แม่ทัพเฉินเหยาจินมองดวงตาใสแจ๋วที่จ้องมองมาอย่างคาดคั้นของหลานสาวแก้วตาดวงใจแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ ในอก เขานิ่งไปชั่วครู่ รวบรวมความคิดว่าจะตอบคำถามเหล่านี้อย่างไรดีจึงจะเหมาะสมกับเด็กน้อยวัยแปดขวบ โดยไม่ทำให้นางหวาดกลัวหรือไปสืบเสาะต่อความยาวสาวความยืดจนอาจเกิดอันตรายได้
"ซูเหรินเอ๋ย" เขากล่าวในที่สุดด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูเรียบเฉยและอ่อนโยนที่สุด "เื่ที่คุณชายจ้าวมู่เฉินมาอยู่ที่นี่นั้น... พูดไปแล้วมันยาว และซับซ้อนเกินกว่าที่เ้าจะเข้าใจได้ในตอนนี้ เอาเป็ว่า มันเป็เพราะ ชะตาฟ้าลิขิต ทำให้เขาต้องประสบเคราะห์กรรมบางอย่าง และโชคชะตาก็นำพาให้เขาบังเอิญมาตกอยู่ในความดูแลของปู่ที่นี่ก็แล้วกัน"
เขาจงใจตอบอย่างคลุมเครือ เลี่ยงที่จะกล่าวถึงการลอบทำร้ายหรืออาการความจำเสื่อมโดยตรง หวังเพียงให้หลานสาวตัวน้อยคลายความสงสัยลงบ้าง
"ส่วนอาการแปลกๆ ที่เ้าว่านั้น ก็เป็ผลมาจากเคราะห์กรรมที่เขาประสบมานั่นแหละ ไม่ใช่เื่ที่เ้าต้องใส่ใจ" เขากล่าวต่อ
"เอาเป็ว่า ในระหว่างนี้ เ้าก็งดไปวิ่งเล่นซุกซนแถวเรือนหลังเล็กท้ายจวนนั่นสักระยะหนึ่งก่อน ให้เขาได้พักผ่อนรักษาตัวเงียบๆ เถิด หากเขาหายดีเมื่อใด ก็น่าจะกลับจวนของเขาที่เมืองหลวงไปเอง"
เขาพยายามพูดในเชิงปลอบและขอความร่วมมือ มากกว่าจะเป็คำสั่งเด็ดขาด ด้วยรู้ดีว่ายิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุสำหรับหลานสาวจอมแก่นผู้นี้
เฉินซูเหรินฟังคำตอบของท่านปู่แล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย นางััได้ถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง นางรู้สึกว่าท่านปู่ของนางกำลังปิดบังอะไรบางอย่างอยู่ และดูเหมือนจะไม่อยากให้นางเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ 'จ้าวมู่เฉิน' ผู้นั้นมากนัก แต่ด้วยความเป็เด็ก และความสนใจในเื่อื่นมีมากกว่า นางจึงเพียงแค่เก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อให้มากความ
นางสลัดความรู้สึกไม่สบายใจนั้นออกจากหัวอย่างรวดเร็ว พลางคิดในใจด้วยตรรกะแบบเด็กๆ ว่า ‘ช่างเถอะ! ท่านปู่ไม่อยากให้รู้ก็ไม่ต้องรู้ แต่เื่ที่บอกว่าเขาอาการแปลกๆ น่ะน่าสนใจดี’ แล้วความคิดซุกซนก็ผุดขึ้นมา
‘ก็ดีเหมือนกัน! หากเขาไม่หายดีจริงๆ แล้ววันหน้าข้าต้องแต่งงานกับเขาตามที่ผู้ใหญ่ว่าไว้... ก็เท่ากับว่าข้ามีสหายตัวโตๆ แต่ความคิดเหมือนเด็ก ไว้เล่นเป็เพื่อนเพิ่มอีกคนก็เท่านั้นเอง! คงจะสนุกดีพิลึก!’ คิดได้ดังนั้น ริมฝีปากบางก็เผลอคลี่ยิ้มออกมาอย่างเ้าเล่ห์
“ก็ได้เ้าค่ะ ท่านปู่ ข้าไม่ไปยุ่งกับเขาก็ได้” นางรับปากอย่างว่าง่ายผิดปกติ ก่อนจะรีบเปลี่ยนเื่คุยทันที
“จริงสิเ้าคะ วันก่อนข้าเห็นม้าตัวใหม่ในคอก สวยมากเลย ท่านปู่ให้ข้าลองขี่ได้หรือไม่เ้าคะ?”
แม่ทัพเฉินเหยาจินเห็นหลานสาวเปลี่ยนเื่ง่ายๆ ก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง แม้จะยังไม่วางใจนักว่านางจะทำตามที่พูดได้จริงหรือไม่ก็ตาม
…..
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอ่อนๆ เพิ่งจะสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างห้องนอนของคุณหนูเฉินซูเหริน แต่เ้าของห้องกลับไม่ได้นอนขดตัวอยู่บนเตียงอย่างเช่นทุกวัน นางตื่นแต่เช้าตรู่เป็พิเศษ ดวงตากลมโตเป็ประกายสดใสด้วย ความตื่นเต้นดีใจ
ความคิดถึง 'สหายใหม่' ที่เพิ่งพบเจอเมื่อวาน ทำให้ความรู้สึกอยากออกไป 'ผจญภัย' นอกห้องมีมากกว่าความง่วงงุน ปกติแล้วนางมักจะต้องเล่นอยู่คนเดียวในจวนอันกว้างขวางแห่งนี้ จะมีก็แต่สาวใช้หรือพี่เลี้ยงที่คอยตามประกบ ซึ่งไม่สนุกเอาเสียเลย แต่นับจากนี้ไป... ดูเหมือนนางจะมี 'เพื่อน' ที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นมาแล้ว!
แม้จะรับปากท่านปู่ไปแล้วว่าจะไม่ไปยุ่ง แต่คำว่า 'สักระยะ' ของท่านปู่นั้น มันนานแค่ไหนกันเชียว? หนึ่งชั่วยาม? ครึ่งวัน? หรือแค่นับหนึ่งถึงสิบในใจ? เฉินซูเหรินในวัยแปดขวบ ตีความคำพูดของผู้ใหญ่เข้าข้างตัวเองเสมอ!
นางะโลงจากเตียงอย่างกระฉับกระเฉง ตรงไปยัง หีบไม้ใบใหญ่ที่เก็บสมบัติส่วนตัวของนาง นางเปิดฝาหีบออก แล้วเริ่ม รื้อค้นหาของเล่นต่างๆ ที่อยู่ข้างในอย่างกระตือรือร้น มีทั้งตุ๊กตาดินปั้น ลูกข่างไม้ หน้ากาก หรือแม้แต่ดาบไม้เล่มเล็กๆ ที่ท่านพ่อเคยหามาให้
“อืมมม... เอาอะไรไปอวดเ้ามู่เฉินนั่นดีนะ?” นางพึมพำกับตัวเอง
“เขาดูซื่อๆ ไม่น่าจะเคยเห็นของเล่นสนุกๆ แบบนี้ ต้องเอาของที่เจ๋งที่สุดไปอวดเสียหน่อย เขาจะได้รู้ว่าข้าน่ะเป็ 'หัวหน้า' ที่สุดยอดแค่ไหน!”
นางเลือกหยิบลูกข่างไม้ที่หมุนได้นานที่สุด กับหน้ากากรูปพยัคฆ์ที่ดูน่าเกรงขามที่สุดออกมา ถือไว้ในมืออย่างภูมิใจ ก่อนจะรีบแต่งตัวอย่างลวกๆ แล้วเตรียมหาทางแอบหนีออกจากเรือนหลัก เพื่อมุ่งหน้าไปยังเรือนพักท้ายจวน... จุดหมายคือ 'สหาย' คนใหม่ที่รออยู่
…..
แสงตะวันยามเช้าทอประกายอบอุ่น ลอดผ่านม่านใบของต้นแปะก๊วยใหญ่ ลงมากระทบพื้นลานดินหน้าเรือนพักท้ายจวน
บรรยากาศยามเช้าในเขตจวนแม่ทัพนั้นเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วและเสียงลมพัดใบไม้เบาๆ จ้าวมู่เฉิน ในชุดผ้าฝ้ายตัวหลวม กำลัง นั่งอยู่บนม้านั่งยาวใต้ร่มเงาไม้ แผ่นหลังพิงพนักเล็กน้อย ในมือถือ ตำราพันอักษร ที่เขาเริ่มคุ้นเคย ริมฝีปากขยับพึมพำ ท่องจำตัวอักษรและวลีง่ายๆ ตามที่เหล่าหยวนเคยสอนไว้ กลายเป็กิจวัตรประจำวันของเขาไปแล้ว ที่จะใช้เวลาใน่เช้าเช่นนี้ไปกับการอ่านตำราหรือคัดเขียนตัวอักษร แม้จะยังไม่เข้าใจความหมายลึกซึ้ง แต่การได้จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็ช่วยให้จิตใจที่สับสนของเขาสงบลงได้บ้าง
เขาหมกมุ่นอยู่กับโลกในหน้าตำรา จนไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าแ่เบาที่ย่ำลงบนพื้นหญ้านอกกำแพงเรือนเลยแม้แต่น้อย
มือน้อยๆ ขาวผ่องค่อยๆ เกาะขอบกำแพง นั้นอีกครั้ง ศีรษะเล็กๆ ที่ประดับปิ่นผีเสื้อค่อย โผล่พ้นขึ้นมาเหนือกำแพง ดวงตากลมโตของ เฉินซูเหรินสอดส่ายหาเป้าหมาย อย่างรวดเร็ว
แล้วนางก็ยิ้มกริ่มเมื่อเห็นแผ่นหลังของคนที่นางตามหา 'เ้ามู่เฉินนั่นเอง! กำลังนั่งหันหลัง บ่นพึมพำอะไรอยู่คนเดียวก็ไม่รู้' นางคิดในใจ ก่อนจะ ค่อยๆ ปีนลงมาจากกำแพงเรือน อย่างคล่องแคล่วว่องไวและเงียบกริบยิ่งกว่าครั้งก่อนเสียอีก
เมื่อเท้าแตะพื้นดินนุ่ม เฉินซูเหริน ปัดเศษฝุ่นออกจากชายเสื้อของตนเล็กน้อย สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยืดกายราวกับแม่ทัพน้อย ก่อนจะเดินยืดอกก้าวเท้าอย่างมาดมั่น ตรงเข้าไปหาจ้าวมู่เฉินที่ยังคงไม่รู้ตัว นางยั้งฝีเท้าลงเมื่อเข้ามาใกล้ หยุดยืนอยู่ด้านข้างเยื้องไปทางด้านหลังเล็กน้อย แล้วยกมือขึ้น ตบบ่าของเขาเบาๆ ทีหนึ่ง!
"แฮ่!"
"เฮ้ย!" จ้าวมู่เฉิน ตื่นตระหนก สะดุ้งโหยงสุดตัว จนตำราในมือเกือบร่วงหล่น เขารีบหันขวับไปมอง แขกผู้ไม่ได้รับเชิญ ที่มาโดยไม่ให้สุ้มให้เสียง
เมื่อเห็นว่าเป็ใคร ดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความใก็คลายลงเล็กน้อย กลายเป็ความประหลาดใจ “พี่หญิงซูเหริน!” เขาโพล่งชื่อนางออกมาอย่างลืมตัว ทว่าเขายังไม่ทันหายตื่นใดีนัก
ในตาพลันเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม เมื่อเห็นว่ามือเล็กๆ ที่เพิ่งตบบ่าเขาเมื่อครู่นั้น บัดนี้มี ของชิ้นหนึ่งพลันปรากฏขึ้นตรงหน้า มันคือ ลูกข่างไม้ กลึงเกลาอย่างดี สีสันสดใส เป็ของเล่นยอดนิยมที่เด็กๆ ในเมืองหลวงชอบเล่นกันยิ่งนัก ความทรงจำรางๆ แวบเข้ามาในหัว ก่อนเดินทางออกจากเมืองหลวง จ้าวมู่เฉินเหมือนจะเคยได้ผ่านตา เด็กๆ ข้างถนนเล่นเ้าสิ่งนี้ด้วยความสนุกสนาน แต่เขาไม่เคยได้ลองเล่นมันเลยสักครั้ง
ดวงตาของจ้าวมู่เฉินเป็ประกายด้วยความสนใจใคร่รู้ เขาลืมความใเมื่อครู่ไปเสียสิ้น ยื่นมือออกไปหมายจะจับลูกข่างไม้นั้นมาดูใกล้ๆ ทว่าเฉินซูเหรินกลับไวกว่า! นางพลิกข้อมือหลบมือของเขาได้อย่างง่ายดาย พร้อมกับหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ
“อยากเล่นหรือ?” นางถามพลางหมุนลูกข่างในมือโชว์ ยั่วเย้าให้อยากมากขึ้น
จ้าวมู่เฉินพยักหน้าหงึกๆ อย่างรวดเร็ว ดวงตาจ้องมองลูกข่างไม่วางตา
"ถ้าอยากเล่น..." เฉินซูเหรินยิ้มอย่างมีเลศนัย เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ทำท่าทางเหมือนผู้ใหญ่กำลังสั่งสอนเด็ก "...เ้าต้อง เรียนข้าว่า 'พี่ใหญ่เฉิน' เสียก่อน แล้วข้าจะให้เ้าเล่น!"
คำว่า "พี่ใหญ่" นั้นฟังดูมีอำนาจและยิ่งใหญ่กว่า "พี่หญิง" หรือ "พี่สาว" ที่เขาเคยเรียก แต่ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้ััของเล่นน่าสนุกตรงหน้า จ้าวมู่เฉินจึงไม่รีรอแม้แต่น้อย เขารีบ ประสานมือ ทำความเคารพตามที่เคยเห็นเหล่าหยวนทำ แล้วเงยหน้าขึ้นเรียกขานอย่างชัดถ้อยชัดคำและ ด้วยความยินดี อย่างยิ่ง
"พี่ใหญ่เฉิน!"