มแข็งจังเลยนะคะผู้กล้าเนี่ย” ไมยะสะอื้นแล้วเช็ดหางตา “ถ้าอย่างนั้นเราไปหาท่านอิสึมิเพื่อขอคำปรึกษากันเถอะค่ะ”
สามวันต่อมา
อสุรกายหลุดลอดเข้ามาในกำแพงเขตอาคมถึงสิบตัว ส่วนใหญ่เป็อสุรกายปกติ พวกฉันเรียกพลังจากมากาทามะแล้วสวมชุดผู้กล้าออกไปต่อสู้
ภาพการต่อสู้ของพวกฉันถูกฉายไปทั่ว ทั้งทางโทรศัพท์ ป้ายโฆษณาดิจิตอล หนังสือพิมพ์ รวมถึงสื่อต่างๆ ทั่วทั้งจังหวัด ชัยชนะที่ได้มาอย่างไม่ยากเย็นเริ่มสร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชนตามแผนที่ท่านอิสึมิวางเอาไว้
เมื่อประชาชนเริ่มออกจากบ้าน พวกเราก็ขึ้นเวทีกล่าวขอโทษและแสดงความจริงใจ รวมถึงเล่าถึงเหตุการณ์ในวันที่พวกเราพลาดและทำเสาโทริอิร้าว
เสียงของพวกเราส่งไปถึงประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ มีคนที่เข้าใจเราแล้วให้อภัย แต่ก็มีคนที่คิดว่าพวกเราจัดฉาก จนกระทั่งท่านอิสึมิจัดการถ่ายทอดสดพวกเราออกไปสู้นอกกำแพงฝั่งทิศตะวันออกเพื่อฆ่าอสุรกายที่พยายามมุดเข้ามาตามจุดที่กำแพงบอบบาง
เป็ครั้งแรกที่ประชาชนได้เห็นอสุรกายเกราะ อสุรกายลิงที่มีรูปแบบการโจมตีแตกต่างจากอสุรกายปกติ พวกเขาได้รับรู้ถึงความยากในการรับมือ รวมไปถึงเข้าใจเหตุผลที่พวกเราพลาดทำให้เสาโทริอิร้าว
ความคิดด้านลบที่มีต่อผู้กล้าลดน้อยลง ผู้คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิต เริ่มทำงาน และโลกเริ่มกลับมาขับเคลื่อนอีกครั้ง
ถือว่าเป็ข่าวดีในทุกๆ แง่ แต่สำหรับพวกฉันแล้ว การออกไปกวาดล้างอสุรกายที่พยายามมุดเข้ามาตามจุดที่กำแพงบอบบางนั้นยังเทียบไม่ได้กับการต่อสู้ในวันนั้นเลย
จำนวนอสุรกายที่เราฆ่าไปมีไม่ถึงยี่สิบตัว ถึงแม้จะมีอสุรกายเกราะ อสุรกายลิงให้ได้ประมือ แต่มันเป็การต่อสู้ที่หอบไม่แดกเลยสักนิด ฉันกับยูมิเอาพวกมันลงได้สบายๆ ภายในเวลาไม่ถึงยี่สิบนาที แต่พวกฉันกลับต้องแสดงละคร ทำเป็พลาดท่า ทำเป็เหนื่อยหอบ และแกล้งเอาชนะพวกมันอย่างยากลำบากเพื่อให้ภาพที่ฉายออกมาดูกินใจประชาชน
มันเป็การถ่ายทอดสดที่ไม่จริงใจ และการแสดงของพวกเราก็ไม่ได้ดีขนาดนั้นด้วย ดีไม่ดีหน้าตาเหวอๆ ทำเป็แอ็กชันว่าสู้จนหืดขึ้นคออาจจะดูปลอมเปลือกจนมีคนจับผิดได้ก็ได้ ฉันล่ะไม่ชอบความเสแสร้งในโลกมายาเลยจริงๆ
“ตอนนี้ประชาชนกลับมาทำงานแล้วแปดสิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรในตัวจังหวัด พวกเธอทำได้ดีมาก”
คำชมของท่านอิสึมิไม่ได้ทำให้ฉันดีใจเลยสักนิด แม้จะรู้ว่าผลตอบรับมันไปในทิศทางที่ดีแล้วก็ตาม
ฉันเดินออกมาจากเรือนประชุมแล้วมุ่งหน้าไปทำนาต่ออย่างหัวเสีย ไม่รู้สิ ฉันอาจจะเป็พวกไม่ชอบโลกที่ไร้ความจริงใจแบบนั้นก็ได้มั้ง เื่การเมือง เื่การสร้างภาพลักษณ์ ฉันไม่ชอบเลย ฉันไม่อยากโกหกใคร แต่เพราะถ้าไม่โกหกโลกก็เดินหน้าต่อไม่ได้ ฉันถึงได้แต่ระบายความอัดอั้นตันใจลงกับไปกับการถอนวัชพืชในไร่นาแบบนี้ไงล่ะ!!
“นึกว่าหายไปไหน ที่แท้คุณโนกิก็มานั่งน้อยใจอยู่นี่เอง”
ยูมิเอ่ยหยอกล้อฉันแล้วลงมาช่วยฉันถอนวัชพืชอยู่ใกล้ๆ
“ถ้าเธอจะมาเพื่อปลอบใจ ไม่ต้องนะ ฉันไม่้า”
“แหมๆ พูดรุนแรงอีกแล้วนะคะ ไม่ปลอบใจก็ได้ค่า แต่ว่านะคะแต่ว่า ฉันเองก็ไม่ได้ชอบโลกการเมืองแบบนั้นเหมือนกันค่าาา”
ฉันหยุดมือแล้วหันไปมองหน้ายูมิอย่างไม่เข้าใจ “ถ้าจำไม่ผิด วันนั้นเธอแสดงซะดูสนุกสุดๆ ไปเลยนะ”
“แหมๆ แสดงก็ส่วนแสดงสิคะ แต่เื่สร้างภาพโกหกประชาชนน่ะ ฉันไม่ชอบเหมือนกันค่ะ ถึงแม้มันจะเป็การจำลองสถานการณ์ให้เหมือนวันที่พวกเราพลาดก็เถอะ”
ยูมิเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วพูดด้วยรอยยิ้มบางๆ ต่อว่า “โลกใบนี้มีอีกหลายอย่างเลยค่ะที่มันไม่ขาวสะอาด และต่อให้โลกถูกอสุรกายพลิกฟื้นจนผู้คนกลับไปอยู่กันอย่างสมถะ ความสกปรกมันก็ยังคงอยู่ไม่จางหายไปไหน”
“นั่นสินะ ขนาดโลกของเราปกครองด้วยมิโกะที่เทียบได้กับความบริสุทธิ์เข้มข้น ก็ยังทำเื่สกปรกๆ เพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตต่อไปได้”
“เพราะฉะนั้นพวกเรามาก้มหน้าถอนวัชพืชกันต่อไปเถอะค่ะ หน้าที่ของพวกเรามีแค่ไหนก็ทำแค่นั้น อะไรที่ทำไม่ได้แล้วคิดอยากจะเปลี่ยนแปลง สุดท้ายอาจกลายเป็การทำลายจนย่อยยับไปหมดทุกด้านก็ได้ค่ะ”
ฉันไม่อยากจะยอมรับความคิดของยูมิเท่าไหร่หรอกนะ โลกที่แปดเปื้อนจะให้ยอมรับแล้วก้มหน้าใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่สนใจอะไรเลยได้ยังไง ฉันไม่ใช่คนอย่างนั้นสักหน่อย แต่ถึงฉันจะอยากเปลี่ยนแปลงโลกให้มันซื่อตรงมากแค่ไหน ฉันก็รู้ว่าตัวฉันเพียงคนเดียวไม่อาจทำได้ และถึงฉันจะรวบรวมประชาชนมาได้ครึ่งหนึ่งของประชากรที่มีอยู่ ฉันก็คงจะกลายเป็คนที่พูดโกหกและจมดิ่งไปกับความแปดเปื้อนเสียเอง
“การควบคุมความคิดของประชาชน ต้องเสียสละจิตใจบริสุทธิ์ไปไม่น้อยเลยเนอะ”
“นั่นสินะคะ”
ฉันกับยูมิก้มหน้าก้มตาถอนวัชพืชโดยไม่คุยอะไรกันอีก
ไม่รู้ว่าจิตใจของท่านอิสึมิจะบอบช้ำขนาดไหน การที่ต้องฝืนทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ยอมย่ำยีจิตใจอันบริสุทธิ์ของตัวเองเพื่อให้ประชาชนกลับมามีชีวิต คงเ็ปไม่น้อยเลยทีเดียว