ชายผู้นั้นจงใจลากเสียงยาวสร้างความอยากรู้อยากเห็นให้แก่ผู้คน ก่อนจะเอ่ยปากว่า"เมื่อคืนกลางดึก หลงเย่โดนใครไม่รู้รุมยำอาการสาหัสได้ยินว่าปางตาย ป่านนี้คงลุกจากเตียงไม่ได้!"
เขาเอ่ยพลางยกมุมปากขึ้นอย่างอดไม่ได้เห็นได้ชัดว่าตื่นเต้นกับข่าวนี้อย่างยิ่ง
"กลางดึกงั้นหรือ?" ผู้คนต่างส่งเสียงประหลาดใจก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาได้ "คงจะเป็นแถวหน้าโรงพนันจวี้ไฉฟางกระมัง?"
หลงเย่มักจะนำลูกน้องไปคุมเชิงที่โรงพนันจวี้ไฉฟางด้วยตนเองยิ่งได้ยินว่าช่วงก่อนหน้านี้ โรงพนันจวี้ไฉฟางมีปัญหาหลงเย่ถูกหลงจินดุด่าไปยกใหญ่หลังจากนั้นเขาก็ไม่กล้าออกไปไหนมาไหนอย่างอิสระอีกเลยแทบจะปักหลักอยู่ที่โรงพนันจวี้ไฉฟางตั้งแต่เช้าจรดค่ำ
บุรุษผู้นั้นพยักหน้า"ก็ตรอกเล็กๆ ตรงข้ามโรงพนันจวี้ไฉฟางนั่นแหละ คงจะไปปลดทุกข์แล้วเคราะห์ร้ายถูกผู้อื่นจับตัวได้พอดี"
เขาเอ่ยพลางหัวเราะอย่างอดไม่ได้คนข้างๆ ชะงักงันไป ก่อนจะพากันหัวเราะตาม
ราวกับกลัวว่าเสียงหัวเราะจะดังเกินไปผู้คนต่างยกมือขึ้นปิดปากโดยไม่รู้ตัว หัวเราะจนไหล่สั่นเทิ้มแต่กลับพยายามทำสีหน้าว่าตนเองมิได้หัวเราะอยู่
เมื่อเห็นท่าทีกลบเกลื่อนเช่นนั้นซูอี้หว่านก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปาก
แต่เมื่อได้ยินว่าหลงเย่ถึงขั้นลงจากเตียงไม่ได้นางก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
หากมิกลัวว่าจะพลั้งมือฆ่าเจ้าอันธพาลนั่นละก็ซูอี้หว่านคงอยากซ้อมมันอีกสักยก
หลังจากเก็บแผงกลับถึงบ้านสองแม่ลูกก็เล่าเรื่องที่แผงให้ซูอี้โจวและเซียวจวิ้นอันฟังทั้งสองก็หัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง กล่าวว่าหากหลงเย่ผู้นั้นยังมิสำนึกก็จงซ้อมมันอีกสักยก
บัดนี้สถานพยาบาลกำลังจะเปิดทำการในเร็ววันธุรกิจแผงขายอาหารเช้าก็มั่นคงแล้ว ครอบครัวต่างสาละวนจนแทบไม่มีเวลาพักซูอี้หว่านจึงคิดจะจ้างคนมาช่วย นางจึงนำความคิดนี้ไปปรึกษากับคนในครอบครัว
จางอ้ายหลินย่อมเห็นด้วยอย่างยิ่ง"บัดนี้พวกเรามีเงินเหลือเก็บแล้วก็มิต้องให้ตนเองตรากตรำลำบากจนเกินไป จ้างคนมาช่วยบ้างก็ดี"
ในภายภาคหน้าธุรกิจของพวกนางต้องขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆหากต้องทำทุกสิ่งด้วยตนเอง จะมิเป็นการเหนื่อยตายหรือ?
ชาติก่อนเพราะเหตุแห่งยุคสมัยพวกเขาจึงต้องวุ่นวายมิได้หยุดหย่อน ชาตินี้แม้ว่ายุคสมัยจะมิได้สงบนักแต่เมื่อเทียบกับโลกที่ซอมบี้ครองเมือง ก็ถือว่าดีกว่ามากแล้วอย่างน้อยก็มิต้องคอยระวังว่าตนเองจะสิ้นชีพเมื่อใด
เมื่อได้ยินดังนั้นซูอี้โจวจึงพยักหน้า "ท่านแม่พูดถูกหว่านหว่าน ฝีมือเจ้าล้ำเลิศถึงเพียงนี้ ไม่คิดจะรับศิษย์ไว้บ้างหรือ?"
ภายหน้าเปิดสถานพยาบาลก็ยังต้องให้น้องสาวคอยดูแลไหนจะต้องดูแลเรื่องอาหารที่ร้านอีก ด้วยภาระเช่นนี้ คงยากที่จะรับมือได้ทั้งหมด
"รับศิษย์?" ซูอี้หว่านชะงักงันไปก่อนจะเอ่ยด้วยความลำบากใจว่า "ร้านของพวกเราขายดิบขายดีเช่นนี้ก็เพราะอาหารของเราหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว หากรับศิษย์มิเท่ากับเผยสูตรอาหารให้ผู้อื่นหรือไร?"
ได้ยินดังนั้นซูอี้โจวก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า"คงไม่เป็นเช่นนั้นกระมัง?"
ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ในสมัยโบราณนั้นแน่นแฟ้นยิ่งต่างจากยุคปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง โดยทั่วไปแล้ว ศิษย์คงมิอาจทรยศต่ออาจารย์ได้
แต่นี่ก็มิใช่เรื่องที่เป็นไปมิได้ดังนั้นซูอี้โจวจึงรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง
ทว่าหากไม่รับศิษย์จะให้พึ่งพาเพียงหว่านหว่านแต่ผู้เดียวไปตลอดได้อย่างไร?
เมื่อเห็นว่าทั้งสามคนขมวดคิ้วทำท่าทางลำบากใจเซียวจวิ้นอันก็อดมิได้ที่จะเอ่ยแทรกว่า "ข้าว่าแทนที่จะรับศิษย์สู้ซื้อตัวบ่าวรับใช้มาสักหน่อย นั่นจะไม่ดีกว่าหรือ"
ได้ยินดังนั้นทั้งสามคนก็มองมาที่เขาอย่างพร้อมเพรียงกัน เซียวจวิ้นอันชะงักงันไป ก่อนจะเอ่ยว่า“เพราะมีสัญญาขายตัวผูกมัด บ่าวจึงไม่กล้าคิดทรยศเพราะผลกรรมของการทรยศเจ้านายนั้น พวกเขาคงรับไม่ไหว”
ขณะที่กล่าวคำนั้นน้ำเสียงของเขากลับเยียบเย็นซูอี้หว่านรับรู้ได้อย่างรวดเร็วถึงเจตนาฆ่าฟันที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะมองเขาด้วยความระแวดระวังยิ่งขึ้น
ซูอี้หว่านรู้สึกโดยสัญชาตญาณว่าบุรุษผู้นี้คงเคยถูกบ่าวไพร่ทรยศมาก่อนดังนั้นยามกล่าวคำนี้จึงได้ใช้น้ำเสียงเช่นนี้ออกมาโดยมิรู้ตัว
ดูท่าทีว่าจวิ้นอันผู้นี้คงมิใช่คนธรรมดา!
ซูอี้โจวกลับมิได้สังเกตสิ่งเหล่านี้เขาทราบดีอยู่แล้วว่าจวิ้นอันผู้นี้ต้องมิใช่คนธรรมดาจึงได้ร่วมมือกับเขาตั้งแต่ก่อนหน้านี้บัดนี้ซูอี้โจวคิดแต่เรื่องความเป็นไปได้ของความคิดนี้
ยิ่งคิดดวงตาของเขาก็ยิ่งเป็นประกายอดมิได้ที่จะตื่นเต้นขึ้นมา "เจ้ากล่าวถูกแล้วพวกเราก็ซื้อบ่าวไพร่มาก็แล้วกัน"
ซูอี้โจวได้แต่ตำหนิตนเองในใจว่าช่างโง่เขลานักหรือเพราะความเป็นคนยุคใหม่ทำให้ยังไม่อาจปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของที่นี่ได้โดยสิ้นเชิงโดยพื้นฐานแล้ว วิธีคิดของเขาย่อมแตกต่างจากคนโบราณที่เกิดและเติบโตในยุคนี้ในเมื่อยุคสมัยของเขาได้ยกเลิกระบบทาสไปนานหลายร้อยปีแล้วเขาจะไปนึกถึงเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร?
เมื่อเขาตัดสินใจแล้วซูอี้หว่านและจางอ้ายหลินย่อมไม่มีความเห็นใดๆ เรื่องนี้จึงลงเอยด้วยดี
รูปแบบของคนในตระกูลซูคือเอ่ยแล้วทำทำแล้วมิมีการรีรอ เมื่อตัดสินใจซื้อคนแล้วซูอี้หว่านจึงตัดสินใจที่จะออกไปดูที่ตลาดทันที
แน่นอนว่าเรื่องดูคนนั้นสายตาของนางย่อมมิสู้พี่ชายของตน ดังนั้นจึงฉุดกระชากลากดึงซูอี้โจวไปด้วย
ครอบครัวของนาง‘ซื้อคน’ เป็นครั้งแรกจางอ้ายหลินจึงรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง ว่าตลาดค้าทาสในสมัยโบราณนั้นมีสภาพเช่นไรจึงตามไปด้วยเช่นกัน อีกทั้งคิดว่าเซียวจวิ้นอันน่าจะมีประสบการณ์ในด้านนี้สุดท้ายทั้งสี่คนจึงออกเดินทางไปด้วยกัน
ทั้งสี่คนตรงไปยังตลาดค้าทาสที่ใหญ่ที่สุดในเมืองอวิ๋นเฉิงหลังจากเลือกสรรอยู่พักใหญ่ในที่สุดก็เลือกเด็กหญิงตัวน้อยอายุสิบห้าและสิบหกสองคนและเด็กชายอายุสิบเจ็ดและสิบแปดสองคน
ซูอี้หว่านตั้งใจว่าจะฝึกฝนเด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองคนให้พวกนางรับช่วงต่อที่แผงในภายภาคหน้า เมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม ก็จะเช่าห้องแถวแล้วเปลี่ยนแผงให้กลายเป็นร้านอาหารเล็กๆถึงเวลานั้นพวกเขาทั้งสองคนก็จะรับผิดชอบดูแลครัวโดยเฉพาะ
ส่วนเด็กชายทั้งสองคนไปช่วยงานที่สถานพยาบาลก็เหมาะสม โดยเฉพาะคนหนึ่งก่อนหน้านี้เคยทำงานในร้านขายยามาก่อน รู้จักตัวยาอยู่บ้างต่อไปก็มอบหมายให้เขาดูแลเรื่องการจัดยา
ส่วนการนั่งโต๊ะตรวจก็ต้องให้นางเป็นคนลงมือด้วยตนเอง
แต่ช่วงหลายวันนี้ในใจของซูอี้หว่านก็มีความคิดหนึ่งอยู่ เพียงแต่ลังเลใจอยู่ตลอดจึงยังมิได้ปริปากบอกกล่าว
ก่อนหน้านี้ตอนที่ไปรักษาอาการป่วยให้คุณหนูใหญ่ที่จวนเจ้าเมืองนั้นฝีมือทางการแพทย์ของท่านหมอเฉียนผู้นั้นก็มิเลวเพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นหมอหลวงที่มาจากในวังประสบการณ์ในบางด้านอาจจะเหนือกว่าตนเองก็เป็นได้
ดั่งสุภาษิตที่ว่า‘สามคนเดินร่วมทาง ย่อมมีอาจารย์อยู่ด้วย’ ซูอี้หว่านไม่เคยทะนงตนว่าไร้เทียมทานด้วยวิชาแพทย์นางย่อมรู้ดีว่า แม้ความสามารถหลายด้านจะเหนือกว่าผู้อื่นแต่ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่ายังมีสิ่งที่ด้อยกว่า
หากสามารถเชิญท่านหมอเฉียนมาที่สถานพยาบาลได้พวกเขาทั้งสองคนก็มิใช่แค่สามารถแลกเปลี่ยนความรู้กันได้เท่านั้นยังสามารถอาศัยฐานะของท่านหมอเฉียนกระจายชื่อเสียงของสถานพยาบาลให้โด่งดังขึ้นได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
เพราะจนถึงตอนนี้นางยังมิได้มีชื่อเสียงอะไรมากมายในเมืองอวิ๋นเฉิงแม้ว่าจะเคยแสดงตนต่อหน้าฝูงชนว่าตนเองมีความรู้ทางการแพทย์กระนั้นซูอี้หว่านกลับรู้สึกว่าผู้คนส่วนใหญ่คงยังไม่ปักใจเชื่อในความสามารถของนาง