จัดเตรียมที่นอนให้พี่ชายกับพี่สะใภ้เสร็จ ถังหลีก็กลับเข้าห้องนอนของตนเอง วันนี้นางเหนื่อยมาทั้งวัน อีกทั้งพรุ่งนี้ยังต้องตื่นเช้าเพื่อไปที่หอเฟิ่งไหล เพราะพรุ่งนี้เป็วันที่คุณหนูโจวม่านหรูจะมาทานอาหารชนิดใหม่ตามที่ได้ท้าพนันไว้กับคุณชายเฟิ่งเฮ่า
ถังหลีมีหน้าที่ไปจัดเตรียมวัตถุดิบ น้ำซุป และน้ำจิ้มสูตรพิเศษของตนเอง คืนนี้นางจึงตั้งใจว่าจะเข้านอนเร็วสักหน่อย แต่พอนึกถึงเื่ที่นางรับปากกับท่านลุงใหญ่ไช่ว่าจะหางานสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน ถึงแม้อยากจะข่มตาให้หลับ แต่นางก็หลับไม่ลงแล้ว
“คุณชายเฟิ่งจะเปิดร้านหมูกระทะกับร้านชาบู นอกจากผักสดกับเนื้อสัตว์ ยังมีอะไรที่เอามากินคู่กันได้อีกนะ” ถังหลีลุกขึ้นมานั่งบนเตียงไม่นอนต่อแล้ว “ใช่แล้ว! กิมจิกับผักกาดหอม”
ถังหลีหลับตาแล้วเข้าไปในมิติ นางรีบเดินไปที่ชั้นเก็บของที่ตั้งอยู่ด้านหลังโต๊ะเก็บเงินของตนเองทันที ชั้นวางของนี้เป็ของที่นางซื้อมาใช้ส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับสินค้าที่ขายในร้าน ไม่นานนางก็เห็นซองเมล็ดพันธุ์ผักกาดหอมวางอยู่หลายซอง จากนั้นก็เดินไปที่ชั้นเครื่องปรุง นางหยิบเกลือ แป้งข้าวเ้า พริกป่น น้ำปลา และน้ำตาลทรายออกมา ส่วนผักสด ต้นหอม กระเทียม และขิงค่อยไปเอาที่หอเฟิ่งไหล
หลังออกมาจากมิติ ถังหลีก็รีบจดสูตรทำกิมจิที่ตนเองนึกได้มาสองสูตร นางต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะจดสูตรกิมจิเสร็จ เป็เพราะนางกับพี่ชายไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเหมือนบุตรหลานบ้านอื่น แต่ยังโชคดีที่ถังหย่งเจ๋อสอนหนังสือให้นางกับพี่ชายอยู่หลายปี แม้จะอ่านเขียนได้ไม่คล่องเท่าใดนัก แต่อย่างน้อยพวกนางก็ยังอ่านออกและเขียนได้มากกว่าคนวัยเดียวกันที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะจับพู่กัน “เสร็จเสียที”
ถังหลีมองสูตรกิมจิผักกาดขาวกับกิมจิแตงกวาอย่างพอใจ ตั้งใจว่าจะหาอะไรมาทับกระดาษไว้เพื่อไม่ให้มันปลิว สายตาก็เหลือบไปเห็นผ้าเช็ดหน้าที่นางใช้ห่อปิ่นเงินไว้พอดี
“สมบัติชิ้นสุดท้าวของท่านแม่อย่างนั้นหรือ? ปิ่นเงินอันนี้มีความสำคัญอะไรหรือเปล่านะ” ถังหลีคลี่ผ้าเช็ดหน้าออกอย่างระมัดระวัง แต่ไม่คิดว่าปิ่นเงินกลับร่วงลงพื้นทำให้ปิ่นเงินหักออกเป็สองท่อน และที่น่าแปลกใจคือในด้ามของปิ่นเงินอันนั้นมีกระดาษแผ่นเล็กซ่อนอยู่ นางหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นอ่านอย่างตั้งใจจึงได้รู้ว่ากระดาษแผ่นนั้นเขียนบางอย่างเอาไว้
ณ หอเฟิ่งไหล
เมื่อประตูภัตตาคารเปิดออกก็พบว่าโจวม่านหรูกับสหายชายหญิงเกือบสิบคนมายืนรออยู่ก่อนแล้ว เฟิ่งฝูไม่พอใจแต่ก็ยังต้องเก็บอาการและแอบคิดในใจ ‘รอให้พวกเ้าได้กินหมูกระทะกับชาบูเสียก่อนเถอะ หากยังบอกว่าไม่อร่อยก็เท่ากับลิ้นของพวกเ้ามีปัญหาแล้ว’
“คุณหนูโจวมาแต่เช้าเลยนะขอรับ” เฟิ่งฝูยิ้มทักทาย
“แน่นอนอยู่แล้ว ข้าตื่นเต้นที่วันนี้จะได้ปลดป้ายภัตตาคารของพวกเ้าลงจนนอนไม่หลับเชียวล่ะ” โจวม่านหรูยิ้มตอบ ‘ต่อให้อาหารของพวกเ้าจะออกมารสชาติยอดเยี่ยมเพียงใด หากข้าบอกว่าไม่อร่อยเสียอย่าง พวกเ้ายังจะพูดอะไรได้อีก’
“เช่นนั้นเชิญคุณหนูคุณชายทั้งหลายเข้าไปด้านในก่อนเถิด วันนี้หอเฟิ่งไหลของเรางดรับลูกค้าเพื่อต้อนรับพวกท่านโดยเฉพาะ” เฟิ่งฝูโค้งตัวและผายมือเชิญ
“เ้าปิดร้านเพื่อรอต้อนรับข้า?” โจวม่านหรูหุบยิ้มก่อนจะพูดด้วยท่าทางจริงจัง “ดูท่าอาหารจานพิเศษที่พวกเ้าคิดค้นคงไม่ได้เื่จนไม่กล้าจะนำออกมาให้ผู้อื่นดูสินะ แต่ข้าเป็คนทำอะไรเปิดเผยตรงไปตรงมา วันนี้ข้าจะเชิญคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ทั้งหมดให้เข้าไปกินอาหารจานพิเศษนี้ด้วย โดยข้าจะเป็คนออกค่าอาหารให้พวกเขาเอง หลงจู๊เฟิ่งคงไม่คัดค้านกระมัง”
ชาวบ้านที่ยืนดูความสนุกอยู่ถึงกับตาโต หอเฟิ่งไหลขึ้นชื่อว่าเป็ภัตตาคารอันดับหนึ่งของแคว้น อาหารที่พวกเขาทำเลิศรสกว่าภัตตาคารใด อีกทั้งมีเงินก็ใช่ว่าจะเข้ามาทานอาหารที่นี่ได้ เพราะมีลูกค้าที่เข้ามาทานอาหารเป็จำนวนมากในแต่ละวัน ทำให้ต้องมีการจองที่นั่งล่วงหน้า บางครั้งต้องจองล่วงหน้าถึงห้าวันเลยก็มี หากวันนี้พวกเขาได้เข้าไปทานอาหารทั้งไม่ต้องจ่ายเงินและยังเป็อาหารจานพิเศษ นับว่าพวกเขามีลาภปากมากมายเพียงใดกัน
“นั่นสิหลงจู๊ ข้าได้ยินมาว่าคุณชายเฟิ่งกับคุณหนูโจวพนันกันไว้ว่าหากอาหารจานพิเศษของพวกท่านทำให้คุณหนูโจวพอใจไม่ได้ หอเฟิ่งไหลก็ต้องปิดกิจการไป ข้าคิดว่าเพื่อความโปร่งใส ท่านยอมให้เราเข้าไปเป็พยานเื่นี้ด้วยเถิด”
“ถึงแม้พวกเราจะเข้าไปกินโดยไม่จ่ายเงิน แต่คุณหนูโจวได้เอ่ยวาจาไปแล้วว่านางจะเป็คนจ่ายค่าอาหารทั้งหมด ต่อให้พวกเราจะกินจนวัตถุดิบของท่านไม่เหลือ หอเฟิ่งไหลของท่านก็ไม่มีทางขาดทุน”
“หากหอเฟิ่งไหลมั่นใจในรสชาติอาหารของตัวเอง ท่านยังจะกลัวอะไรอีก ให้เราเข้าไปช่วยชิมคงไม่มีปัญหาอะไรกระมัง”
ชาวบ้านหลายคนรีบพูดสนับสนุน แต่เื่ใหญ่เช่นนี้เฟิ่งฝูไม่กล้าตัดสินใจโดยพลการ ขณะที่เขากำลังจะเข้าไปขอคำปรึกษา เฟิ่งเฮ่าก็เดินออกมายืนอยู่หน้าประตูร้านเรียบร้อยแล้ว
“คารวะทุกท่าน ข้าเฟิ่งเฮ่าเป็เ้าของภัตตาคารแห่งนี้ ข้ายินดีให้พวกท่านเข้าไปชิมอาหารจานพิเศษนี้กันทุกคน” เฟิ่งเฮ่าหันไปยิ้มให้โจวม่านหรู “แต่ถ้าทุกคนบอกว่าอาหารจานพิเศษของข้าอร่อย แล้วมีคุณหนูโจวเพียงคนเดียวที่บอกว่าไม่อร่อยเล่า การเดิมพันครั้งนี้จะตัดสินอย่างไร”
“ก็ต้องตัดสินตามความพอใจของข้าสิ เ้าสัญญาไว้แล้วว่าอาหารจานนั้นจะต้องทำมาให้ถูกใจข้า หากถูกใจ...เ้าจึงจะชนะและได้เงินหนึ่งแสนตำลึงไป” โจวม่านหรูรีบบอก
บัณฑิตท่านหนึ่งยกมือขึ้นเสนอ “ข้าเป็บัณฑิตที่ศึกษาอยู่ในสำนักศึกษาเหวินชาง ในเมื่อคุณหนูโจวใจดีถึงขนาดกับจะจ่ายค่าอาหารให้พวกเรา เช่นนั้นพวกเราจะร่วมลงคะแนนสำหรับการท้าพนันในครั้งนี้ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้คุณหนูโจวถูกครหาว่าจงใจกลั่นแกล้งหอเฟิ่งไหลดีหรือไม่ขอรับ”
สำนักศึกษาเหวินชางเป็สำนักศึกษาที่มีชื่อเสียงที่สุดในอำเภอเสียนหู่ เมื่อบันฑิตหนุ่มเสนอความคิด ชาวบ้านจึงเห็นด้วยทันที
เดิมโจวม่านหรูคิดจะปฏิเสธ แต่พอเห็นท่าทีของชาวบ้านที่สนับสนุนบัณฑิตผู้นั้น นางจึงได้แต่ยอมรับข้อเสนอและให้ชาวบ้านที่เข้ามาทานอาหารร่วมตัดสินรสชาติอาหารจานพิเศษของหอเฟิ่งด้วยกัน
เก้าอี้ทุกตัวของหอเฟิ่งไหลถูกนั่งจนเต็ม โจวม่านหรูและสหายที่นั่งอยู่ด้านในสุดถึงกับหน้าเสีย หากอาหารที่หอเฟิ่งไหลทำออกมาอร่อยถูกปากชาวบ้านพวกนี้เล่า ไม่ใช่ว่าโจวม่านหรูจะต้องเสียเงินหนึ่งแสนตำลึงไปเปล่าๆ หรือ
เฟิ่งเฮ่าส่งยิ้มให้โจวม่านหรู ไหนๆ วันนี้หอเฟิ่งไหลก็จะเปิดทำการเป็วันสุดท้ายแล้ว เขาก็จะจัดงานให้คึกคัก ให้สมกับที่กำลังจะได้รับเงินหนึ่งแสนตำลึงมาไว้ในมือก็แล้วกัน
เฟิ่งเฮ่าเดินไปยืนอยู่กลางห้องโถงก่อนจะพูดเสียงดัง “ก่อนอื่นข้าต้องขอขอบคุณคุณหนูโจวที่ช่วยผลักดันจนทำให้พ่อครัวของหอเฟิ่งไหลเกิดแรงบันดาลใจและคิดค้นอาหารสูตรใหม่ขึ้นมาได้ และข้าต้องขอขอบคุณพี่น้องทุกท่านที่ร่วมมาเป็สักขีพยานในการตัดสินรสชาติอาหารในวันนี้ แต่เงินเดิมพันหนึ่งแสนตำลึงนับเป็เงินจำนวนมาก ข้าจึงได้เชิญท่านนายอำเภอโจว ฮูหยิน และเ้าสำนักศึกษาเหวินชางมาร่วมเป็สักขีพยานในครั้งนี้ด้วยขอรับ”
โจวม่านหรูถึงกับหน้าเสียเมื่อได้ยินว่าท่านพ่อ ท่านแม่ และเ้าสำนักศึกษาเหวินชางที่โดยปกติแล้วจะไม่ออกมาพบปะผู้คนยังยอมมาเป็สักขีพยานในครั้งนี้
นายอำเภอโจวจ้องลูกสาวเขม็งอย่างไม่พอใจ ฮูหยินโจวที่รับรู้ได้รีบดึงแขนเสื้อสามีแล้วพูดเสียงเบา “กลับไปข้าจะตักเตือนนางเองเ้าค่ะ ท่านอย่าได้ตำหนินางต่อหน้าผู้อื่นเลยนะเ้าคะ”
“ก็ไม่ใช่เพราะเ้าที่เลี้ยงนางมาอย่างตามใจหรือไร ยังไม่นับตระกูลหลูของพวกเ้าที่อยากยึดกิจการทั้งหมดในอำเภอเสียนหู่มาเป็ของตนเองอีก หากมีคนเขียนฎีการ้องเรียนส่งไปที่เมืองหลวง เ้าคิดว่าข้ายังจะรักษาตำแหน่งนายอำเภอไว้ได้อีกหรือ”
“แต่เงินที่หามาได้ ตระกูลหลูของข้าก็ส่งไปให้เส้นสายของท่านไม่น้อยนะเ้าคะ” ฮูหยินโจวบอกสามี
นายอำเภอโจวได้แต่เก็บคำพูดกลับคืน เขารักษาตำแหน่งนายอำเภออย่างมั่นคงมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวเดิมของภรรยาจริงๆ
“นี่ก็สายมากแล้ว ข้าคิดว่าเราควรเริ่มงานกันได้แล้ว เพราะข้ามีงานอื่นที่ยังต้องทำ” เ้าสำนักศึกษาเหวินชางพูดขึ้น
เมื่อเห็นทุกคนนั่งประจำที่จนครบ เฟิ่งเฮ่าก็ส่งสัญญาณมือ ไม่นานเตาไฟที่ถูกจุดด้วยถ่านก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะโต๊ะละสองลูก ตามด้วยกระทะและหม้อดินที่เติมน้ำซุปไว้จนเกือบเต็ม ถาดเนื้อสัตว์และผักสดก็ถูกยกออกมาวางเช่นกัน แต่คราวนี้ถังหลีได้นำกิมจิกับผักกาดหอมสดออกมาจากมิติด้วย ตั้งใจว่าเสร็จจากการต้อนรับลูกค้ากลุ่มนี้ นางจะเจรจาธุรกิจกับเฟิ่งเฮ่าต่ออีกสักหน่อย
เสี่ยวเอ้อร์อีกกลุ่มหนึ่งเมื่อเห็นอุปกรณ์และอาหารสดถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะจนครบแล้ว พวกเขาเริ่มสาธิตวิธีการกินหมูกระทะและชาบูตามที่ถังหลีสอน ไม่นานทั่วทั้งหอเฟิ่งไหลก็มีกลิ่นหอมของหมูย่างและกลิ่นหอมของน้ำซุปลอยไปทั่ว
ทีแรกยังไม่มีใครกล้าลงมือ แต่พอได้กินหมูย่างเกรียมๆ กับน้ำจิ้มรสเด็ดเข้าไปคำแรก ทั้งยังมีผักดองและผักกาดหอมสดเป็เครื่องเคียง หลังจากนั้นตะเกียบของพวกเขาก็ขยับไม่หยุด เมื่อรู้สึกว่าอยากซดน้ำซุป พวกเขาก็หันไปกินอาหารที่ถูกต้มอยู่ในหม้อดินที่วางอยู่คู่กัน กว่าจะรู้ตัวว่าตนเองกินอาหารเข้าไปมาก ลูกค้าทุกคนก็แทบจะลุกไม่ไหวกันแล้ว
นายอำเภอโจว ฮูหยินโจว เ้าสำนักศึกษาเหวินชาง รวมถึงโจวม่านหรูและสหายก็มีอาการไม่ต่างกัน ประเมินด้วยสายตาไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผลการเดิมพันในครั้งนี้ คุณชายเฟิ่งเฮ่าย่อมเป็ฝ่ายชนะอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นว่าทุกคนกินอาหารจนอิ่มแล้ว เฟิ่งเฮ่าจึงส่งสัญญาณให้เสี่ยวเอ้อร์ในร้านถือไหเดินไปตามแต่ละโต๊ะเพื่อให้ลูกค้าหย่อนลูกแก้วสีลงในไห เพราะก่อนหน้าที่จะเริ่มทานอาหาร เขาได้แจกลูกแก้วให้ลูกค้าคนละสองลูกเพื่อใช้ลงคะแนน ลูกแก้วสีขาวเป็คะแนนของโจวม่านหรู ส่วนลูกแก้วสีดำเป็คะแนนของเขา
เมื่อเสี่ยวเอ้อร์เดินจนครบทุกโต๊ะ จากนั้นเ้าสำนักเหวินชางจึงเป็ตัวแทนในการเทลูกแก้วในไหออกมานับคะแนน แต่ปรากฏว่าในไหมีลูกแก้วสีขาวอยู่เพียงหนึ่งลูก ที่เหลือเป็ลูกแก้วสีดำทั้งหมด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าลูกแก้วสีขาวเป็ผู้ใดที่ลงคะแนน
โจวม่านหรูหน้าแดงสลับดำจนไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ทั้งบิดามารดา ทั้งสหายที่ตนเองพามากลับไม่ยอมลงคะแนนให้ตน
“คุณหนูโจว เงินหนึ่งแสนตำลึงที่ว่า เ้าจะนำมาจ่ายให้ข้าได้เมื่อใด” เฟิ่งเฮ่าถามยิ้ม “อ้อ...ยังมีอีก ข้าเดินทางจากเมืองหลวงมาที่อำเภอเสียนหู่เพราะตั้งใจจะปิดหอเฟิ่งไหล ไม่ทราบว่าคุณหนูโจวสนใจจะซื้อภัตตาคารแห่งนี้หรือไม่ โต๊ะเก้าอี้หรือแม้แต่เครื่องครัวทั้งหมด ข้ายินดียกให้เ้าไปเปล่าๆ จะไม่คิดเงินแม้แต่เหวินเดียว”
คราวนี้โจวม่านหรูถึงกับเป็ลมไปจริงๆ หากนางรู้ว่าเฟิ่งเฮ่าตั้งใจจะปิดกิจการแล้วขายภัตตาคารแห่งนี้อยู่แล้ว นางจะสร้างเื่ใหญ่โตให้ตนเองเสียหน้าแล้วยังต้องมาเสียเงินอีกหนึ่งแสนตำลึงไปทำไม
ฮูหยินโจวก็ไม่ต่างจากลูกสาว เื่เดิมพันหนึ่งแสนตำลึงเป็นางที่เสนอความคิดนี้ให้ลูกสาวเอง นางได้แต่กัดฟันถาม “คุณชายเฟิ่งตั้งราคาขายภัตตาคารแห่งนี้ไว้ที่เท่าใด”
“หากฮูหยินสนใจ ข้าจะขายภัตตาคารแห่งนี้รวมถึงข้าวของทั้งหมดในร้านให้ท่านห้าหมื่นตำลึงขอรับ ข้าพร้อมลงนามและปลดป้ายหน้าร้านลงในวันนี้เลย”
ห้าหมื่นตำลึง! หากนางมาเจรจาซื้อกิจการั้แ่แรกนางจะจ่ายเงินแค่ห้าหมื่นตำลึง แต่เวลานี้นางต้องจ่ายเงินหนึ่งแสนห้าหมื่นตำลึง ฮูหยินโจวทนไม่ไหวจึงเป็ลมไปอีกคน